http://www.bktube.net Tue, 26 Sep 2017 02:42:12 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.8.2 รีวิว Kingsman: The Golden Circle (2017) คิงส์แมน รวมพลังโคตรพยัคฆ์ http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-kingsman-golden-circle-2017-%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-kingsman-golden-circle-2017-%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5.html#respond Tue, 26 Sep 2017 02:41:44 +0000 http://www.bktube.net/?p=14586 ถือเป็นหนึ่งในหนังที่อยากดูที่สุดของปีครับ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังมากนักเพราะหนังปีนี้หาที่เข้าเป้าโดนใจได้ยากเหลือเกิน อีกทั้งได้ฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับหนังมาพอสมควร เลยลดความคาดหวังลงไปได้เยอะ ครั้นพอได้ดูก็รู้สึกว่าหนังดูเพลินได้อยู่ครับ จัดว่าสนุกนั่นแหละ เพียงแต่ความกลมกล่อมไหลลื่นหรือความสด มันจะไม่มากเท่าภาคแรก ซึ่งคิดๆ ไปผมว่ามันก็มีเหตุผลของมันน่ะนะครับ แต่เดี่ยวค่อยมาว่ากันอีกที ภาคนี้คิงส์แมนโดนจู่โจมโดยเจ้าแม่ยาเสพติดนามว่าป็อบปี้ (Julianne Moore) ส่งผลให้เอ๊กซี่ (Taron Egerton) กับ เมอร์ลิน (Mark Strong) ต้องผนึกกำลังกับ สเตทส์แมน หน่วยสายลับอเมริกัน เนื้อเรื่องย่อๆ ก็ประมาณนี้ล่ะครับ ผมชอบช่วงต้นๆ นะ ตอนที่หนังยังอยู่ในบรรยากาศสไตล์ Kingsman มันดูเป็นอังกฤษ มันดูมีสไตล์ แต่จุดเปลี่ยนมันมาเริ่มตอนพวกเอ๊กซี่มาอเมริกันนี่แหละครับ มันเหมือนหนังพาพวกเขาและคนดูอย่างเราๆ ก้าวเข้าสู่โลกของสเตทส์แมน ว่าตรงๆ เลยก็คือ โลกของ Kingsman มันดูอยู่ตัวแล้ว ในขณะที่ภาคนี้เราจะได้รู้จักกับโลกของสเตทส์แมน ซึ่งหลายอย่างก็น่าสนใจครับ อย่างอาวุธเจ๋งๆ แบบบ่วงบาศก์หรือแส้ หรือลีลาสู้แบบสเตทส์แมนที่ก็ดูเท่ห์ไปอีกแบบ แต่เอาเข้าจริงแล้วเหมือนว่าโลกของสเตทส์แมนยังเซ็ทตัวไม่เสร็จน่ะครับ ซึ่งผมก็พอเข้าใจนะ ในแง่หนึ่งหนังอาจจะอยากแค่แนะนำสเตทส์แมนแต่ยังไม่ลงลึก แล้วค่อยไปลงลึกอีกทีในภาคต่อๆ ไป หรือไม่ก็ภาคแยก (ที่ Matthew Vaughn เองก็เปรยๆ ว่าสนใจจะทำ)...

The post รีวิว Kingsman: The Golden Circle (2017) คิงส์แมน รวมพลังโคตรพยัคฆ์ appeared first on .

]]>

ถือเป็นหนึ่งในหนังที่อยากดูที่สุดของปีครับ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังมากนักเพราะหนังปีนี้หาที่เข้าเป้าโดนใจได้ยากเหลือเกิน อีกทั้งได้ฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับหนังมาพอสมควร เลยลดความคาดหวังลงไปได้เยอ

ครั้นพอได้ดูก็รู้สึกว่าหนังดูเพลินได้อยู่ครับ จัดว่าสนุกนั่นแหละ เพียงแต่ความกลมกล่อมไหลลื่นหรือความสด มันจะไม่มากเท่าภาคแรก ซึ่งคิดๆ ไปผมว่ามันก็มีเหตุผลของมันน่ะนะครับ แต่เดี่ยวค่อยมาว่ากันอีกที

ภาคนี้คิงส์แมนโดนจู่โจมโดยเจ้าแม่ยาเสพติดนามว่าป็อบปี้ (Julianne Moore) ส่งผลให้เอ๊กซี่ (Taron Egerton) กับ เมอร์ลิน (Mark Strong) ต้องผนึกกำลังกับ สเตทส์แมน หน่วยสายลับอเมริกัน เนื้อเรื่องย่อๆ ก็ประมาณนี้ล่ะครับ

ผมชอบช่วงต้นๆ นะ ตอนที่หนังยังอยู่ในบรรยากาศสไตล์ Kingsman มันดูเป็นอังกฤษ มันดูมีสไตล์ แต่จุดเปลี่ยนมันมาเริ่มตอนพวกเอ๊กซี่มาอเมริกันนี่แหละครับ มันเหมือนหนังพาพวกเขาและคนดูอย่างเราๆ ก้าวเข้าสู่โลกของสเตทส์แมน


