รีวิว Manchester by the Sea (2016) แค่… ใครสักคน


ถือเป็นหนังว่าด้วย “คนชีวิตชำรุด” ที่เรียบง่าย แต่ได้ใจอย่างยิ่ง มันอิ่มแบบพอดี รสชาติไม่จัดจ้าน ปราศจากความหวือหวา แต่ดูแล้วมันอิน มันสัมผัสได้ถึงห้วงอารมณ์ช้ำๆ จนบางขณะเราก็รู้สึกช้ำตามตัวละครไปด้วย

แต่ก็นั่นล่ะครับ ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบหนังแบบนี้ เพราะหนังมันเรื่อยๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจ ไม่มีอะไรหักมุมชวนระทึก ไม่มี CG มากมายให้เพลิดเพลิน ของแบบนี้ย่อมแล้วแต่ความชอบครับ เอาเป็นว่าคนที่ชอบหนังชีวิตน่าจะชอบหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยครับ

ตัวเอกของเรื่องคือ ลี แชนด์เลอร์ (Casey Affleck) ชายผู้เดียวดายที่มีอดีตอันบอบช้ำ เขาทำงานเป็นช่างซ่อมประจำอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวร้ายว่าพี่ชายของเขาที่ชื่อ โจ (Kyle Chandler) ได้เสียชีวิตลงแล้ว เขาจึงรีบเดินทางไปรับศพ รวมถึงต้องรับหน้าที่ดูแล แพทริค (Lucas Hedges) ลูกชายคนเดียวของโจอีกด้วย

เอาจริงๆ เลยนะครับ หนังไม่มีอะไรมาก มันคือการนำเสนอภาพชีวิตที่บอบช้ำของคนกลุ่มหนึ่ง อย่างลีเองก็มีความเจ็บปวดบางอย่างจากอดีตที่ยังคงหลอกหลอนเขา, แพทริคเองก็ต้องเผชิญกับความสูญเสีย แล้วก็ยังมีตัวละครสมทบอื่นๆ ที่ก็มีมุมอ่อนแอ ตามประสามนุษย์ปุถุชน


หนังมันเรียบง่ายครับ แต่ได้อารมณ์มาก จุดแรกที่ต้องปรบมือคือการแสดงของดาราทุกคนที่เล่นได้แบบเป็นธรรมชาติมาก อย่าง Affleck นี่ได้ใจมากครับ สมแล้วล่ะที่พี่แกได้ออสการ์ไปจากบทนี้ เขาทำให้ “ลี” มีชีวิตและจิตใจขึ้นมาแบบสัมผัสได้เลย ตอนไหนลีซึมบรรยากาศก็ซึม ตอนไหนลีหงุดหงิด บรรยากาศก็ดูกรุ่นๆ มันเป็นอะไรที่ “ถึง” มากๆ

ดาราสมทบรายอื่นก็สวมบทได้อย่างเยี่ยมครับ ทุกคนมีคาแรคเตอร์ชัดเจน คือเห็นฉากแรกเรารู้เลยน่ะว่าแต่ละคนเป็นคนแบบไหน บางคนเห็นแก่ตัวก็ได้กลิ่นความเห็นแก่ตัวมาแต่ไกล ส่วนบางคนที่เป็นคนดีแบบพึ่งพาได้ เราก็จะรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวละครนั้น หรืออย่างน้อยเราก็จะสัมผัสได้ว่าเขาไร้พิษภัย

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือหนังเรื่องนี้เราอาจต้องตั้งใจในการดูสักหน่อยครับ เพราะมันมีการเล่าสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แต่มันเป็นการเล่าแบบไม่ได้แบ่งเวลาชัดเจน เราต้องสังเกตเองว่าช่วงไหนเป็นปัจจุบัน และช่วงไหนที่เป็นอดีตเมื่อวันวาน

จริงๆ ในซีนเหล่านั้นก็มีรายละเอียดให้เราสังเกตได้แบบค่อนข้างชัดครับ เช่นฉากในอดีตลีก็จะดูปกติ ไร้หนวดเครา แต่พอเป็นฉากปัจจุบันเขาจะดูโทรมหน่อย แววตาจะดูชอกช้ำอยู่ในที (อันนี้ Affleck แสดงได้ดีจริงๆ) คือถ้าตั้งใจดูก็แยกออกได้ไม่ยากครับ (แต่ถ้าไม่ตั้งใจก็อาจมึนงงหน่อยๆ ได้)


ประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้ก็คือเรื่องชีวิตนั่นแหละครับ มันไม่ได้มีปรัชญาเหนือชั้นอะไร สิ่งที่หนังนำเสนอคือภาพความจริงของชีวิตที่มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย มีทั้งวันสุขและวันเศร้า มีทั้งการได้มาและความสูญเสีย ไม่ว่าใครก็ต้องเจอไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้นหากว่ากันโดยหลักแล้ว เราก็ควรจะฝึกฝนเตรียมใจเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิต

แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว เราก็รับมือกับมันไม่ได้หมดหรอกครับ มันต้องมีวันที่เรารับมือกับปัญหาไม่ไหว รับมือกับความเจ็บปวดไม่ได้ มันต้องมีวันที่เราหมดแรง วันที่เราท้อถอย หรืออาจถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ อะไรเหล่านี้เกิดขึ้นใจจิตใจเราได้เสมอครับ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราเป็นคน เราเจ็บเป็น เราเหนื่อยเป็น เราท้อเป็น… เราเป็นเพียงมนุษย์ครับ ไม่ได้วิเศษหรือสมบูรณ์แบบมาจากไหน

และจุดที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือ หนังไม่ได้จะบอกว่าเราต้องแกร่งหรือต้องเป็นซูเปอร์แมน จริงๆ หากเราอยากร้องไห้ก็ร้องครับ หรือหากเราทนไม่ไหวก็ยอมรับมันไปตามจริง แต่ขอเพียงให้เราพยายามมีชีวิตต่อไป อย่าเพิ่งด่วนตาย อย่าเพิ่งหมดอาลัย อยู่ให้พ้นวันไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันหากเราพอมีแรงเหลือ ก็หาทางทำอะไรให้ชีวิตมันขยับไปในทางที่ดีขึ้น ถ้าไม่มีงานก็หางานทำ, ถ้างานที่ทำมันยังไม่ดีพอ ก็หางานใหม่, ถ้าเหงามากๆ ก็หาเพื่อนคุย อย่าขังตัวเองไว้กับความเศร้า

พยายาม “อยู่” ต่อไป ก้าวเดินต่อไป ร้องไห้ก็ปาดน้ำตา ล้มแล้วก็ลุกใหม่ แล้วสักวันพวกเรื่องร้ายที่เคยทำให้เราบอบช้ำมันก็จะหมดฤทธิ์ลง มีอำนาจเหนือเราน้อยลง และเมื่อถึงวันนั้น ขอเพียงเราออกแรงอีกหน่อย เราก็จะสามารถหนีพ้นจากความหนักอึ้งที่ว่านั้นได้ และเริ่มใช้ชีวิต “แบบมีชีวิต” อีกครั้ง

เป็นอีกหนึ่งหนังดีที่ควรค่าแก่การรับชมครับ

คะแนนความชอบ 8.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น