รีวิว Passengers (2016) คู่โดยสารพันล้านไมล์ (สปอยล์เต็มๆ)


ดังที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่า “ผมรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกที่เลือกดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกรับปีใหม่” ในความหมายผมไม่ได้แปลว่าหนังดีมากจนฟินอะไรแบบนั้นนะครับ แต่ผมหมายถึงประเด็นสาระที่หนังมีนั้น มันเหมาะแก่การเอามาใคร่ครวญ เอามาใช้คิดหรือทำความเข้าใจชีวิต (ซึ่งผมว่ามันเหมาะดีที่จะตั้งต้นปีด้วยการคิดเกี่ยวกับประเด็นพวกนี้น่ะครับ)

ธีมสรุปของหนังคือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่เอาแต่รอหรือตั้งความหวังไปที่อนาคต โอเคครับ ถ้ามองในเชิงเนื้อเรื่องของหนัง มันอาจพยายามสรุปให้จบแบบนี้ด้วยความจงใจไปบ้าง ประมาณว่าให้ออโรร่าคิดแบบนี้ แล้วก็เลยเลือกที่จะอยู่กับจิมแทนที่จะไปจำศีลต่อ ซึ่งมันอาจอ่อนเหตุผลสำหรับบางคน อันนี้นานาจิตตังครับ แต่ตัวผมไม่เพ่งตรงนั้นเท่าไร แต่มองไปตรงรายละเอียดต่างๆ ของออโรร่าที่นำพามาสู่การตัดสินใจแบบนี้

ในเรื่อง หนังจะบอกให้เรารู้เป็นเลาๆ ว่าออโรร่าฝันถึงชีวิตในอนาคตที่ดีกว่า เธอทิ้งโลกไว้เบื้องหลังเพื่อจะไปหา “สิ่งที่ดีกว่าที่อาจรอเธออยู่ที่ดาวดวงใหม่” แต่ก็มีเพื่อนบางคนของเธอพยายามบอกว่า ชีวิตมันไม่เป็นไปตามคาดเสมอไปหรอก และการพยายามตามหา “สิ่งที่ดีกว่า” ก็อาจทำให้ต้องพลาดบางสิ่งที่แม้ไม่ดีเท่าที่เราคาดหวังไว้ แต่มันอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะได้เจอในชีวิตนี้ก็ได้

มันก็ชวนให้ย้อนคิดน่ะครับว่าบางครั้งเราเล็งสูง เราหวังอะไรที่ดีที่สุด แต่ดีที่สุดที่ว่าบางทีมันก็เป็น “ดีตามนิยามสังคม” หรือ “ดีแบบที่เขาเล่าว่ามันดี” ซึ่งมันอาจดีสำหรับเขา แต่เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะดีสำหรับเราไหม


ดีไม่ดี ณ ปัจจุบันเราอาจมีของที่ดีหรือเหมาะกับเราอยู่แล้ว แต่พอมีคนบอกว่า “เฮ้ย มีดีกว่านี้นะ” เราก็มุ่งหน้าตามเขาไป แล้วพอมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า ของเดิม หรือของที่เราอาจมองว่า “ธรรมดา” นั้นแหละที่เหมาะกับเราจริง ที่ทำให้เรายิ้มได้ ที่ทำให้เราประสบพบสุขได้จริง

ในแง่หนึ่งการตัดสินใจของออโรร่าดูจะตามสูตร/แฟนตาซี/โลกสวย/รวยลาเวนเดอร์ แต่ถ้ามันเป็นไปตามที่บทหนังเขียน (ว่าเธอกับจิมอยู่กินกันจนตายจากกันไป) เธอก็คงจะมีความสุขอยู่ไม่น้อยน่ะเน้อะ

ได้อยู่กับใครสักคนที่ไม่ได้สมบูรณ์, อยู่กับคนธรรมดาที่ไม่ได้ทำถูกไปหมดทุกอย่าง, อยู่กับคนกลางๆ ที่เคยเห็นแก่ตัว, เคยอ่อนแอ, เคยสับสน แต่จนแล้วจนรอดเธอก็อยู่กับเขาได้ และเขาก็อยู่กับเธอได้… แม้มันจะไม่ใช่ชีวิตที่ “ฟิน” เหมือนเจ้าหญิงอยู่กับเจ้าชายบนยอดหอคอยแบบ Happy Ever After แต่ใครจะกล้าบอกว่า “นั่นไม่ใช่ชีวิตที่มีความสุข”