ว่าตรงๆ เลยก็คือ โลกของ Kingsman มันดูอยู่ตัวแล้ว ในขณะที่ภาคนี้เราจะได้รู้จักกับโลกของสเตทส์แมน ซึ่งหลายอย่างก็น่าสนใจครับ อย่างอาวุธเจ๋งๆ แบบบ่วงบาศก์หรือแส้ หรือลีลาสู้แบบสเตทส์แมนที่ก็ดูเท่ห์ไปอีกแบบ

แต่เอาเข้าจริงแล้วเหมือนว่าโลกของสเตทส์แมนยังเซ็ทตัวไม่เสร็จน่ะครับ ซึ่งผมก็พอเข้าใจนะ ในแง่หนึ่งหนังอาจจะอยากแค่แนะนำสเตทส์แมนแต่ยังไม่ลงลึก แล้วค่อยไปลงลึกอีกทีในภาคต่อๆ ไป หรือไม่ก็ภาคแยก (ที่ Matthew Vaughn เองก็เปรยๆ ว่าสนใจจะทำ)

นั่นก็เลยทำให้อะไรๆ มันยังไม่สุดครับ และการที่ครึ่งหลังหนังไปลงกับโลกของสเตทส์แมนค่อนข้างมากก็เลยทำให้ความสนุกมันยังไม่สุด จนอดคิดไม่ได้น่ะครับว่าถ้าโลกของสเตทส์แมนมันชัดกว่านี้ ดันอารมณ์เรื่องความต่างระหว่างสายลับอังกฤษและอเมริกันให้มากกว่านี้ มันอาจน่าสนใจมากขึ้นก็ได้

ผมชอบป็อบปี้นะ โลกของป็อบปี้นี่ถือเป็นโลกของตัวร้ายที่มีเอกลักษณ์ดี Moore แสดงได้ร้ายแบบน่าหยิกมากๆ แต่ถ้าจะมีอะไรให้เสียดายก็คงเป็นตอนท้ายน่ะครับ รู้สึกว่าพวกพระเอกบุกไปปราบเจ๊แกง่ายจัง ตอนแรกก็นึกว่าจะมีอุปกรณ์เจ๋งๆ ไว้สู้กับพวกสายลับมากกว่านี้ซะอีก


ส่วนที่ผมบอกว่า “ผมพอจะเข้าใจ” ว่าการที่หนังมันไปไม่สุดนั้นมันเพราะอะไร? ส่วนหนึ่งคงเพราะ Vaughn วางแผนจะทำภาค 3 ต่อ จึงไม่แปลกหากพี่แกจะเก็บของที่ดีกว่าเด็ดกว่าเอาไว้ใส่ในภาค 3 ขณะเดียวกันกับภาค 2 นี่จะปล่อยของมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวเกินหน้าเกินตาภาค 3 ผลที่ได้มันเลยกั๊กๆ อย่างที่เห็น

ดังนั้นผมเลยไม่มองว่า Vaughn ฟอร์มตกนะ ผมว่าแกยังมีฟอร์มน่ะครับ หนังยังสนุกอยู่ มีลูกเล่นลูกล่อลูกชนที่น่าพอใจ และฉากบู๊ก็ถือว่าทำได้มันส์ตามมาตรฐาน ชนิดว่าเดี๋ยวพอออกแผ่นผมก็ต้องตามไปซื้อเหมือนเดิม เพราะของเขาสนุกดี

แต่ก็จากที่บอกไปนั้นแหละครับ ผลที่ได้มันก็เลยย่อมต่างจาก Stardust, X-Men: First Class, Kick-ass หรือ Kingsman ภาคแรกที่แกมีอะไรก็ใส่ไปเต็มสูบ ไม่กั๊กไม่เหลือเผื่อภาคต่อใดๆ ทั้งนั้น แต่กับภาคนี้แกทำปูทางไปสู่ภาคหน้า เลยไม่แปลกครับที่หนังจะยังไปไม่สุดในจุดที่ควรจะเป็น

โดยสรุป ผมยังชอบภาคนี้อยู่ครับ ดูเพลิน เอามันส์ได้ คือถ้าเทียบกับงานเก่าๆ ของ Vaughn เราอาจรู้สึกแบบหนึ่ง แต่หากเทียบกับสารพัดหนังใหญ่ในปี 2017 ที่มีน้อยเรื่องเหลือเกินที่จะตอบโจทย์บันเทิงแบบโดนใจเราได้ เราก็อาจรู้สึกว่า Kingsman: The Golden Circle ยังสนุกเพลินกว่าหนังอีกหลายเรื่องทีเดียว

