รีวิว Table 19 (2017) โต๊ะ 19 (ตอนที่ 1)


เป็นหนึ่งในหนังที่ผมสนใจตั้งแต่ทราบพล็อตเรื่องครับ และยิ่งได้ Anna Kendrick มานำแสดงอีกก็ยิ่งน่าสนใจไปกันใหญ่ แม้ตัวอย่างจะออกมาแบบเรื่อยๆ ไม่ได้มีพลังดึงดูดแบบเต็มๆ ก็ตาม

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างหนังที่ผมชอบโดยที่นักวิจารณ์หรือใครๆ ไม่ได้โปรดปรานหนังเรื่องนี้นัก ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกเสมอครับว่าหนังแต่ละเรื่องมันจะดี-แย่ โดน-ไม่โดน เราต้องดูเองครับ คำบอกเล่า คำวิจารณ์ หรือคอมเมนต์ของคนอื่นๆ ก็ไกด์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงที่สุดแล้วก็ต้องให้เรานี่แหละตัดสิน

และขณะเดียวกันหนังที่ผมชอบหรือใครๆ บอกว่าชอบ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องชอบด้วยเสมอไป หากหนังที่โลกนิยมแต่เราเฉยๆ มันก็เป็นเรื่องปกติ คนที่เฉยก็ไม่ต้องไปแซวคนที่ชอบ ส่วนคนที่ชอบก็ไม่จำเป็นต้องไปแขวะคนที่เฉยหรือไม่ชอบ (เพราะเอาเข้าจริงแล้วมันไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา และยังออกแนวเสียเวลาชีวิตกับเสียอารมณ์ชีวาอีกต่างหาก)

กับหนังเรื่องนี้อาจทำให้หลายคนนึกถึง The Breakfast Club ครับ เรื่องของแขกโต๊ะ 19 ที่ได้บัตรเชิญมางานของฟรานซี่ มิลเนอร์ (Rya Meyers) ซึ่งแต่ละคนก็มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ไม่ว่าจะคู่สามีภรรยาเคปป์ (Craig Robinson และ Lisa Kudrow) ที่ดูจะจิกกัดกันได้ตลอด, เรนโซ (Tony Revolori) ไอ้หนุ่มที่มาเพราะคาดหวังว่าจะได้จีบสาว, วอลเตอร์ (Stephen Merchant) หนุ่มแว่นหน้ายิ้มที่ชอบพูดตะกุกตะกัก และบอกกับใครๆ ว่าเขาคือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ตามด้วย โจ ฟลาเนแกน (June Squibb) พี่เลี้ยงในอดีต (ที่นานมากๆ มาแล้ว) ของเจ้าสาว และ เอโลอิส แมคแกร์รี่ (Anna Kendrick) ที่โดนเท็ดดี้ (Wyatt Russell) พี่ชายของเจ้าสาวบอกเลิกก่อนงานแต่งจะเริ่มเพียงไม่กี่เดือน

ออกตัวเลยว่าผมชอบหนังสไตล์นี้ครับ หนังประเภทที่คนไม่รู้จักกันมาเจอกันโดยบังเอิญในงานสักงานหนึ่ง หรือที่สักที่หนึ่ง (แบบ The Breakfast Club, Before Sunrise และ Before We Go) แล้วก็เปิดบทสนทนาทำความรู้จักกัน ก่อนที่พวกเขาจะค่อยๆ เข้าใจกันและกันมากขึ้น

สำหรับผมหนังแนวนี้มีเสน่ห์ดีครับ และความน่าติดตามมันจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากหากคนทำสามารถคุมบทสนทนาและเรื่องราวให้มันน่าสนใจ ยิ่งถ้าได้ดาราดีๆ มาฟอร์มทีมกันแล้วล่ะก็ ผลลัพธ์ก็จะเป็นหนังดีๆ ที่ชวนประทับใจได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

ตอนต้นๆ หนังก็อาจจะเรื่อยๆ ครับ แนะนำตัวละครไป พอตัวละครมาเจอกันที่โต๊ะ 19 อารมณ์มันก็อาจจะประดักประเดิดกันอยู่บ้าง ผมว่าก็เหมือนอารมณ์ตอนเราไปงานแต่งใครที่ไม่ค่อยสนิทแล้วก็ต้องนั่งร่วมโต๊ะกับคนที่ไม่คุ้นน่ะครับ การวางตัว การพูดจา หรือแม้กระทั่งเวลาเอาตะเกียบคีบอาหารมันก็คงจะแปลกๆ กันบ้างล่ะ (แต่หากไปกับเพื่อน มันก็จะอีกอารมณ์หนึ่ง)

แล้วพอหนังเดินเรื่องไปความน่าสนใจก็เพิ่มตามลำดับครับ เพราะแต่ละคนดูจะมีปมให้ติดตาม ไม่ว่าจะปมชีวิต ปมจิตใจ หรือปมในอดีต แล้วมันก็ค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย ซึ่งไปๆ มาๆ ปมพวกนี้กลายเป็นตัวเพิ่มความน่าติดตามให้กับหนังได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของเอโลอิสที่มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด

หนังมีอะไรให้ฮาได้เรื่อยๆ ครับ แต่ฮาในที่นี้ไม่ได้ฮาแตกตลกมากมายอะไรน่ะนะครับ แต่มันฮาแบบแสบๆ เจ็บๆ ฮาแบบเสียดสี หรือไม่ก็ฮาแบบสะท้อนความจริง อย่างตอนเอโลอิสบรรยายว่าแต่ละโต๊ะในงานรวมคนแบบไหนไว้บ้าง เช่นโต๊ะนั้นรวมเหล่าเพื่อนของแม่เจ้าบ่าวที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าจักรวาล, โต๊ะนั้นมีไว้รวมเด็ก (ที่ชอบเล่นแบบไม่รู้เรื่อง)

หรือโต๊ะนั้นรวมคนโสดที่หน้าตาดี ส่วนอีกโต๊ะรวมคนโสดที่หน้าตาไม่ดีและไม่มีหวังจะได้แอ้มใครในงานนี้ ฯลฯ คือผมยอมรับเลยครับว่าช่างคิดดีๆ จริงๆ มันฮานะ และมันยังทำให้เรานึกถึงงานแต่งจริงๆ ที่เราไปน่ะครับ หลายงานมันมารูปนี้จริงๆ นะ และคุณจะสามารถประเมินความสำคัญของแต่ละโต๊ะได้เลยน่ะว่าโต๊ะไหนเป็นดาวฤกษ์ที่คนจัดงานให้ความสำคัญ และโต๊ะไหนเป็นดาวเคราะห์น้อยที่อยู่แถวๆ ปลายทางช้างเผือก…

(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น