รีวิว McFarland, USA (2015) แมคฟาร์แลนด์ วิ่ง คว้า ฝัน

1431975882-mcfarland-usa-2015

หนังว่าด้วยกีฬาที่พะยี่ห้อโดย Disney ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยทำให้ผมผิดหวังครับ และสำหรับผมแล้ว หนังกีฬาเรื่องไหนที่มี Kevin Costner แสดงนำ ก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเช่นกัน

ดังนั้นสำหรับ McFarland, USA ที่มี Costner แสดงนำและทำโดย Disney แล้ว ผมจึงมั่นใจตั้งแต่ก่อนดูว่ามันต้องออกมาเวิร์กมากแน่นอน

แล้วความคาดหมายผมก็ไม่ผิดพลาดเลยครับ (รู้สึกดีนะเนี่ย)

ถ้าใครอยากดูหนังกีฬาดีๆ ที่อิงจากเค้าโครงเรื่องจริงล่ะก็ กรุณารับเรื่องนี้ไปดูโดยไวเลยครับ เพราะถ้าว่ากันในแง่ความเป็นหนังกีฬาแนวสร้างแรงบันดาลใจล่ะก็ หนังทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ดูแล้วมันจะก่อให้เกิดมวลพลังบางอย่างขึ้นในตัวเรา มวลที่ทำให้เราเกิดความมั่นใจ มงลทำให้เราเชื่อว่าแม้โลกนี้จะมีอุปสรรคขวากหนามตลอดเส้นทางที่เราหมายจะเดินไป แต่เราก็สามารถฝ่าฟันมันไปได้ หากมีความตั้งใจมากพอ

หนังดูเพลินมากครับ แต่ช่วงต้นๆ อาจต้องทนเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับเรื่องนี้ครับ หนังกีฬาแทบทุกเรื่องของ Disney ตอนต้นๆ มันจะเนิ่บๆ เรียบๆ ไม่ได้ดึงดูดหรือชวนดูในทันที แต่ลองติดตามไปสัก 15 นาทีสิครับ เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับโทนหนัง เมื่อพอจะทราบทิศทางของเรื่องราว และเมื่อชินกับบรรยากาศของสถานที่ในหนังแล้ว เดี๋ยวความรู้สึกอยากดูต่อจะตามมาเอง

McFarland, USA เป็นเรื่องของโค้ชจิม ไวท์ (Costner) ที่ย้ายไปทำงานยังเมืองแมคฟาร์แลนด์ อันเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ที่ห่างไกลของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งตอนแรกทั้งตัวจิมเองและครอบครัวก็ไม่ชินกับสภาพแวดล้อมล่ะครับ เพราะคนในเมืองส่วนมากก็เป็นชาวละติน ประกอบอาชีพทำไร่หรือไม่ก็คนใช้แรงงาน บรรยากาศต่างกับในเมืองอันทันสมัยที่พวกเขาเคยอยู่มากมายนัก

แต่แล้วจิมก็เห็นแววว่าพวกนักเรียนของเขาเหมาะจะลงแข่งกีฬาประเภทกรีฑา Cross Country เขาเลยเริ่มฝึกฝนครับ แน่นอนว่าการลองทำอะไรใหม่ๆ แบบนั้นย่อมเกิดแรงค้านจากคนมากมาย แต่จิมก็ไม่ย่อท้อ ตั้งหน้าเอาชนะใจนักเรียน อีกทั้งชนะใจชาวเมือง เพื่อส่งลูกศิษย์ของเขาทุกคนให้ไปสู่สนาม Cross Country ระดับรัฐให้ได้

หนังน่าติดตามตลอดครับ การเดินเรื่องอาจไม่เร่งเร้า แต่มันชวนติดตาม แม้โดยรวมแล้วหนังก็ตามสูตรของแนวนี้ (โค้ชสักคน พยายามเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เพื่อให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต ท่ามกลางคนที่มีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ) แต่การนำเสนอถือว่าอร่อยและออกรสครับ อันนี้ก็ขอชม Niki Caro ผู้กำกับหญิงที่มีผลงานดีๆ อย่าง Whale Rider และ North Country ที่สามารถคุมหนังเรื่องนี้ได้อย่างพอเหมาะ ไม่ได้หนักมือจนหนังเครียด แต่ก็ไม่ได้เบามือจนหนังโล่งโถง เรียกว่ากำลังดีเลยล่ะครับ