ตอนนี้ภาวนาขอให้มีภาค 3 ตามมาครับ

คะแนนความชอบ 7.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Kingsman: The Golden Circle (2017) คิงส์แมน รวมพลังโคตรพยัคฆ์ appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-kingsman-golden-circle-2017-%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5.html/feed 0
รีวิวซีรี่ส์ The Defenders (2017) เดอะ ดีเฟนเดอร์ส (มีสปอยล์) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-defenders-2017-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80-2.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-defenders-2017-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80-2.html#respond Mon, 25 Sep 2017 03:00:31 +0000 http://www.bktube.net/?p=13863 เอาล่ะครับ เดี๋ยวคงจะต้องมีการสปอยล์เกิดขึ้น ไม่งั้นผมคงเล่าได้ไม่ครบดังที่ใจคิดเอาไว้ ดังนั้นหากใครไม่อยากทราบก็เตรียมหยุดอ่านได้เลยครับ เอาเป็นว่าหากให้สรุปตอนนี้ ก็บอกได้ว่า The Defenders ทำออกมาได้สนุกครับ ครึ่งแรกมันส์มาก พอมาครึ่งหลังก็มีช่วงสโลว์ แต่ก็พอรับไว้ ทว่าไคลแม็กซ์มันยังไม่เจ๋งเท่าที่ซีรี่ส์อุตส่าห์ปูเอาไว้ ถ้าให้เทียบเบื้องต้นก็คือ ซีรี่ส์นี้สนุกกว่า Luke Cage, Iron Fist แต่ยังไม่กลมกล่อมได้ใจเท่า Jessica Jones (คือในแง่ความสนุกนั้น สนุกกว่า Jessica Jones ครับ แต่ความลงตัว ความกลมกล่อม JJ จะได้ที่กว่า) และดีกรีความเข้มความเด็ดยังไม่เข้าเนื้อเท่า DareDevil ครับ ^_^ ++สปอยล์ครับ+++++ โอเค สปอล์ล่ะนะครับ อย่างที่บอกว่าผมชอบ 4 ตอนแรกมาก พอมาถึงตอนที่ 5 – 6 แม้จะลดความเร็วทำให้หนังเอื่อยอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอสนุกอย่างที่บอกไปว่ามี 4 ฮีโร่มาผลัดกันขึ้นจอ มีการตามสืบเงื่อนงำ มีบทสมทบอย่าง สติก (Scott Glenn) และมาดามเกามาเสริมเรื่องราว...

The post รีวิวซีรี่ส์ The Defenders (2017) เดอะ ดีเฟนเดอร์ส (มีสปอยล์) appeared first on .

]]>

เอาล่ะครับ เดี๋ยวคงจะต้องมีการสปอยล์เกิดขึ้น ไม่งั้นผมคงเล่าได้ไม่ครบดังที่ใจคิดเอาไว้ ดังนั้นหากใครไม่อยากทราบก็เตรียมหยุดอ่านได้เลยครับ เอาเป็นว่าหากให้สรุปตอนนี้ ก็บอกได้ว่า The Defenders ทำออกมาได้สนุกครับ ครึ่งแรกมันส์มาก พอมาครึ่งหลังก็มีช่วงสโลว์ แต่ก็พอรับไว้ ทว่าไคลแม็กซ์มันยังไม่เจ๋งเท่าที่ซีรี่ส์อุตส่าห์ปูเอาไว้

ถ้าให้เทียบเบื้องต้นก็คือ ซีรี่ส์นี้สนุกกว่า Luke Cage, Iron Fist แต่ยังไม่กลมกล่อมได้ใจเท่า Jessica Jones (คือในแง่ความสนุกนั้น สนุกกว่า Jessica Jones ครับ แต่ความลงตัว ความกลมกล่อม JJ จะได้ที่กว่า) และดีกรีความเข้มความเด็ดยังไม่เข้าเนื้อเท่า DareDevil ครับ ^_^

++สปอยล์ครับ+++++

โอเค สปอล์ล่ะนะครับ อย่างที่บอกว่าผมชอบ 4 ตอนแรกมาก พอมาถึงตอนที่ 5 – 6 แม้จะลดความเร็วทำให้หนังเอื่อยอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอสนุกอย่างที่บอกไปว่ามี 4 ฮีโร่มาผลัดกันขึ้นจอ มีการตามสืบเงื่อนงำ มีบทสมทบอย่าง สติก (Scott Glenn) และมาดามเกามาเสริมเรื่องราว อีกทั้งการแสดงดีๆ ของ Weaver ก็เลยทำให้แม้มันจะไม่เร่งเร้า แต่ก็ยังน่าติดตาม

ทว่าปลายตอนที่ 6 มันหักมุมครับ มีการพลิกผันให้อิเลคตร้าฆ่าอเล็กซานดร้าตายซะงั้น แล้วก็ให้อิเลคตร้ากลายเป็นบอสแทน สำหรับผมแล้วคือ “เหวอ” ครับ ในแง่หนึ่งก็เหวอที่มีพลิกเรื่องกันแบบนี้เลย แต่อีกแง่หนึ่งก็คือ “เหวอ” ว่าเรื่องราวต่อจากนี้มันจะน่าสนใจอีกไหมเนี่ย

คือซีรี่ส์มันปูพื้นถึงความแกรนด์ของอเล็กซานดร้ามาตลอดน่ะครับ เจ๊แกคือผู้นำแห่งแก๊ง The Hand เป็นคนที่แม้แต่มาดามเกายังเกรงใจ และเราก็จะเห็นอยู่ว่ามาดามเกาหรือสมาชิกระดับหัวหน้าคนอื่นๆ ของแก๊งต่างก็มีฝีมือพลังยุทธ์ในระดับที่ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น มันเลยอดคิดไม่ได้ว่า ตอนไคลแม็กซืเราอาจจะได้เห็นเจ๊อเล็กซานดร้าโชว์เทพ เป็นคู่ปรับที่ยากจะรับมือสำหรับ 4 ฮีโร่ของเรา

