รีวิว Eye in the Sky (2015) แผนพิฆาตล่าข้ามโลก


e001

ช่วงนี้มีหนังว่าด้วยเรื่องของโดรนออกแผ่นไล่ๆ กัน และแต่ละเรื่องยังชื่อไทยแบบใกล้กันโคตรๆ ด้วยครับ อย่างเรื่องนี้ชื่อไทยว่า “แผนพิฆาต ล่าข้ามโลก” ส่วนอีกเรื่อง Good Kill มีชื่อไทยว่า “โดรนพิฆาต ล่าพลิกโลก” (อะไรจะคิดได้ใกล้กันปานนั้น)

หากว่ากันถึงความเด็ดแล้ว เรื่องนี้เหนือกว่า Good Kill ครับ โดยถ้าว่ากันถึงเนื้อหาแล้วก็ถือว่าคล้ายกันครับ ว่าด้วยเรื่องปฏิบัติการการใช้โดรนในการตามล่าผู้ก่อการร้าย แล้วก็มีการเอาประเด็นว่าด้วยคุณธรรมและจริยธรรมมาเป็นแก่นสำคัญ

แต่ใน Good Kill หนังจะออกแนวดราม่าและเดินเรื่องแบบเรื่อยๆ ครับ ทว่ากับ Eye in the Sky นี่ถือว่ามาเต็มในแง่ความตื่นเต้นและความลุ้น ยิ่งช่วงท้ายนี่ดูไปเกร็งไป บางวาระนี่ทำเอาน้ำตาจะไหลกันเลยล่ะ มันกดดันจริงๆ

พล็อตหลักก็ว่าด้วยการตามล่าผู้ก่อการร้ายน่ะครับ มีการใช้โดรนติดตามจนพบว่ามีผู้ก่อการร้ายระดับ Top 5 ถึง 3 คนมาอยู่รวมกันในบ้านหลังหนึ่ง และดูเหมือนพวกเขาจะกำลังวางแผนวางระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าเพื่อหยุดยั้งแผนร้านครั้งนี้ ก็ต้องจัดการยิงจรวดไปถล่มพวกนั้นให้หมด

e002
แต่ความลุ้นและความตื่นเต้นทั้งมวลก็เกิด เมื่อมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาอยู่บริเวณนั้น และหากทุกฝ่ายยังยืนกรานยิงจรวดระเบิดพวกผู้ก่อการร้ายล่ะก็ ชีวิตของเด็กผู้หญิงที่บริสุทธิ์คนนี้ ก็อาจต้องดับไปพร้อมกันด้วย

ใช่ครับ หนังเอาคำถามคลาสสิกมาเป็นประเด็น อาทิเช่น มันคุ้มหรือไม่หากจะแลกชีวิตผู้บริสุทธิ์หนึ่งคน เพื่อยับยั้งภัยร้ายที่อาจจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบ? มันจริงหรือที่ชีวิตคนหนึ่งคนมีค่าน้อยกว่าคน 10 คน?

ใครเคยอ่านหนังสือ “ความยุติธรรม” ของ Michael J. Sandel ก็คงคุ้นกับคำถามในลักษณะนี้ครับ มันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและสามารถโต้เถียงกันได้ไม่จบสิ้น ขึ้นกับว่าใครจะเอาเหตุผลแบบไหนยกขึ้นมาอ้าง

ต้องยอมรับครับว่าแต่ละความคิดก็ไม่มีที่ถูกหรือผิดแบบชัดเจน เพราะบางเหตุผลก็ถือว่าเหมาะกับบางบริบท แต่ปัญหาก็คือ มันยากครับที่เราจะฟันธงได้อย่างชัดเจน ยามต้องเอาเรื่องชีวิตคนมาเป็นโจทย์ตัวตั้ง

e003
ว่าง่ายๆ คือเถียงในห้อง ในบอร์ด หรือในโซเชียลน่ะทำได้ทั้งวันล่ะครับ แต่พอเราต้องเถียงเพื่อตัดสินเรื่องนี้ในสถานการณ์จริงๆ ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความเป็นความตายแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะคิดหรือตอบได้

และหนังก็นำเสนอออกมาได้ดีครับ ในแง่ความตื่นเต้นและชวนลุ้นถือว่าดีเลยล่ะ โอเค ตอนต้นๆ มันอาจเดินเรื่องช้าบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับช่วงต้นเรื่องที่เป็นการปูพื้นและแนะนำตัวละคร แต่พอถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องตัดสินใจว่าจะยิงจรวดหรือไม่ โดยมีหนูน้อยมาเป็นปัจจัยแทรกซ้อน หนังก็ทวีความน่าติดตามมากขี้นตามลำดับ จนช่วงท้ายนี่แทบจะจิกเบาะเลยล่ะ

หนังถือว่ารวมดาราระดับยอดฝีมือ ไม่ว่าจะ Helen Mirren, Alan Rickman และ Jeremy Northam ตามด้วยดารารุ่นใหม่ที่เล่นหนังได้ดีอย่าง Aaron Paul, Phoebe Fox และ Barkhad Abdi และที่ลืมไม่ได้คือ Aisha Takow ในบทหนูน้อยที่เชื่อว่าหลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้ ก็คงเอาใจช่วยเธอแบบเต็มที่ให้เธอรอดพ้นจากเหตุการณ์นี

ผู้กำกับ Gavin Hood (Tsotsi, X-Men Origins: Wolverine, Ender’s Game) ถือว่าคืนฟอร์มครับ หนังมีพร้อมทั้งการแสดงดีๆ ที่อาจไม่ได้ถึงขั้นเข้มข้นโคตรๆ แต่ก็ถือว่าดีครับ จังหวะการนำเสนอตอนหลังๆ ก็มาพร้อมความกดดันและน่าลุ้นพอประมาณ

e004
สุดท้ายหนังอาจไม่ได้ให้คำตอบต่อคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตคน แต่มันก็สะท้อนความจริงได้ล่ะครับว่าโลกนี้มีความสูญเสียเกิดขึ้นเสมอ เพียงแต่จะสูญเสียมากหรือน้อยเท่านั้น และเมื่อความสูญเสียมาผูกกับอารมณ์ความรู้สึกของคนแล้ว มันก็ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องพวกนี้พูดยาก ตอบยาก เอาจริงๆ แค่คิดก็ยากแล้วล่ะครับ

แต่หนึ่งในคำถามที่ผมมีหลังดูจบก็คือ ความคิด เหตุผล และตรรกะที่มนุษย์มีนั้น มันใช้สร้างสรรค์หรือป้องกันชีวิตคนก็ได้ หรือจะใช้มันเป็นเหตุอ้างในการสังหารคนก็ได้… ว่าแต่เราทำอะไรได้บ้างเพื่อลดการฆ่าอันเนื่องจากเหตุและผล?

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ดีควรดูครับ และถือเป็นการปรากฏตัวบนจอครั้งสุดท้ายของ Alan Rickman ด้วย

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น