ถึงนาทีนี้ผมไม่กังขาอีกต่อไปครับว่า ถ้า Costner เล่นหนังกีฬาเรื่องไหน เรื่องนั้น “ต้องดี” หรือไม่ก็ “ดีโคตร” เพราะผมตามดูหนังที่แกเล่นแล้วเกี่ยวกับกีฬาทุกเรื่อง และไม่เคยมีเรื่องไหนเลยที่ทำ ให้ผมผิดหวัง ตั้งแต่ American Flyers (จักรยาน), Bull Durham (เบสบอล), Field of Dreams (เบสบอลอีก), Tin Cup (กอล์ฟ), For Love of the Game (เบสบอลอีกแล้ว) และ Draft Day (อเมริกันฟุตบอล) เอาเป็นว่าใครชอบหนังกีฬานะครับ จดพวกนี้ไปเป็นลิสต์ได้เลย รับรอง อร่อยทุกเรื่อง

maxresdefault
ในแง่การแสดงแล้ว Costner ก็เล่นได้สบายๆ กับบทแบบนี้ครับ โค้ชที่ไม่พูดมาก แต่ใช้แววตาและท่าทางในการสื่อสาร และชอบเอาชนะใจลูกศิษย์และผู้ปกครองด้วยการแสดงออกเพื่อสื่อว่าเขาทำจริง ไม่เน้นพูดพล่าม

ดาราคนอื่นๆ ในเรื่องก็เล่นได้น่าจดจำหมดครับ ทุกคนในโมเมนท์ของตัวเอง และที่ทำให้ผมชอบมากๆ คือมันดูเป็นธรรมชาติดีครับ ทุกคนแสดงเหมือนไม่แสดง มันเลยทำให้เราคล้อยตามกับภาพตรงหน้าและเรื่องราวได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

ผมชอบเรื่องราวและประเด็นต่างๆ ในหนังนะครับ อย่างที่บอกว่ามันนำเสนออย่างพอเหมาะ พล็อตหลักคือโค้ชฝึกสอนเด็กๆ ให้เป็นนักกรีฑา ให้สามารถดึงความสามารถที่แท้จริงออกมาฉายแสง แต่มันยังมีประเด็นย่อยอาทิเช่น เรื่องของสิ่งแวดล้อมในเมืองที่จริงๆ แล้วจิมก็ไม่ชอบนัก เพราะมีเหมือนอันธพาลเพ่นพ่าน มีคนเขม่นกันและอาจสาดกระสุนใส่กันได้ทุกเมื่อ แน่นอนว่าเขาห่วงครอบครัวครับ เลยคิดหนักเหมือนกันว่าจะอยู่ในเมืองนี้ต่อดีไหม

… แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป หนังให้คำตอบที่น่าประทับใจทีเดียวครับ ดูแล้วผมพอเข้าใจเลยว่าทำไมจิมถึงยอมอยู่ต่อ

หรือประเด็นคลาสสิกอย่างการที่พ่อแม่ไม่สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา เพราะคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างพวกเขาโตมากับการทำมาหากินครับ ทำงานทำไร่จึงจะได้เงิน ไม่มีเงินก็ลำบาก ดังนั้นจะไปเสียเวลาเล่นกีฬาทำไม ตั้งหน้าทำงานทำเงินดีกว่า

url
จริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่ความคิดที่ผิดหรอกครับ เพราะพวกเขามีวิถีชีวิตแบบนั้น มันคือวิถีที่พวกเขาโตมากับมัน อยู่ได้เพราะมัน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะมองว่า “อะไรที่แตกต่างออกไป” หรือ “อะไรที่เขายังไม่เข้าใจ” มันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่พวกเขาเคยทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษหรอก

จุดนี้ผมชอบครับ ที่หนังไม่ได้วิพากษ์วิถีของคนชนบท ไม่ได้สื่อออกมาประมาณว่า “ทำไร่จะมีอนาคตได้ไง มาทำงานหรือเล่นกีฬาหาความสำเร็จ ไต่อันดับระดับโลกดีกว่า” มันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ แต่หนังบอกกับเราว่า ทำไร่ก็มีเกียรติแบบหนึ่ง เล่นกีฬาก็มีเกียรติอีกแบบหนึ่ง แต่ละวิถีมีความหมายในแบบของมัน

โลกเรานี้หมุนได้อย่างราบรื่น ก็เพราะแต่ละคนมุ่งมั่นทำหน้าที่ “ที่แตกต่างกัน” ของตนอย่างเต็มกำลังนั่นเอง

ตัวหนังถือว่าประสบความสำเร็จในระดับกลางๆ ครับ ลงทุน $17 ล้าน ทำรายได้ประมาณ $44 ล้าน อย่างน้อยก็กำไรล่ะครับ แล้วก็ไปเก็บอีกทีตอนออกแผ่นซึ่งปกติหนังสไตล์นี้มีคนตามดูพอสมควรอยู่แล้ว (ไม่งั้น Disney ไม่ยืนหยัดทำออกมาเรื่อยๆ แบบนี้หรอกครับ ^_^)

ถึงบรรทัดนี้ผมคงไม่พูดอะไรมากไปกว่า

“ดูเลยครับ! ดูเลยครับ! ดูเลยครับ!”

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น