สารภาพว่าแอบคิดไปถึงว่าเจ๊แกจะเปิดประตูคุนลุนให้ได้ ก็นึกว่าพอเปิดแล้วเจ๊แกจะมีพลังมากขึ้นอะไรแบบนั้น แต่กลายเป็นว่าเจ๊แกตายครับ ตายเลย อิเล็กตร้าแทงชึ้บ ตัดหัวชั๊บ… ตาย… นาทีนั้นผมก็แอบกลัวเลยนะ เพราะบทก็เหมือนจะกำหนดให้อิเล็คตร้ากลายเป็นบอสแทน ที่ผมกลัวก็คือ “บารมีอิเล็คตร้าจะพอเป็นบอสไหมล่ะนั่น”

แล้วพอดูถึงตอนจบก็ได้คำตอบครับ สรุปว่าบารมีเจ๊แกไม่ถึง ฉากสู้กันตอนไคลแม็กซ์แม้จะเต็มไปด้วยลูกสมุนของแก๊ง The Hand และเป็นการประจัญบานครั้งสุดท้ายระหว่าง 4 ฮีโร่กับแก๊งหัตถา แต่มันกลับออกมาไม่เจ๋งเท่าไร ไปๆ มาๆ ผมว่าตอน 4 คนเจอกันหนแรกแล้วมาช่วยกันรับมือกับผู้ร้ายบนตึก (ตอนที่ 3) มันออกมาเจ๋งและเร้าใจกว่ากันเยอะ

และที่ออกจะขัดใจเยอะหน่อยก็คือตอนไคลแม็กซ์ ตอนที่จะยกพวกตีกัน ฉากนั้นหนังใส่เพลงเร้าๆ ลงไป อารมณ์เดียวกับไคลแม็กซ์ของหนังบู๊หรือซีรี่ส์บู๊อื่นๆ ที่พอถึงตอน Finale แล้วก็จัดเต็ม สู้กันนัว ดนตรีหรือ Soundtrack ถ้าไม่แร็พมันๆ ก็จะร็อกหนักๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ให้สูตรเดียวกันครับ แต่ฉากสู้กันที่ว่ามันกลับไม่มันส์เท่าฉากรวมพลังกันหนแรก (ที่ผมบอกไป)

มุมกล้องธรรมดามากจนแอบงง ยิ่งไปบู๊กันใต้ดินที่แสงน้อยๆ ด้วยแล้ว ยิ่งมองความมันส์ไม่ชัดไปกันใหญ่ คือแอบงงจริงๆ นะ เพราะใน DareDevil มันก็บู๊กันในเงามืด แต่ทำไมมันยังมันส์ได้และมุมกล้องยังน่าสนใจ สอดรับกับลีลาบู๊ที่ดุดันได้มากกว่าที่เห็นในไคลแม็กซ์ของเรื่องนี้อีก

กลายเป็นว่าความแกรนด์ที่นึกไว้หายหมดครับ พวกมาดามเกากับคนอื่นๆ ก็ดูด้อยลงซะงั้น ในขณะที่อิเล็คตร้าก็ไม่ได้ดูเป็นบอสที่น่าเกรงขามอะไร และถ้าให้พูดตามความรู้สึกแล้ว บทของอิเล็คตร้ามีส่วนทำให้ “ไคลแม็กซ์ที่น่าจะใหญ่ของซีรี่ส์ The Defenders (ที่รวม 4 ซีรี่ส์เข้าด้วยกัน) ลดขนาดกลายเป็นเพียงไคลแม็กซ์สำหรับซีรี่ส์ DareDevil เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น”

กระนั้นผมก็ยังรู้สึกเพลินกับซีรี่ส์นี้ครับ เพียงแต่มันไม่ถึงจุดพีคอย่างที่ควรจะเป็น และเสียดายคาแรคเตอร์ของอเล็กซานดร้ากับแก๊งหัตถาที่อุตส่าห์ปูมาตั้งนาน บทจะหมดท่าก็หมดซะงั้นเลย เช่นเดียวกับอิเล็คตร้าที่ไหนๆ ก็เป็นบอสใหญ่แล้ว ก็น่าจะมีบทที่ทำให้ดู “เหนือ” กว่านี้ (น่าจะได้อารมณ์ประมาณ จีน เกรย์ใน X-Men: The Last Stand น่ะครับ) หรือไม่ก็น่าจะมีโอกาสได้ฟัดกับ 4 ฮีโร่แบบมันส์ๆ สักนัด

โดยรวมแล้ว ก็ไม่ผิดหวังหรอกครับ มันก็ดูสนุกดี และด้วยความยาวที่ไม่มาก แค่ 8 ตอน มันก็เลยพอจะโอเค (แต่ในใจลึกๆ ก็อยากให้ไคลแม็กซ์มันมันส์และเร้าใจกว่าที่เป็น) ก็ไม่แน่ใจว่าทีมงานอยากเก็บๆ กั๊กๆ เอาไว้เผื่อเล่นในซีซั่นหน้าหรือเปล่า ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ ^_^

