รีวิว The Revenant (2015) เดอะ เรเวแนนท์ ต้องรอด

re001

ผลออสการ์ปีที่ผ่านมานั้นผมว่าผมโอเคกับมันนะ คือหนังที่ได้ไปก็ถือว่าควรค่าแก่การได้รางวัล อย่าง Mad Max นี่ก็ถึงเครื่องมากในเรื่องการทุ่มทุนถ่ายทำ ทีมงานต้องใช้แรงกันหนักโคตรๆ จนรู้สึกว่าหนังคู่ควรกับรางวัลเกี่ยวกับงานสร้างภาพยนตร์ทุกสาขาเลย

ส่วนเรื่องนี้ก็เช่นกันครับ ผู้กำกับ Alejandro G. Iñárritu ทำได้อีกครั้งต่อจาก Birdman เช่นเดียวกับ Leonardo DiCaprio ที่สมควรได้รางวัลเสียที เพราะเรื่องนี้พี่แกก็ทุ่มเทมากมาย ชวนให้นึกถึง Tom Hanks ตอนเล่น Cast Away เลยล่ะครับ

และที่ลืมไม่ได้คืองานภาพ ซึ่งผู้กำกับภาพของเรื่องนี้อย่าง Emmanuel Lubezki ก็ได้ออสการ์ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ครับ สำหรับผลงานของเขาเมื่อ 2 ปีก่อนคือ Gravity และ Birdman ครับ ซึ่งเมื่อดูจากผลงานแล้ว ก็น่าให้พี่แกอยู่น่ะนะครับ สำหรับเรื่องนี้นี่ เอาแง่งาน Long Take ตอนเปิดเรื่องก็ได้ใจกันไปมากมายแล้วล่ะ

ไหนจะสารพัดภาพธรรมชาติที่แสนอลังการ จับมาครบทั้งมุมกว้างและมุมแคบ หลายฉากนี่พูดตรงๆ เลยว่าผม Pause ดูเลยนะ มันสวยจริง ได้อารมณ์จริง โดยเฉพาะช็อตจับภาพภูเขาทั้งลูก, แม่น้ำสายยาวๆ ฯลฯ เรื่องงานภาพของหนังเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่จับใจจริงๆ ให้ตายเถอะ

the-revenant-re_select_2-00001895_rgb
พล็อตหนังไม่ได้ซับซ้อน แต่มันสะท้อนความเป็นคนได้ดีครับ เล่าสั้นๆ ก็คือ ฮิวจ์ กลาส (Leonardo DiCaprio) ถูกทิ้่งให้ตายกลางป่าโดยจอห์น ฟิทซ์เจอรัลด์ (Tom Hardy) ทำให้ ฮิวจ์ ต้องหาทางเอาชีวิตรอดและทวงแค้นกับจอห์นให้จงได้

ผมชอบที่ตัวละครในเรื่องมันคือมนุษย์น่ะครับ มันไม่ได้มีตัวดีตัวร้ายแบบเต็มๆ นะ อย่างจอห์นที่จริงๆ เหมาะกับคำว่าตัวร้ายมาก แต่เอาเข้าจริงเขาไม่ได้จงคิดจงแค้นฮิวจ์ขนาดนั้น สิ่งที่เขาคิดถึงจริงๆ มีแค่ตัวเองครับ เขาอยากรอด เขาไม่อยากตาย เขาเลยพร้อมทำมันทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเอง นั่นเลยทำให้จอห์นไม่ใช่ผู้ร้ายสูตรสำเร็จ แต่เป็นเพียงมนุษย์ผู้คิดถึงตนเองก่อนอื่นใดเท่านั้น

Hardy รับบทจอห์นได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ตอนแรกได้ข่าวว่า Hardy จะไม่แสดงนะ เพราะตอนนั้นเขาได้รับการทาบทามให้รับบทนำใน Splinter Cell เขาเลยปฏิเสธบทนี้ไป โดยที่ยังไม่ได้อ่านบทภาพยนตร์เลยแม้แต่หน้าเดียว

