รีวิว Southpaw (2015) สังเวียนเดือด

SO001

หนังหมัดมวยที่ถือว่ามาพร้อมหมัดอันหนักหน่วงเลยล่ะครับ ตัวหนังออกมาจริงจังและกดดันพอสมควร ยอมรับเลยว่าดูแล้วบางจังหวะก็แอบเครียดนะ เพราะพล็อตเรื่องมันกดดันและบีบคั้นตัวเอกเหลือเกิน

บิลลี่ โฮป (Jake Gyllenhaal) นักมวยสายลุยที่มักจะลุยรุกเสมอไม่ว่าจะในเวทีมวยหรือเวทีชีวิต แล้ววันหนึ่งก็เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ขึ้นกับเขาครับ มันทำลายชีวิตเขาให้จมติดดิน และทำให้เขาแทบไม่เหมือนกำลังใจให้ทำอะไรต่อไป

แต่แม้เขาจะหมดสิ้นทุกสิ่ง เขาก็ยังเหลือลูกสาว (Oona Laurence) อีกหนึ่งคน ซึ่งเธอกำลังจะถูกพรากไป เขาเลยต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาครอบครัวที่เหลือของเขาเอาไว้ และวิธีการเดียวที่ทำได้คือเขาต้องกลับคืนสู่สังเวียนให้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

หนังเข้มครับ ใครชอบดราม่าหนักๆ หรือชอบหนังหมัดมวยล่ะก็ ผมแนะนำเลย เชื่อว่าดูแล้วน่าจะชอบกัน Gyllenhaal เล่นได้เต็มที่เหมือนเดิมครับ พี่แกเล่นบทไหนก็จะพาคนดูจมสู่บทนั้นได้อย่างถึงรส ชนิดที่เวลาพี่แกได้สิ่งดีๆ เราก็ดีใจ แต่เวลาที่แกเจ็บปวด เราก็แทบจะอินไปกับแกเลย

SO002
Forest Whitaker รับบททิค วิลส์ เทรนเนอร์ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบิลลี่ (จริงๆ คือบิลลี่ไปขอความช่วยเหลือจากเขาครับ ขอจนอีกฝ่ายเห็นใจ) รายนี้ก็เล่นหนังได้มืออาชีพเช่นกัน บทแบบไหนเล่นได้หมด ในขณะที่ Rachel McAdams มารับบทภรรยาของบิลลี่ ซึ่งก็มีบทบาทไม่มากครับ (แต่มีอิทธิพลต่อเรื่องราวมากมาย) ซึ่งเธอก็มืออาชีพ เล่นได้ดีอยู่แล้วครับ

เคยมีคนถามผมว่าหนังสนุกไหม ใจจริงผมว่ามันไม่ได้สนุกนะ คือสิ่งที่เราจะได้เห็นในหนังนั้นมันคือวิบากกรรมขั้นหนักของนักมวยคนหนึ่งที่สูญแล้วเสียเล่า เจอเรื่องแย่ๆ กดชีวิตจนต่ำติดดิน

ในแง่หนึ่งมันก็เกิดจากการกระทำของตนเองครับ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เกิดจากการกระทำของคนอื่นๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ชีวิตบิลลี่แกเจอของหนักจริงๆ แล้วภาพที่เราเห็นก็คือการพยายามสู้ชีวิตแบบยิบตาของชายคนหนึ่งที่ไม่เหลืออะไรแล้ว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่หนังทำสำเร็จคือ หนังทำให้เราอยากเอาใจช่วยให้ชายคนนี้รอดพ้นจากเรื่องพวกนี้ไปให้ได้

ผมพูดเสมอครับว่า Antoine Fuqua คือหนึ่งในผู้กำกับที่ผมชื่นชมในพัฒนาการของแกมากๆ จนอดีตที่เขาเคยทำหนังแอ็กชันเอามันส์อย่าง The Replacement Killers เขากลับสามารถพัฒนาฝีมือสร้างผลงานดีๆ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนตอนนี้แทบจะเป็นผู้กำกับแถวหน้าอีกคนไปแล้ว

SO003
กับเรื่องนี้ก็ถือว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีครับ คุมหนังได้อยู่ จังหวะต่างๆ มันกดดัน เรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับ Rocky น่ะครับ เรื่องนั้นออกแนวดราม่าให้กำลังใจ แม้จะมีวิบากกรรมแต่ก็แค่ระดับหนึ่ง ในขณะที่เรื่องนี้เครียดและหนักอยู่ ถ้าจะดูเพื่อเอากำลังใจเราก็อาจจะต้องอึดหน่อยน่ะครับ ต้องอดทน (เหมือนพระเอก) ผ่านเรื่องร้ายๆ ในหนังไปก่อน แล้วเดี๋ยวกำลังใจจะค่อยๆ มาเอง

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตในหนังและรู้สึกว่ามันทำให้หนังดู Real ดีก็คือเรื่องชีวิตของคนเวลาตกต่ำน่ะครับ ถ้าบทมันจะแย่มันก็จะมีเรื่องแย่ๆ ไหลบ่ามา อันว่าทางเดียวที่จะผ่านมันไปให้ได้ก็คือต้องอดทน ต้องพยายาม ต้องตะเกียกตะกาย ต้องสู้ด้วยสมองและสองมือแบบที่บิลลี่ทำน่ะครับ

ในจุดที่แย่ที่สุดของชีวิต ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกชีวิตใหม่ ขณะเดียวกันเราก็ต้องทบทวนตนเองว่าเรามีข้อด้อยอะไรบ้าง ที่นำพาชีวิตเรามาสู่จุดนี้ ผมไม่ปฏิเสธครับว่าเราอาจตกต่ำเพราะการกระทำของคนอื่นก็ได้ แต่เราแก้ไขคนอื่นไม่ได้ครับ เราทำได้แค่แก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง อัพเกรดตัวเอง และอัดวัคซีนป้องกันปัญหาในภายหน้าให้กับตนเอง

SO004
(บรรทัดนี้มีสปอยล์นะครับ ไม่อยากทราบข้ามไปเลยครับ) อีกจุดหนึ่งที่ไม่รู้ว่าหนังลืมหรือเป็นสิ่งที่หนังตั้งใจนำเสนอจริงๆ คือเรื่องของ “ฝ่ายตรงข้ามของบิลลี่” น่ะครับ ตัวที่ก่อเรื่องก่อปัญหาให้กับชีวิตบิลลี่ ซึ่งตามปกติคนประเภทนี้ในหนังเรื่องอื่นมักโดนกรรมตามทัน แต่ในเรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นเลยครับ พี่แกอยู่ดีกินดี โด่งดังกว่าสมัยก่อน (ตั้งแต่บิลลี่เสียรังวัดไป) ซึ่งจุดนี้มันสื่อความจริงของโลกได้ดีเลยล่ะ

สรุปว่าหนังเรื่องนี้คุ้มค่าแก่การดูครับ

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย: 23 กรกฎาคม 2015
Pin It

แสดงความคิดเห็น