ในส่วนของแก๊งหัตถานั้น ผมว่าตอนอยู่ในซีรี่ส์อื่นมันดูแกรนด์นิดๆ นะ และจริงๆ ในตอนต้นมันก็ยังดูแกรนด์อยู่ จุดนี้ผมก็พยายามทำความเข้าใจว่าเหตุผลที่แก๊งนี้เริ่มแกว่งก็คงเพราะอเล็กซานดร้าเร่งแผนเกินไปจนทำให้เกิดความเป๋ในองค์กร จุดนี้ก็พอเข้าใจได้น่ะครับ แต่ก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากแก๊งนี้จะจบลงง่ายๆ แบบนี้ ก็ได้แต่หวังว่าแก๊งนี้จะได้กลับมาแบบแกรนด์ๆ อีกสักทีในโอกาสหน้า (อยากเห็นมาดามเกาโชว์เทพกว่านี้น่ะครับ 555)

คะแนนความชอบ 7.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิวซีรี่ส์ The Defenders (2017) เดอะ ดีเฟนเดอร์ส (มีสปอยล์) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-defenders-2017-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80-2.html/feed 0
รีวิวซีรี่ส์ The Defenders (2017) เดอะ ดีเฟนเดอร์ส (ปลอดสปอยล์) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-defenders-2017-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-defenders-2017-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80.html#respond Sun, 24 Sep 2017 03:00:25 +0000 http://www.bktube.net/?p=13856 และแล้ว 4 ฮีโร่แห่ง Marvel ก็มาเจอกันจนได้ครับ ได้แก่ แดร์เดวิล (Charlie Cox), นับสืบสาว เจสสิก้า โจนส์ (Krysten Ritter), จอมพลังคงกระพัน ลุค เคจ (Mike Colter) และหมัดเหล็กเรืองแสง ไอรอน ฟิสต์ (Finn Jones) อืมม์… จะว่ายังไงดี… โอเค โดยรวมผมชอบนะ ดูรวดเดียวจบครบ 8 ตอนเลย ถ้าจะให้ว่ากันแบบตรงๆ ก็คือ 5 ตอนแรกนี่ถึงขั้นติดทีเดียว การเดินเรื่องถือว่าไว และนำเข้าพล็อตหลักได้เร็ว ส่วนหนึ่งก็คงเพราะจำนวนตอนไม่เยอะน่ะครับ เลยไม่ต้องยืดเยื้ออะไรมาก ตอนแรกสุดก็คือการแนะนำ 4 ตัวละครอีกครั้งว่าตอนนี้พวกเขาเป็นยังไง กำลังทำอะไรกันอยู่ ตามด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับอเล็กซานดร้า (Sigourney Weaver) สตรีลึกลับที่ทำท่าว่าจะทรงอำนาจและมาพร้อมแผนการร้ายกาจระดับถล่มเมือง ผมชอบที่มีการเล่นกับโทนสีของตัวละครน่ะครับ เพราะตอนแรกสุดพวกเขายังไม่ได้มารวมตัวกัน มันก็จะมีการเล่าเรื่องของแต่ละคน โดยทุกคนก็จะมีโทนสีในโลกของตัวเอง อย่างลุค เคจนี่ก็จะเหลืองเรืองรองมาแต่ไกล แต่ที่ผมชอบมากคือโทนของเรื่องอเล็กซานดร้าครับ เจ๊แกเป็นตัวร้ายก็จริง...

The post รีวิวซีรี่ส์ The Defenders (2017) เดอะ ดีเฟนเดอร์ส (ปลอดสปอยล์) appeared first on .

]]>

และแล้ว 4 ฮีโร่แห่ง Marvel ก็มาเจอกันจนได้ครับ ได้แก่ แดร์เดวิล (Charlie Cox), นับสืบสาว เจสสิก้า โจนส์ (Krysten Ritter), จอมพลังคงกระพัน ลุค เคจ (Mike Colter) และหมัดเหล็กเรืองแสง ไอรอน ฟิสต์ (Finn Jones)

อืมม์… จะว่ายังไงดี… โอเค โดยรวมผมชอบนะ ดูรวดเดียวจบครบ 8 ตอนเลย ถ้าจะให้ว่ากันแบบตรงๆ ก็คือ 5 ตอนแรกนี่ถึงขั้นติดทีเดียว การเดินเรื่องถือว่าไว และนำเข้าพล็อตหลักได้เร็ว ส่วนหนึ่งก็คงเพราะจำนวนตอนไม่เยอะน่ะครับ เลยไม่ต้องยืดเยื้ออะไรมาก

ตอนแรกสุดก็คือการแนะนำ 4 ตัวละครอีกครั้งว่าตอนนี้พวกเขาเป็นยังไง กำลังทำอะไรกันอยู่ ตามด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับอเล็กซานดร้า (Sigourney Weaver) สตรีลึกลับที่ทำท่าว่าจะทรงอำนาจและมาพร้อมแผนการร้ายกาจระดับถล่มเมือง

ผมชอบที่มีการเล่นกับโทนสีของตัวละครน่ะครับ เพราะตอนแรกสุดพวกเขายังไม่ได้มารวมตัวกัน มันก็จะมีการเล่าเรื่องของแต่ละคน โดยทุกคนก็จะมีโทนสีในโลกของตัวเอง อย่างลุค เคจนี่ก็จะเหลืองเรืองรองมาแต่ไกล