เมื่อมองย้อนไป ก็ไม่ปฏิเสธครับว่าผมเคยเหมือนออโรร่านะ มีความคาดหวัง, รู้สึกเฉยๆ กับสิ่งธรรมดา หรือเอาแต่มองไปไกลๆ จนลืมมองอะไรที่มันใกล้ตัว ลืมมองอะไรที่มันง่ายๆ พื้นๆ งั้นๆ… แต่พอเราติดนิสัยที่จะมองไปแต่ที่ไกลๆ เราจะพบว่ามันเหมือนเรากำลังไล่ตามกิเลสในใจ ไล่ตามความอยาก ไล่ตามความคาดหวัง… ที่ไล่ให้ตายก็ไม่เคยทัน หรือต่อให้ไล่ทัน ก็ดูจะไม่เคยพอ


เรามีเป้าหมายได้ครับ มันช่วยให้ชีวิตมีทิศทาง เราก็ตั้งเป้าไว้ แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง… แต่ก็อย่างที่เขาว่ากัน ว่าความสนุกของการเดินทางนั้นมันไม่ได้อยู่ตรง “ที่หมาย” แต่มันอยู่ตรง “ระหว่างการเดินทาง” เสียมากกว่า และบางครั้งระหว่างทางนั่นแหละ ที่เราจะได้เจอสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

การเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันให้เป็น ก็คือการเปิดตาเปิดใจรับรู้แต่ละวินาทีที่เราเจออยู่ เพราะมันอาจมีสิ่งดีๆ “สำหรับเรา” อยู่ระหว่างทาง แต่เราอาจพลาดไปเพราะโดน “อนาคตสวยๆ” หรือ “ความหวังสดใส” บังตา

ไม่มีใครรับประกันได้ว่า “ของธรรมดาในตอนนี้” กับ “ของที่เราเชื่อว่าดีในอนาคต” อันไหนจะดีกว่ากัน ของแบบนี้อยู่ที่เราว่าจะตัดสินใจแบบไหน หรืออันที่จริงแล้วเราจะเลือกอันไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงเรามั่นใจว่าเราเจ๋งพอที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด… ถ้าเราเจ๋งจริง ตั้งใจจริง จะอยู่กับของธรรมดาหรือของที่เราฝันไว้ เราก็คงทำให้มัน “ฟิน” ได้เหมือนกัน (เพียงแต่รสชาติอาจต่างกันไป)

พอดูจบ ผมเลยว่าผมพอจะเข้าใจออโรร่านะ (มันอาจดูไร้เหตุผลสิ้นดีหากมองในเชิงเหตุผล แต่จนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่สามารถเอาเหตุเอาผลอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ได้เลย)


อีกอย่างถ้าลองมองจริงๆ แล้ว ผมว่าจิมก็ไม่ได้เลวชาติ ไม่ได้เป็นฮันนิบาล เลคเตอร์ หรือไม่ใช่โจ๊กเกอร์ เขาเป็นแค่คนนั้นน่ะครับ พอเหงามากๆ สับสนมากๆ ก็ออกอาการเคว้ง ครั้นพอได้ออโรร่าเข้ามาในชีวิต พี่แกก็ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น จิตใจเริ่มกลับมาดีและมีสติมากขึ้น

ถ้าจะลองมอง ก็เหมือนว่าจิมก่อนหน้านี้จะขาดสติ ไร้อะไรยึด ไร้ทิศทางในการก้าวเดิน แต่ครั้นพอมีออโรร่ามาให้ดูแล เขาก็กอบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา และตั้งหน้าทำอะไรดีๆ (หรืออย่างน้อยก็เป็นคนปกติ) ได้อีกหน

จิมกับออโรร่าก็คือปุถุชนน่ะครับ ทำถูกบ้าง ทำผิดบ้าง แต่สิ่งที่หนังพยายามชี้ให้เรามองก็คือ อะไรที่ทำให้คนที่ก้าวผิดย้อนกลับมาเดินบนทางที่ถูกได้… ในหนังอาจไม่ได้ลงลึกให้เราเห็นในสิ่งนั้นแบบชัดๆ (เพราะดูหนังจะหนักไปทางบันเทิงมากกว่าจะค้นหาความหมายชีวิต) แต่มันก็น่าจะสนุกไม่เลว หากเราจะลองค้นหามันดูจากชีวิตของเราเอง

หนังเรื่องนี้อาจเป็นหนังธรรรมดาๆ อีกเรื่องหนึ่งสำหรับผม รวมถึงสำหรับใครอีกหลายๆ คน แต่มันก็มีอะไรที่น่าสนใจอยู่ในนั้น

ขอบคุณหนังธรรมดาๆ เรื่องนี้ ที่ให้อะไรผมติดหัวกลับมา ในวันแรกของปี 2017 ครับ

คะแนนความชอบ 6.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย: 22 ธันวาคม 2016
Pin It

แสดงความคิดเห็น