รีวิว Spider-Man: Homecoming (2017) สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง (ตอนที่ 1)

กลับมาหนนี้ถือว่าเข้าเป้าและเวิร์กมากๆ เลยล่ะครับ พูดได้เต็มปากว่าผมชอบแบบที่เคยชอบ Spider-Man 2 ภาคแรก (อาจจะชอบในคนละแบบ แต่หากสรุปคะแนนในใจก็คือชอบไม่น้อยไปกว่ากัน) ถือเป็นการรีบูทใหม่ที่ประสบความสำเร็จเลยล่ะครับ เพราะหนังดูสนุก เพลิน ลงตัวในแบบของมัน

ถ้าให้นิยามล่ะก็ ผมถือว่าฉบับนี้สามารถรวมเอาของดีของ Spider-Man ชุด Sam Raimi เข้ากับภาค Amazing ได้ มันมีทั้งความติดดินและความทะเยอทะยานผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วก็กลั้วด้วยความสนุก ความมันส์ และอารมณ์ขันที่หยอดมาทั้งเรื่อง (แต่ไม่ล้น)

ฉบับนี้ลดความดราม่าและชีวิตรันทดแบบผู้ใหญ่ลง แล้วนำเสนอด้วยสไตล์ Coming of Age ซึ่งทำออกมาดีเลยล่ะครับ เนื้อหาหลักในภาคนี้ก็คือการผจญภัยของ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (Tom Holland) กับการเรียนรู้วิถีของฮีโร่ที่มาพร้อมความรับผิดชอบในระดับที่มากเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด

ผมชอบที่ปีเตอร์มาพร้อมคาแรคเตอร์แบบที่เด็กวัยรุ่นแทบทุกคนเคยเป็นกันมาแล้ว คือเต็มไปด้วยคิดว่า “เราเก่งนะ เราแน่นะ เราพร้อมรับมือได้ทุกเรื่องแหละน่า” ชอบคิดว่าเรารู้ดีหมดทุกสิ่งในจักรวาล และไม่ค่อยชอบเท่าไรหากใครมาบอกว่าเรายังเด็กอยู่

ผมก็เคยเป็นแบบนั้นครับ เราผยอง เราคิดว่าทั้งโลกอยู่ในมือ เราคิดว่าเราทำได้ทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วของแบบนี้มันต้องใช้เวลา เราต้องยอมเปิดใจรับว่าเรายังเด็กจริงๆ แหละ เราไม่ได้รู้ทุกสิ่งในโลกขนาดนั้น… สิ่งที่เรารู้บางอันก็อาจเป็นเพียง “สิ่งที่เราคิดว่ารู้” หาใช่ความรู้แท้ๆ ไม่

หากเราอยากโตขึ้นจริงๆ ล่ะก็ เราต้องยอมให้ผู้คนและยอมให้ประสบการณ์สอนเรา เราต้องกล้าเผชิญ กล้าทำกล้ารับ เราต้องเรียนรู้อีกมากมายกว่าที่เราจะตระหนักได้ถึงความรับผิดชอบและความจริงแท้ของชีวิต… บางครั้งการรู้ว่าเราเองยังไม่รู้อะไรมากนัก อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

เด็กที่เจอประสบการณ์อันเข้มข้น และสามารถเรียนรู้จากมันได้เร็ว เขาก็จะโตขึ้นได้เร็ว แต่หากเราเลือกที่จะหลีกลี้หนีจากมัน ก็เท่ากับเราผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมให้อาจารย์สายตรงของวิชาชีวิตมาสอนวิชาที่ควรรู้ให้ และแบบนั้นก็ยากครับที่เราจะโตได้จริงๆ แบบสมแก่วุฒิภาวะ

และ Spider-Man: Homecoming ก็เอาประเด็นนั้นมาเล่าได้ดีครับ อาจไม่ถึงกับสุดยอดจัดๆ แต่ก็พูดได้เต็มปากว่า “ดีมาก” มันทำให้เรารู้จักปีเตอร์ ปาร์กเกอร์คนใหม่ได้อย่างดี และทำให้เราอยากเอาใจช่วยให้เขามีอนาคตที่ดี อยู่รอดปลอดภัย ว่าง่ายๆ คือหนังสามารถเริ่มถักทอสายใยดีๆ ระหว่างสไปดี้กับผู้ชมได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะครับ

Tom Holland ผ่านฉลุยกับบทสไปดี้ในแบบของเขาเอง เขาคือวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังทำงาน กำลังกระหายที่จะพิสูจน์ว่าตนเป็นคนที่มีค่าและมีความสามารถ แต่แม้เขาจะมีพลังพิเศษเหนือใครก็เถอะ เขาก็ยังเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยู่บนทางแพร่ง เขาอาจเลือกเดินทางสายง่ายเพื่อประโยชน์ของตน (แบบที่วัลเจอร์เลือก) หรือจะเลือกเส้นทางสายยากในการเอาพลังที่มีไปใช้ประโยชน์เพื่อคนอื่นๆ ในสังคม (แต่อาจต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ความลำบาก และเงืินทองในกระเป๋าที่ไม่ได้มีมากมาย)

โดยบริบทแล้วภาคนี้เหมือนเป็นการรับน้องสไปเดอร์แมนครับ โดยพี่เลี้ยงอย่างโทนี่ สตาร์กก็เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่ดูอยู่ห่างๆ และทดสอบความ “ใจ” ของเด็กน้อยคนนี้ อยากรู้ว่าหมอนี่เป็นเพชรแท้หรือไม่ ถือเป็นการเปิดตัวสไปดี้คนใหม่และเป็นการเชื่อมเรื่องนำพาให้สไปดี้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว Marvel Universe ได้อย่างเหมาะเหม็ง

ผมชอบที่หนังหยอดฉากเล็กๆ น้อยๆ แต่มีความหมายลงมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะฉากตอนสไปดี้ช่วยคุณลุงร้านชำที่เขารู้จัก หรือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับป้าเมย์ที่ว่ากันจริงๆ แล้วปริมาณป้าเมย์ในเรื่องถือว่ามีน้อยครับ แต่มันไม่ได้น้อยจนน่าเกลียด เพราะอย่างน้อยหนังก็ให้พื้นที่ป้าเมย์ได้เยียวยาจิตใจหลานในเวลาที่เขาเหนื่อยอ่อน หรือฉากที่ป้าช่วยเตรียมชุดในวันงานเต้นรำ ผมว่าฉากนี้สื่ออารมณ์น่ารักระหว่างป้าๆ หลานๆ ได้พอเหมาะ

Marisa Tomei เป็นป้าเมย์ได้ดีครับ เพียงแต่บทอาจไม่เยอะเท่านั้นแหละ แต่ก็พอเข้าใจน่ะครับ เรื่องของปีเตอร์ในฉบับนี้ยังเป็นเรื่องวัยเรียน ศูนย์กลางส่วนใหญ่ของเรื่องจึงมักจะอยู่กับตัวปีเตอร์เองหรือไม่ก็ผองเพื่อน ซึ่งจะต่างจากฉบับ Raimi ที่ปีเตอร์เป็นวัยทำงานแล้ว

ยังไม่จบพรุ่งนี้มาต่อกันครับ

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย: 7 กรกฎาคม 2017
Pin It

แสดงความคิดเห็น