แต่ที่ผมชอบมากคือโทนของเรื่องอเล็กซานดร้าครับ เจ๊แกเป็นตัวร้ายก็จริง แต่โทนมาแนวสีขาว โทนดูเป็นโลกความจริงไม่ได้มีสีสันจัดจ้านแบบเหล่าฮีโร่ ราวกับจะสื่อว่า ในขณะที่ 4 ฮีโร่ของเราต้องหลบๆ ซ่อนๆ แต่เจ๊แกสามารถยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผย แต่งชุดไฮโซ ใช้ชีวิตหรูหราได้ตามสบาย

ตอนแรกต่อตอน 2 จนถึงตอน 3 และ 4 นี่เป็นอะไรที่สนุกเลยครับ ช่วงที่เล่าปูพื้นชีวิตของแต่ละคนก็ถือว่าเล่าได้ดีและกระชับ (ดีใจมากที่ทีมงานไม่พยายามยืดเรื่องให้มันยาวจนเกินไป) เล่าแบบตรงๆ เนื้อๆ กำลังดี

แล้วก็ไล่ไปถึงตอนที่พวกเขาสืบจนพบเงื่อนงำอันนำไปสู่อเล็กซานดร้าและพรรคพวก (แน่นอนว่ามีมาดามเกา (Wai Ching Ho) อยู่ในกลุ่มด้วย) การเดินเรื่องถือว่าเร็ว และเล่าได้สนุกเพลินมาก

แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าสนุกมากในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามันสุดยอดน่ะนะครับ มันไม่ถึงกับทำให้เกิดความทึ่งหรือก่อให้เกิดหลักไมล์ใหม่อะไรแบบนั้น แต่มันเล่าได้สนุกในระดับดีน่ะครับ ดูแล้วไม่น่าจะผิดหวัง (ยกเว้นใครจะคาดหวังว่ามันจะดีในระดับปรากฏการณ์ ก็อาจไม่สมหวังเท่าใดนัก)

ช่วงต่อปากต่อคำกันก็เป็นอะไรที่สนุกครับ มีอะไรให้ฮาได้เรื่อยๆ อย่างแดนนี่นี่จะโดนแซวตลอดเวล่พูดถึงกำลังภายใน, ชี่ หรือตำนานคุนลุน ส่วนแมทท์ (แดร์เดวิล) ที่ชอบเก็บตัวซ่อนตัวในเงาก็โดนแซวอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน (ประมาณว่าจะซ่อนตัวอะไรขนาดนั้น)

สำหรับผมแล้ว 4 ตอนแรกเป็นอะไรที่สนุกเพลินครับ เดินเรื่องค่อนข้างไว แอ็กชันก็มาเรื่อยๆ อารมณ์ขันก็มาเรื่อยๆ เช่นกัน และถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือ พลังสำคัญอย่างแรงอย่างหนึ่งของซีรี่ส์นี้ก็คือการแสดงของ Weaver ที่ดูมีบารมีและความแกรนด์มากกว่าตัวร้ายที่ผ่านมาของทั้ง 4 ซีรี่ส์ (แต่ในแง่ความลึกแล้ว วิลสัน ฟิสก์ ยังเจ๋งที่สุดอยู่ครัยฃบ)

ครับ 4 ตอนแรกสนุก มาตอน 5 – 6 ก็อาจจะมีจังหวะสโลว์กันบ้าง มาเน้นดราม่าในส่วนของอิเล็คตร้า (Elodie Yung) ซะเยอะหน่อย เรื่องก็เลยออกจะเนือยๆ แต่ก็ยังดีที่ 4 ฮีโร่ยังได้เถียงกันแบบสนุกๆ บ้าง และยังได้การแสดงแกรนด์ๆ ของ Weaver มาคุมเอาไว้

(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

The post รีวิวซีรี่ส์ The Defenders (2017) เดอะ ดีเฟนเดอร์ส (ปลอดสปอยล์) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-defenders-2017-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80.html/feed 0
รีวิว Baby Driver (2017) จี้ เบบี้ ปล้น http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-baby-driver-2017-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%99.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-baby-driver-2017-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%99.html#respond Sat, 23 Sep 2017 03:00:43 +0000 http://www.bktube.net/?p=14543 ดูหนังเรื่องนี้ด้วยอารมณ์ยินดีครับ ดีใจที่ Edgar Wright มีหนังร้อยล้านกับเขาสักที จริงๆ ก็เชียร์เขามาหลายเรื่องแล้วล่ะ เพราะชอบหนังของพี่แกทั้งนั้น ไม่ว่าจะ Shaun of the Dead, Hot Fuzz, Scott Pilgrim vs. the World และ The World’s End หนังของ Wright มีเอกลักษณ์เฉพาะครับ ไม่ว่าจะอารมณ์ขันแสบๆ, เนื้อเรื่องที่แม้จะลงสูตรแต่บางทีก็คาดเดาไม่ได้ และหนังของเขามันจะให้อารมณ์ Retro ชวนให้เรานึกไปถึงของเก่าๆ หรือยุคเก่าๆ อย่างเรื่องนี้ก็ชวนให้นึกถึงหนังปล้นสไตล์เก่าๆ ในยุค 70 – 80 อย่าง The Driver, Bonnie and Clyde และ The Blues Brothers ผสานด้วยเพลงเก่าๆ ที่ขนกันมาล้นจอ ซึ่งผมก็เดาอยู่แล้วล่ะครับว่าดูแล้วชอบแน่ๆ แต่ก็แค่ว่าจะชอบมากหรือชอบน้อยเท่านั้นเอง เรื่องหลักๆ เลยก็คือ เบบี้ (Ansel...

