รีวิว Dredd (2012) เดร็ด คนหน้ากากทมิฬ

1360209653

เป็นหนังที่ผมรู้สึกเห็นใจอย่างยิ่งครับ เพราะทีมงานตั้งใจทำ คนเขียนบทก็เตรียมงานมานาน ตัวหนังจริงๆ ก็ออกมาไม่เลว แต่หนังกลับไปไม่รอดในเรื่องรายได้

Dredd สร้างจากการ์ตูนคอมมิคสัญชาติอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากในบ้านเกิดจนลามมาจนถึงฝั่งอเมริกา เมื่อความฮิตได้ที่จึงมีคนสนใจทำเป็นหนังใหญ่เมื่อปี 1995 ในชื่อว่า Judge Dredd นำแสดงโดย Sylvester Stallone ซึ่งฉบับนั้นก็ไม่ค่อยทำเงินมากนัก (แต่ก็ยังได้มากกว่าฉบับใหม่นี่) คำวิจารณ์ก็ไม่ดี แต่สำหรับผมนั้นรู้สึกว่ามันก็ดูได้ครับ เรื่อยๆ เพลินๆ ตามสไตล์หนังบู๊ของพี่สไล งานด้าน Effect ก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง

หลังจากนั้นก็มีคนอยากรีบูทหนังเรื่องนี้ใหม่ครับ หนึ่งในนั้นก็คือ Alex Garland มือเขียนบทชาวอังกฤษที่เคยฝากผลงานอย่างไว้ เช่นThe Beach, 28 Days Later… และ Sunshine ซึ่งเขาก็เป็นแฟนการ์ตูนชุดนี้ครับ เขาเลยอยากสร้างสรรค์บทที่มีความเป็น Dredd ขนานแท้ขึ้นมาให้ชาวโลกดูสักเรื่อง เพราะ Dredd ฉบับปี 1995 นั้นมันออกแนวบู๊ฮอลลีวู้ดมากกว่าจะเป็น Dredd ต้นตำรับ

สำหรับเรื่องของจัดจ์ เดร็ดนั้น คือเรื่องของโลกอนาคตที่โลกประสบภัยพิบัติจนส่วนใหญ่ของโลกกลายเป็นทะเลทราย ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ดินแดนที่ว่าได้รับการขนานนามว่า แดนต้องสาป (Cursed Earth) และส่วนที่ยังพออาศัยได้ก็เหลือแค่ไม่กี่แห่ง หนึ่งในนั้นคือ เมกะซิตี้วัน เมืองที่อุดมไปด้วยอาชญากรรมและความรุนแรง จนเมืองนั้นต้องก่อตั้งกลุ่มตุลาการ (Judge) ขึ้นมา ซึ่งทำหน้าที่ทั้งตำรวจ ลูกขุน และผู้พิพากษา คอยคุมความสงบและสยบเหล่าร้ายด้วยความเด็ดขาด และแน่นอนครับว่า จัดจ์ เดร็ด คือตุลาการมือพระกาฬแถวหน้าของเมือง

1360218462

Garland ซุ่มเขียนบทตั้งแต่ปี 2009 โดยบทร่างแรกๆ นั้นมี 3 ฉบับด้วยกัน ฉบับแรกเขาตั้งใจจะนำพาจัดจ์ เดร็ดไปเจอกับ จัดจ์ เดธ (Judge Death) ตุลาการมรณะที่เป็นคู่อาฆาตตลอดกาลของเดร็ดด์ แต่ปัญหาที่ Garland พบก็คือ การจะบอกเล่าเรื่องของจัดจ์ เดธ และพันธมิตรของมันนั้น คนดูต้องรู้ระบบการทำงานของกลุ่มตุลาการก่อน เนื่องจากกลุ่มของจัดจ์ เดธนั้นเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามที่ทำออกมากึ่งๆ เสียดสีงานของตุลาการ ดังนั้นหากคนดูยังไม่รู้หรือยังไม่คุ้นกับระบบ ก็อาจทำให้ดูไม่สนุก หรือไม่เข้าถึงสิ่งที่ Garland อยากนำเสนอ บทนี้เลยถูกพักไว้

