รีวิว Kill Switch (2017) วันหายนะพลิกโลก


ไม่รู้มีใครคิดเหมือนผมบ้างหรือเปล่าน่ะนะครับ แต่ผมว่าปีนี้ความน่าสนใจของภาพยนตร์ฉายโรง (หรือกระทั่งหนังแผ่น) มันดูน้อยลงยังไงก็ไม่รู้ ว่าง่ายๆ คือหนังน่าดูมันลดปริมาณลงแฮะ

เมื่อต้นปีก็ได้ข่าวครับว่าคนวงการหนังก็มาคาดการณ์กันว่าปีนี้ตลาดหนังจะซบเซา ซึ่งผลก็ดูจะเซาจริงๆ ในแง่รายได้ก็ถือว่าเรื่อยๆ ไอ้ที่ปังก็มี แต่ที่นิ่งๆ กับแป้กๆ ดูจะมีเยอะกว่า

ในขณะที่ความสดหรือความน่าสนใจของหนังก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น หนังที่ทำออกมาสนุกๆ อย่างสารพัดหนังฮีโร่ แม้จะทำได้ดีก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้สร้างความฮือฮาแบบเมื่อ 10 ปีก่อนอีกแล้ว เหมือนอะไรๆ มันจะเริ่มอิ่มตัวน่ะครับ

อย่างหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ดูแล้วชวนให้นึกถึง Skyline ที่จำได้ว่าตอนนั้นตัวหนังอย่าง Skyline เองก็ทำให้คอหนังเกิดความอยากดูไปไม่น้อย แม้ผลที่ได้จะไม่เข้าเป้าอะไรมาก แต่มันดูน่าสนใจและเรียกกระแสได้ประมาณหนึ่งน่ะครับ


อีกเรื่องที่ทำให้นึกถึงก็ Hardcore Henry ที่ทำเอาคนมึนหัวไปหลายราย (ผมก็หนึ่งในนั้นครับ) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอารมณ์ก่อนเราเดินเข้าโรงไปนั้น มันรู้สึกถึงความสด แม้จะไม่ใหม่ 100% แต่ก็ยังมีแรงดึงดูดอยู่

ทว่ากับเรื่องนี้ แม้จะผสมหลายสไตล์เข้าด้วยกัน แต่มันก็ไม่ได้ชวนให้อยากดูขนาดนั้น ครั้นพอได้ดูก็พอจะโอเคครับ อย่างน้อย CG ผมว่าก็เวิร์กนะ แต่การเล่าเรื่องและการเดินเรื่องมันดูไม่มีอะไร ทั้งที่จริงๆ พล็อตมันก็มีอะไรอยู่นะ

พล็อตง่ายๆ ก็เล่นกับเรื่องโลกคู่ขนานน่ะครับ ประมาณว่าตัวเอกต้องหาทางหยุดยั้งภัยร้ายที่สามารถทำลายโลกได้เลย โดยหนังตัดสลับการเดินเรื่องเป็นการเดินแบบหนังทั่วไป กับการเดินเรื่องแบบ Hardcore Henry (ฉายภาพแทนสายตาตัวละครน่ะครับ)

อย่างแรกที่อยากจะบอกคือ หากใครไม่ชอบหนังกล้องส่ายก็เตรียมใจได้เลยครับ เพราะเรื่องนี้ส่ายชวนเวียนหัวพอสมควร แต่ก็ยังดีที่หนังมีเว้นช่วง เล่าสลับกับการเล่าเรื่องแบบปกติ… แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียกว่า “ยังดี” ได้ไหม


เพราะพล็อตในส่วนของการเดินเรื่องแบบปกตินั้นมันออกจะช้าไปในบางจังหวะครับ ในขณะที่ตอนเดินเรื่องแบบแทนสายตามันยังมีความเคลื่อนไหว มันโชว์ CG แล้วก็พอจะมีอะไรชวนให้ตื่นเต้นอยู่บ้าง

ว่ากันแบบตรงๆ ก็คือ หนังมีดีตรง CG ครับ แต่การร้อยเรียงเรื่องยังไม่ถึงกับน่าจดจำนัก จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหนังเล่าไปด้วยวิธีเดียวเลย มันจะออกมาโอกว่าไหม ซึ่งก็ไม่แน่ว่ามันอาจเร้าอารมณ์คนดูได้ต่อเนื่องกว่าการมาเล่าสลับระหว่างกล้องนิ่งกลับกล้องเคลื่อนไหวแบบนี

ดาราในเรื่องก็อยู่ในระดับกลางๆ ครับ Dan Stevens จาก Beauty and the Beast เวอร์ชั่นล่าสุดก็มาเล่นบทคล้ายๆ กับเจ้าชายอสูร ที่ว่าคล้ายนี่คือ แม้เขาจะแสดง แต่เราก็จะไม่ค่อยได้เห็นหน้าจริงเขาสักเท่าไร (เพราะเราจะได้เห็นภาพแทนสายตาเขาแทนน่ะครับ 555)

Berenice Marlohe แห่ง Skyfall ก็ดูสวยคมดีครับ ในแง่หนึ่งผมว่าเธอก็พยายามแสดงให้ดีนะ แต่ตัวบทมันไม่แข็งแรงเท่าไร เลยทำให้การแสดงของเธอออกจะเสียเปล่าอยู่หน่อย แต่จะว่าไปการแสดงของเธอก็มีผลช่วยดึงความน่าสนใจได้เป็นพักๆ ครับ

สรุปว่าเรื่องนี้ ผ่านมาแล้วผ่านไปครับ แต่หากใครอยากพิสูจน์ก็จัดไปได้ ไม่ว่ากันครับ

คะแนนความชอบ 5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย: 13 กรกฎาคม 2017
Pin It

แสดงความคิดเห็น