The post รีวิว Baby Driver (2017) จี้ เบบี้ ปล้น appeared first on .

]]>

ดูหนังเรื่องนี้ด้วยอารมณ์ยินดีครับ ดีใจที่ Edgar Wright มีหนังร้อยล้านกับเขาสักที จริงๆ ก็เชียร์เขามาหลายเรื่องแล้วล่ะ เพราะชอบหนังของพี่แกทั้งนั้น ไม่ว่าจะ Shaun of the Dead, Hot Fuzz, Scott Pilgrim vs. the World และ The World’s End

หนังของ Wright มีเอกลักษณ์เฉพาะครับ ไม่ว่าจะอารมณ์ขันแสบๆ, เนื้อเรื่องที่แม้จะลงสูตรแต่บางทีก็คาดเดาไม่ได้ และหนังของเขามันจะให้อารมณ์ Retro ชวนให้เรานึกไปถึงของเก่าๆ หรือยุคเก่าๆ

อย่างเรื่องนี้ก็ชวนให้นึกถึงหนังปล้นสไตล์เก่าๆ ในยุค 70 – 80 อย่าง The Driver, Bonnie and Clyde และ The Blues Brothers ผสานด้วยเพลงเก่าๆ ที่ขนกันมาล้นจอ ซึ่งผมก็เดาอยู่แล้วล่ะครับว่าดูแล้วชอบแน่ๆ แต่ก็แค่ว่าจะชอบมากหรือชอบน้อยเท่านั้นเอง

เรื่องหลักๆ เลยก็คือ เบบี้ (Ansel Elgort) ไอ้หนุ่มนักซิ่งที่ชอบยัดหูฟัง ฟังเพลงอยู่ตลอด โดยงานของเขาก็คือขับรถให้กับแก๊งโจร ว่าง่ายๆ คือมีไว้ขับรถหนีพวกตำรวจตอนปล้นเสร็จน่ะครับ ซึ่งฝีมือการซิ่งของเบบี้ก็จัดว่า “เทพเรียกพี่” เลยทีเดียว

แต่แล้วเมื่อเขาพบกับสาวสวยอย่างเดเบอรา (Lily James) ความรู้สึกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาชักจะอยากถอนตัว แต่ก็นั่นล่ะครับ ถนนสายโจรลองว่าเข้าแล้วย่อมออกยาก เราๆ ก็เลยต้องมาลุ้นกันว่าเบบี้จะหนีพ้นเงื้อมมือโจรคนอื่นๆ ได้ยังไง

ผมเชื่อเลยครับว่าต้องมีคนไม่แนวกับหนังเรื่องนี้ เอาเป็นว่าใครคาดหวังความเมามันส์แบบ Fast and Furious ล่ะก็ อาจต้องปรับใจครับ เพราะมันไม่ได้มันส์โม้อะไรแบบนั้น จริงที่ฉากซิ่งในเรื่องมันเร้าใจได้โล่ห์ แต่ถ้าพูดถึงเนื้อหาแล้ว มันจะออกแนวดราม่านิดๆ ผสมอารมณขันแบบแสบๆ อะไรแบบนั้นมากกว่า

สำหรับผม ความอร่อยของหนังคือ มันเป็นหนัง Crime + Music น่ะครับ แต่ละเพลงที่เบบี้ฟังมันได้ใจและชวนให้นึกถึงยุคเก่าๆ ทั้งสิ้น บางเพลงนี่แทบจะขยับเท้าตามเลย

ถ้าถามว่าผมโปรดเพลงไหนสุดก็ยกให้ Never, Never Gonna Give You Up ของ Barry White ที่เบบีั้ฟังกับบัดดี้ (Jon Hamm) ในตอนท้ายน่ะครับ คือจังหวะมันใช่มากๆ และท่อนฮุคของเพลงนี้ก็คลาสสิก+บิ้วอารมณ์สไตล์ Smooth ได้อย่างประหลาด

ดังนั้นผมจะไม่บอกว่านี่เป็นหนังมันส์ครับ แต่มันเป็น “หนังโดน” ที่เนื้อหาลงสูตรหนังโจรเก่าๆ มาพร้อมเพลงเจ๋งๆ แต่จะคนละสไตล์กับ Guardians of the Galaxy นะครับ อันนั้นเพลงเขาจะดังในวงกว้างกว่า แต่กับเรื่องนี้เพลงก็ดังเหมือนกัน ทว่าอาจจะเฉพาะกลุ่มกว่าสักหน่อย และไม่ได้ตลาดเท่า (อันนี้ผมไม่พูดถึงเรื่องดี-ไม่ดีนะครับ แค่พยายามบรรยายความแตกต่างของสไตล์เท่านั้น)