บทร่างต่อมาก็จะให้เดร็ดไปตะลุยในแดนต้องสาป แต่ก็เจอปัญหาเดียวกันนั่นคือบทนี้จะเวิร์กต่้อเมื่อคนดูคุ้นเคยกับแดนต้องสาปก่อน ส่วนบทร่างที่ 3 นั้นจะว่าด้วยผู้ก่อการร้ายคลั่งประชาธิปไตย (เนื่องจากโลกยุคนั้นจะออกแนวเผด็จการ อย่างการทำงานของตุลาการก็ถือว่าเผด็จการเหมือนกัน) โดยกลุ่มนี้จะถล่มระบบตุลาการให้สูญสิ้นไป แต่ Garland ก็รู้สึกว่าบทชิ้นนี้มันดูอลังการจนเหมาะจะทำเป็นภาคต่อตอนสุดท้ายของไตรภาคมากกว่า

ไปๆ มาๆ Garland เลยอยากสร้างสรรค์ Dredd ให้ออกมาแบบซิมเปิ้ลๆ เป็นการแนะนำตุลาการและระบบ รวมถึงความฟอนเฟะของเมืองเมกะซิตี้ให้คนดูได้สัมผัสก่อน แล้วจากนั้นถ้ามีโอกาสทำภาคต่อก็ค่อยเอาบทอื่นๆ ที่เขาคิดไว้มาสร้างต่ออีกที

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนเลือกผู้กำกับ ซึ่งเจ้าแรกที่ได้รับการหมายตาก็คือ Duncan Jones ที่ตอนนั้นกำลังสร้างชื่อจาก Moon หนังไซไฟชั้นดีที่มี Sam Rockwell วันแมนโชว์ แล้วพอ Jones อ่านบทของ Garland เสร็จ เขาก็บอกทันทีว่า บทดีมาก เขาชอบมาก แต่เขาขอไม่กำกับแล้วกัน

Judge Dredd Still Image

เหตุที่ Jones ปฏิเสธเพราะเขาเห็นว่าบทของ Garland มีดีจนเขาไม่สามารถแทรกอะไรลงไปได้อีก ซึ่งพอดีว่า Jones เป็นคนอังกฤษครับ เขาก็ชอบการ์ตูน Dredd มากๆ จนเขามีไอเดียเรื่องของเดร็ดในแบบของตัวเอง แต่ทีนี้บทมันโอเคจนเขาไม่สามารถจะปรับจะแก้อะไร ทั้งที่ใจนั้นอยากเพิ่มแต่ก็ไม่รู้จะเพิ่มอย่างไรให้มันเหมาะ ด้วยเหตุนี้ Jones จึงขอไม่กำกับดีกว่า ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสค่อยว่ากัน

ตัวเลือกต่อมาก็คือ Pete Travis เจ้าของผลงาน Vantage Point ที่รายนี้ก็มาจากอังกฤษเหมือนกันครับ พออ่านบทถูกใจเขาก็เลยพร้อมร่วมงานทันที

แล้ว Dredd ก็ได้สร้างครับ ผลออกมาเป็นอย่างที่เราเห็น เรื่องว่าด้วยตุลากาฬมือพระกาฬ จัดจ์ เดร็ด (Karl Urban) ได้รับมอบหมายให้พาเด็กใหม่นามว่า แอนเดอร์สัน (Olivia Thirlby) ไปสอบภาคสนามติดตามเขาไปทำคดีด้วย และคดีของวันนั้นคือมีคนถูกฆ่า ถลกหนัง แล้วโดนจับโยนลงมาจากตึก และไม่นานพวกเขาก็เจอตัวผู้ต้องสงสัย แต่ทว่าตึกที่เกิดเหตุนั้นเป็นถิ่นของมาม่า (Lena Headey) เจ้าแม่จอมอำมหิตที่ผลิตยาเสพติด “สโลโม” ออกจำหน่ายคอยมอมเมาผู้คน อีกทั้งยังลงมือฆ่าคนได้โดยไม่สนใจกฎหมาย

เมื่อมาม่ารู้ว่ามี 2 ตุลาการมาเหยียบจมูก เธอเลยสั่งปิดตึกและให้ทุกคนออกล่า 2 ตุลาการ งานนี้เดร็ดและแอนเดอร์สันเลยต้องเจอกับวันอันตรายที่พวกเขาอาจตายได้ทุกวินาที

Dredd มีพล็อตละม้ายคล้ายกับ The Raid: Redemption หนังแอ็กชันของอินโดนีเซีย จนหลายคนมองว่า Dredd ซึ่งฉายทีหลังนั้นไปลอกพล็อต “พระเอกลุยกับผู้ร้ายในตึกปิดตาย” มาจาก The Raid หรือเปล่า

