รีวิว Eddie the Eagle (2016) เอ็ดดี้ ดิ อีเกิ้ล ยอดคนสู้ไม่ถอย


E002

ตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ โดดสูงแค่ไหน ยังไงก็ต้องตกลงมา

การร่วงตกจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ ต้องเรียนรู้ที่จะตกให้เป็น

ตกยังไงให้ไม่ล้ม ล้มยังไงให้ไม่กลิ้ง หรือต่อให้กลิ้งแค่ไหน ก็ควรรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะลุกขึ้นมาได้

ลุกไหวก็โดดใหม่ โดดไปๆ โดดให้ไกลเพียงพอ ที่จะใกล้ความฝัน

ไม่มีฝันใดจะไปถึงได้ง่าย โดยไร้การล้มกลิ้งคลุกฝุ่น

Eddie the Eagle สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของเอ็ดดี้ เอ็ดเวิร์ดส์ หนุ่มอังกฤษที่มุ่งมั่นตั้งแต่เด็กว่าจะเข้าแข่งกีฬาโอลิมปิกให้ได้สักครั้งในชีวิต แล้วเขาก็พยายามเรื่อยมาจนสุดท้ายก็ได้เป็นตัวแทนอังกฤษลงแข่งโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 1988 ในประเภทสกีกระโดดไกล

E001

เรื่องของเอ็ดดี้อาจเป็นสูตรสำเร็จของไก่รองบ่อนนอกสายตาที่พยายามทำตามฝันจนประสบความสำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ล่ะครับว่าคนมากมายถึงฝั่งฝันได้ก็เพราะพยายามไม่หยุด ตั้งมั่นเดินหน้าแม้จะโดนกีดกันหรือเยาะเย้ยขนาดไหนก็ตาม ซึ่งการที่ชื่อของเอ็ดดี้ได้รับการจดจำขนาดนี้ก็เพราะเขาตั่งมั่นนี่แหละครับ

ดังนั้นถ้าใครชอบหนังแนวสร้างพลังใจที่อิงจากเรื่องจริงล่ะก็ เรื่องนี้ผมแนะนำเลยครับ ด้วยเรื่องราวถือว่าสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดี ดูแล้วฮึกเหิมและแอบอินในหลายๆ ฉาก

ในแง่ความเป็นหนังแล้ว ถือว่าทำได้น่าติดตามเลยล่ะครับ ช่วงต้นๆ อาจยังไม่ค่อยมีอะไรมาก เพราะมันคือการปูพื้นเล่าเรื่องในช่วงวัยเด็ก แต่พอเดินเรื่องไปสักพัก เราจะเริ่มรักเอ็ดดี้มากขึ้น จุดนี้ผมขอชม Taron Egerton เลยครับ พี่แกเล่นบทนี้ได้ดีมาก เขาถ่ายทอดคาแรคเตอร์นี้ออกมาได้น่ารัก ดูน่าเอาใจช่วย และหน้าตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตลอด ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างอารมณ์ขันให้กับหนังได้ตลอด

ผมชอบที่ Egerton แสดงบทนี้ได้พอเหมาะ ทำให้ตัวละครดูน่ารักแต่ไม่ได้น่าขำหรือน่าหัวเราะเยาะ ถือเป็นการให้เกียรติเอ็ดดี้ตัวจริงได้ดีมากครับ นอกจากนี้บทสมทบของ Hugh Jackman ก็เพิ่มความสนุกให้กับหนังได้อีกเพียบเหมือนกันครับ (ยิ่งตอนดูพากย์ไทยแล้วได้ยินพี่จักรกฤษณ์พากย์ยิ่งเจ๋งไปกันใหญ่ 5555)

E003
ยอมรับว่าดูแล้วมีความสุขครับ หนังสนุก เดินเรื่องดี ดาราดี และที่ชอบเป็นพิเศษอีกอย่างคือดนตรีของ Matthew Margeson ที่ได้อารมณ์ยุค 80 – 90 แบบเต็มๆ ทั้งเข้ากับบรรยากาศ เข้ากับช่วงเวลา และเหมือนพาเราย้อนไปสู่ยุคสมัยนั้นจริงๆ

สรุปว่าไม่อยากให้พลาดครับ หนังไม่ยาวเท่าไรด้วย แค่ 100 นาทีนิดๆ กำลังดี ทุกอย่างถือว่าลงตัวพอเหมาะ ดูแล้วสนุก ดูแล้วได้พลัง หรือถ้าใครรู้สึกหนักๆ กับชีวิตในตอนนี้ ผมว่าดูคลายเครียดก็ยังได้นะครับ

คะแนนความชอบ 8/10 ครับ

รีวิวโดย หมื่นทิพ

E004

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น