รีวิว How I Met Your Mother Season 1 – 9 (2005 – 2014) (ปลอดสปอยล์)

ผมเพิ่งดูซีรี่ส์ชุดนี้จนจบปี 9 ไปเมื่อกี้เองครับ… จริงๆ ผมชอบซีรี่ส์ชุดนี้มาก ตีคู่กับ The Big Bang Theory เลยก็ว่าได้ และเวลาดูผมก็จะดูแบบไล่ๆ กับอเมริกาไม่นานนัก เพราะชอบน่ะครับ เลยติดงอมแงม พยายามดูให้เร็วทันใจที่สุดเท่าที่ทำได้

แต่การที่ผมกว่าจะดูจบ ก็หลังซีรี่ส์อวสานไปแล้วตั้ง 3 ปีก็ด้วยเหตุผลง่ายๆ ครับ มันเพราะผมหยุดดูหลังรู้ตอนจบของซีรี่ส์นี้ ตอนนั้นรู้หลังดูจบปี 8 ไปหมาดๆ… บอกเลยครับว่าอย่างเฮิร์ต มันเฟลแบบบอกไม่ถูก จนส่งผลให้ผมหยุดดูไป 3 ปีเลย

แล้วผมก็ทำใจได้เมื่อไม่นานนี้ครับ เลยกลับมาดูให้จบ… ผลก็คือรู้สึกเฟล+เฮิร์ต+เฮ้ย+Here แต่โชคดีครับที่รู้สปอยล์หมดแล้ว พอถึงเวลาเลยพอทำใจได้อยู่ แต่มันก็เจ็บปวดรวดร้าวอยู่ดีนั่นแหละ

ขอว่าถึงความทรงจำดีๆ ที่มีต่อซีรี่ส์ก่อนแล้วกันครับ คือมันเป็นซีรี่ส์ซิทคอมที่ทำออกมาได้สนุก ตลก ฮา แทรกความอบอุ่นเอาไว้อีกต่างหาก คือชวนให้คิดถึง Friends ครับ การได้เห็นกลุ่มเพื่อนมาคุยกัน ตบมุกกัน มาแก้ปัญหาร่วมกัน พอดูแล้วก็ทำให้นึกถึงเพื่อนของเรา ยามที่เรากับเพื่อนมีกันและกันคอยร่วมทุกข์ร่วมสุขอะไรประมาณนั้น

ตัวเรื่องก็สนุกดีครับ หลายช่วงที่ซึ้งก็ทำได้ดีด้วย พล็อตหลักๆ ว่าด้วยนายเท็ด โมสบี้ (Josh Radnor) กับเรื่องความรักของเขาและความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพื่อนอย่างมาร์แชล (Jason Segel), ลิลลี่ (Alyson Hannigan), บาร์นี่ย์ (Neil Patrick Harris) และเพื่อนใหม่ (ที่เขาหมายจะจีบเมื่อตอนแรกเจอ) อย่างโรบิน (Cobie Smulders)

แต่ละตอนก็ทำได้ฮาดีครับ การตบมุกยิงมุกถือว่าเข้าขากันดีมาก และคนที่สุดยอดสุดๆ ก็หนีไม่พ้น Harris ที่เป็นบาร์นี่ย์ได้เจ๋งโคตรพ่อ พี่แกคือสุดยอดชูรสของซีรี่ส์ก็ว่าได้ครับ และที่ผมค่อนข้างทึ่งคือจริงๆ เขาเป็นเกย์ครับ แต่เขาเล่นบทจอมเจ้าชู้ไล่จีบสาวได้แบบเนียนเกินร้อยจริงๆ