Judge Dredd Still Image

แต่ความจริงแล้ว พล็อตของ Garland เริ่มเขียนตั้งแต่ปี 2009 ครับและเริ่มเผยแพร่พล็อตให้แฟนๆ ทราบในปี 2010 ในขณะที่ The Raid นั้นเริ่มโปรเจคท์ราวปลายปี 2010 และถ่ายทำเดือนมีนาคม 2011 ซึ่งทั้ง Garland และ Gareth Evans ผู้กำกับ The Raid นั้นต่างก็ออกมาบอกเป็นเสียงเดียวว่าน่าจะเกิดจากความบังเอิญมากกว่า

ก็ต้องยอมรับครับว่าการมาทีหลังทำให้ถูกมองในแง่นั้นได้ และส่วนหนึ่งที่รายได้ไม่มากก็กระทบมาจากประเด็นนี้ด้วย ผมเลยเห็นใจซ้ำๆ เลยล่ะครับ

แล้ว Dredd เป็นไง… ผมว่าสนุกครับ จริงๆ ก็ทำได้ดีเพียงแต่อาจยังไม่เต็มที่ อย่างไอเดีย “บู๊กับวายร้ายในตึกปิดตาย” นั้นยังสามารถเติมอะไรใหม่ๆ และมันส์ๆ ลงไปได้อีก อย่างน้อยก็ให้เดร็ดโชว์เทพสักหน่อยหรือให้เดร็ดกับมาม่าเฉือนคมกันมากกว่านี้ก็น่าจะดี แต่หนังเหมือนจะเล่นกับตรงนี้น้อยไป ทำให้หลายช่วงดูอืดไปบ้าง ยังไม่ถึงกับมันส์ต่อเนื่อง

หนังมันก็ดีตามมาตรฐานของหนังแนวนี้น่ะครับ เพียงแต่การนำเสนออาจไม่โดดเด่นพอและเดิมๆ ไปบ้างในบางส่วน หรือตัวดาราเองที่แม้จะเล่นดีแต่ลึกๆ ก็รู้สึกว่าบทยังส่งไม่สุด คนที่ผมว่าเด่นและเห็นมิติหลากหลายที่สุดก็คือ Thirlby เจ้าของบทแอนเดอร์สันน่ะครับ มีทั้งช่วงอ่อนและเข้มแข็งจนน่าเอาใจช่วย รองลงมาก็มาม่าที่ Headey สวมวิญญาณได้น่ากลัว เมคอัพได้โหดมาก แล้วเจ๊แกยังยิ้มสยองด้วย

ในขณะที่บทเดร็ดของ Urban ถือว่ายังเด่นได้อีกครับ แม้จะเข้าใจว่าทีมงานอยากให้เดร็ดฉบับนี้คือตุลาการธรรมดาที่ไม่ได้เทพเว่อร์แบบฉบับพี่สไล แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ น่ะครับเทพอีกนิดเด่นอีกหน่อยก็ยังดี

Karl-Urban-in-Dredd-2012-Movie-Review

สรุปคือตัวหนังสนุกตามมาตรฐาน เพียงแต่ยังไม่สามารถดึงของเด็ดๆ และเสน่ห์เด่นๆ มาเล่นได้เท่าที่ควร ไม่ว่าจะคาแรคเตอร์ของเดร็ด หรือภาพเมืองเมกะซิตี้วันที่ไม่มีอะไรตื่นตานัก แต่ยอมรับว่าด้านความโหด ความดิบทำออกมาได้อร่อยพอสมควร

หนังแบบนี้มักจะมีคนดูเยอะตอนออกแผ่นน่ะครับ หลายคนจะคิดตรงกัน แม้ว่าหนังจะดีแต่หากไม่มีอะไรที่สดใหม่พอจนสามารถดึงคนดูออกจากบ้านได้ พวกเขาก็จะรอเสพของดีๆ พวกนี้อยู่ที่บ้านนี่แหละ ไว้มีของดีจนน่าสนใจสุดๆ แล้วค่อยว่ากัน

บางทีการสร้างหนังสมัยนี้ เพียงคำว่าดีอาจยังไม่พอ แต่ต้องมีอะไรเด็ดๆ ดึงให้คนดูยินดีควักกระเป๋าด้วย ไม่เช่นนั้นก็ต้องรอคุ้มทุนตอนออกแผ่นอย่างเดียวเลย

ยังไงก็อยากให้ลองดูกันครับ มันก็สนุกดี แต่หลายคนก็ออกมาบอกเหมือนกันว่ายังชอบฉบับเก่าของพี่สไลมากกว่า อันนี้คงต้องแล้วแต่ความชอบครับ สำหรับผม ฉบับนี้ชอบในระดับหนึ่ง ส่วนฉบับโน้นก็ชอบแบบสะใจเอามันส์ แล้วธีมของเดร็ดก็ติดหูดีด้วย

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น