ในที่สุด DiCaprio นี่แหละครับ ที่เอ่ยปากขอร้องให้ Hardy ช่วยลองอ่านบทดูสักหน่อย ถ้าอ่านแล้วไม่ถูกใจก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้อ่านสักหนก็พอ… และเมื่อ Hardy อ่านไปครึ่งเรื่อง เขาก็ตัดสินใจรับบทนี้ทันที และนั่นก็ทำให้เขาต้องบอกปัดบท “ริค แฟลค” ใน Suicide Squad ไปด้วยอีกบทหนึ่ง

re003
ตัว DiCaprio เองก็ได้รับการทาบทามให้ไปเล่น Steve Jobs ครับ แต่เขาก็ยังยึดมั่นที่จะรับบทนี้ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ดีล่ะครับ เพราะบทนี้ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเองเลยล่ะ เนื่องจากส่วนใหญ่การแสดงของเขาในเรื่องมันคือการแสดงออกมากกว่าการพูด เขาต้องแสดงความรู้สึกผ่านท่าทาง แววตา การกระทำ หรือกระทั่งการหายใจ ซึ่งก็ถือว่าเขาทำได้สำเร็จอย่างยิ่งทีเดียวครับ

Domhnall Gleeson นี่ก็ดังแบบเงียบๆ นะ มานึกๆ แล้วพบว่าเจอหน้าพี่แกในหนังดังๆ หรือหนังดีๆ บ่อยมาก ไม่ว่าจะ About Time, Ex Machina หรือ Star Wars: Episode VII โดยสำหรับเรื่องนี้บทเขาไม่เด่นครับ แต่พี่แกก็เล่นเต็มที่ตามที่โอกาสอำนวย เรียกว่าเป็นส่วนเสริมที่ดีครับ แต่ถ้าพูดถึงคนที่เด่นล่ะก็ DiCaprio กับ Hardy จะเด่นกว่าครับ

ตัวหนังนั้นถือว่าเข้มข้นอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เข้มข้นทางเนื้อหา ทว่าเป็นความเข้มข้นของสถานการณ์ในเรื่อง เพราะฮิวจ์ก็ต้องเอาตัวรอดจากสารพัดอันตรายทั้งจากคน สัตว์ และธรรมชาติ แต่กระนั้นความเข้มข้นอันนี้ก็ไม่ได้นำเสนอออกมาในเชิงตื่นเต้นเร้าใจครับ อันที่จริงมันออกมาในโทนหดหู่และเย็นยะเยียบเอาเรื่องเลยล่ะ

หลายสิ่งในหนังคือบทเรียนสอนชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ก็ไว้ใจได้ยากเหมือนสภาพอากาศน่ะครับ เราไม่รู้หรอกว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้องเมื่อไร กับมนุษย์เราก็เหมือนกัน มนุษยก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีความซับซ้อน และไม่ว่ามนุษย์จะทำสิ่งดีหรือไม่ดี มันก็จะมีเหตุผลที่เอื้อให้มนุษย์กระทำสิ่งนั้นๆ เสมอ

re002
และประเด็นที่หนังแนวนี้ต้องมีเสมอคือการที่คนขาวรุกรานทำร้ายคนชาวพื้นเมือง ซ้ำยังคิดว่าคนพื้นเมืองเหล่านั้นเป็นพวกป่าเถื่อนเสียอีก แต่หากมาพิจารณาดีๆ จะพบว่าแนวคิดของคนพื้นเมืองที่ถูกมองว่า “ล้าหลัง” อย่างชนเผ่าอินเดียนแดงนั้น ส่วนมากจะเป็นแนวคิดที่เคารพธรรมชาติและชีวิต

ในขณะที่แนวคิดของผู้รุกรานส่วนใหญ่ มันก็มีแนวคิดที่ดีอยู่นะครับ แต่แนวคิดประเภทเคารพธรรมชาติ เคารพกันและกัน กลับไม่ค่อยถูกมองหรือถูกให้ความสำคัญสักเท่าไร… ใครชอบประเด็นนี้ แนะนำ Thunderheart ครับ เป็นหนังเก่าที่เอาประเด็นนี้มาเล่าได้เข้มข้นอีกเรื่อ

หนังดีครับ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องบอกก่อนว่ามันกดดันนะ มันไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจ แต่มันกดดันและหดหู่ จนผมยังรู้สึกเลยว่าดูรอบเดียวพอ คงไม่ดูซ้ำอีก… อันนี้ผมก็ยังพยายามคิดอยู่นะว่าที่ผมบอกว่าดูรอบเดียวพอเนี่ย เพราะไม่อยากดูอีก…

หรือเพราะรู้สึกอิ่ม รู้สึกพอแล้ว เลยดูแค่หนึ่งรอบ ไม่ต้องซ้ำ เพราะแค่นี้หลายๆ ฉาก หลายๆ เหตุในหนังมันก็ตราตรึงอยู่ในหัวผมแล้ว…

ลึกๆ ผมว่าข้อหลังแฮะ

คะแนนความชอบ 8.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น