ผมชอบที่ซีรี่ส์นี้ผสมความตลก, โรแมนติก และดราม่าเข้าได้กันแบบลงตัว ตอนฮาก็ฮาครับ แต่ตอนไหนจะซึ้งจะหวานก็ถือว่าได้ผล และที่ชอบคือมันจะมีข้อคิดดีๆ ให้เรานำไปใช้ในการทบทวนชีวิตตัวเองอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเรื่องชีวิตคู่, เรื่องเพื่อน, เรื่องโอกาสที่หลุดลอยไป, เรื่องการเริ่มต้นใหม๋, เรื่องการให้อภัย ฯลฯ มีเยอะเลยครับ ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมรักซีรี่ส์นี้มากมายทีเดียว

บอกได้เลยครับว่าใครชอบซีรี่ส์ซิทคอมดูคลายเครียด แล้วได้แง่คิดชีวิต หรือใครเหงาๆ แล้วอยากได้ซีรี่ส์ที่ทำให้เราหายเหงาล่ะก็ ต้องเรื่องนี้ครับ เพราะมันจะเหมือนก๊วนในหนังเป็นเพื่อนของเรา แวะมาป่วนมาฮาทำให้ความเหงาในใจเราคลายไป

หนังมีหลายช่วงที่ผมชอบครับ (หลายตอนถึงขั้น Make My Day) แต่ที่ผมชอบมากๆ คือยามที่มีการสรุปแง่คิดชีวิต หรือเอาความจริงของชีวิตมาพูด เช่น ตอนหนึ่งในปี 9 ที่ว่าด้วยแขกที่มางานแต่งงาน ที่หนังสะท้อนความจริงที่ว่า ทั้งแขกที่มางาน หรือกระทั่งคนที่เข้ามาข้องแวะในชีวิตเรานั้น สักวันก็ต้องแยกจากกัน ต้องห่างหายกันไป เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไร

มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตเราน่ะครับ หลายครั้งที่เราเจอใครบางคนแค่ครั้งเดียวแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีก หรือเพื่อนของเราที่ตอนเรียนก็สนิทกันดี แต่พอถึงจุดหนึ่งเรากับเขาอาจต้องห่างกันไป เพื่อนบางคนเราเจอครั้งสุดท้ายตอนเรียนจบ เพื่อนบางคนเราเจอครั้งสุดท้ายตอนเลี้ยงรุ่น หรือกระทั่งงานเลี้ยงรุ่นเองก็ย่อมต้องมีครั้งสุดท้าย

… ไม่ต้องอื่นไกลครับ เพื่อนที่เรียนมหาลัยของผม เราไม่ได้เลี้ยงรุ่นมานานแล้ว เพราะต่างคนต่างก็มีชีวิตของตน เวลาว่างก็ไม่ตรงกัน ฯลฯ หรือบางคนก็ได้เจอล่าสุดตอนงานแต่งของผมนั่นแหละ… ผมไม่มีวันรู้จริงๆ นะ ว่าตอนไหนที่จะเป็นทางแยกของชีวิตระหว่างเรากับคนอื่นๆ ตอนไหนที่จะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายของชีวิต… และซีรี่ส์นี้ สามารถจับรายละเอียด (ทั้งเนื้อหาและอารมณ์) ของแง่มุมชีวิตเหล่านี้ มาบอกเล่าได้อย่างดี แบบที่ผมไม่ค่อยได้เห็นในซีรี่ส์ไหนๆ ครับ (จุดนี้ แม้กระทั่ง Friends หรือ The Big Bang Theory เองก็ไม่มีนะ)

แต่รู้อะไรไหมครับ… ผมเฮิร์ตตอนอวสานจริงๆ นะ มันทำให้ผมกุมขมับเลยน่ะ นี่ขนาดรู้แล้วนะว่ามันจะลงเอยยังไง แต่การสรุปจบแบบนี้มันปวดใจ เหมือนผมโดนหลอก และมันทำให้เรื่องราวในหลายๆ ตอน (โดยเฉพาะช่วงปี 8 ทั้งหมด) กลายเป็นเรื่องเสียเปล่าไปเลย

ยังไม่จบครับ พรุ่งนี้มาต่อกัน

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น