พล็อตเรื่องอาจไม่ซับซ้อน แต่ตอนท้ายบางจุดก็เดาไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะไปยังไงต่อ ซึ่งถ้าให้พูดตรงๆ บางอย่างก็อาจจะเว่อร์ไปบ้าง ง่ายไปนิด หรือดูโลกสวยไปหน่อย ทว่ามันกลับเป็นอะไรที่กลมกล่อมในแบบของมันครับ (ยกเว้นถ้าท่านรู้สึกว่ามัน “ไม่ใช่” ตั้งแต่กลางๆ เรื่อง ก็อาจรู้สึกว่าช่วงท้ายๆ มัน “ไม่ใช่” ได้เหมือนกัน)

หนังเรื่องนี้จะเอาคำว่า “ดี-ไม่ดี” มานิยามคงไม่ได้น่ะครับ เพราะมันมีแนวทางของมัน มันมีทั้งการลงสูตรและแหกสูตร มันมีทั้งฟอร์มสดและความเชย มันมีทั้งเหตุผลและความไร้ซึ่งเหตุผล มันคือการยำน่ะครับ… เป็นการยำที่แสดงถึงสิ่งที่ผู้กำกับคิด และถ่ายทอดมันออกมาโดยมีจุดประสงค์ให้คนดูสนุกไปกับมัน… คือถ้าเราจูนกับหนังได้มันก็จะเพลินยาว แต่หากยิ่งดูแล้วยิ่งไกลห่างจากหนัง ก็จะกลายเป็นเฉยหรือไม่ชอบไป

เอาเป็นว่าสำหรับผมแล้ว ผมมีความสุขในการดูหนังเรื่องนี้ครับ จริงๆ ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เชยนะ แต่มันเชยได้เจ๋งมาก และดาราก็น่าจดจำมาก โดยเฉพาะ Lily James ที่ฉายเสน่ห์แบบเกินร้อย เธอดูน่ารักโคตรๆ เหมือนนางเอกยุคเก่าๆ ที่แสนดี สดใส และบริสุทธิ์ 100% คือคุณจะไม่มีทางรู้สึกว่าเธอเป็นคนเลวได้เลยน่ะครับ และ James ก็ทำได้จริงๆ

ตอนออกแผ่นคงตามเก็บล่ะครับ เอามาเปิดดูเพื่อฟังเพลงก็ดี และหลายมุกนี่ผมขำกลิ้งเลยนะ อย่างมุกไมเคิล ไมเยอร์สนี่ก็หนึ่งล่ะ ไม่รู้ใครฮาไหม แต่ผมฮาแตกจริงๆ (ยิ่งเอาเพลง Neat Neat Neat มาใส่มันยิ่งใช่) และที่สำคัญคือฉบับพากย์ไทยครับ พี่จักรกฤษณ์กับพี่ปิยะมาทั้งคู่ และพี่สุภาพก็เป็น Jamie Foxx ได้สุดติ่งจริงๆ

สรุปคือผมโดนนอกโดนใน โดนไปหมดครับสำหรับเรื่องนี้

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Baby Driver (2017) จี้ เบบี้ ปล้น appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-baby-driver-2017-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%99.html/feed 0
รีวิว The Shack (2017) กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ (ตอนที่ 2) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shack-2017-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f-2.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shack-2017-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f-2.html#respond Fri, 22 Sep 2017 03:00:17 +0000 http://www.bktube.net/?p=13843 ผมชอบที่หนังใช้ CG เสริมเท่าที่จะเป็นครับ และอภินิหารในหนังก็ไม่ได้เว่อร์วังอะไร เหมือนคนทำก็รู้ว่าจริงๆ เขาต้องการเล่าเนื้อเรื่อง และเล่าแง่คิดมากกว่าจะโชว์เทคนิค เลยทำให้ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างกลมกล่อม ดูเพลินในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าว่ากันถึงการเล่าเรื่องแล้ว ก็ถือว่าทำได้น่าพอใจครับ หนังกำกับโดย Stuart Hazeldine ที่เคยฝากผลงานไว้ใน Exam หนังระทึกขวัญที่หลายคนน่าจะยังจำได้ มาเรื่องนี้ผมว่าเขาก็ยังคุมทิศทางหนังได้ดีครับ ยังจับความสนใจของผู้ชมได้ดี เพียงแต่ถ้าว่ากันถึงเทคนิคการเล่าเรื่อง การวางปมแล้ว เรื่อง Exam อาจจะเหนือกว่าหน่อย แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะหนังคนละแนวด้วยล่ะครับ เรื่องนั้นมันระทึก แต่เรื่องนี้ดราม่า พลังสำคัญของหนังต้องยกให้การแสดงครับ Worthington ถือว่าแสดงฝีมือได้อย่างดี เขาดูเป็นคนอมทุกข์ แต่ก็ไม่ได้เศร้าฟูมฟาย เรียกว่าดูเศร้าในแบบที่เหมาะกับแคแรคเตอร์ความเป็นเขา ในขณะที่ Octavia Spencer รับบท ปาป้า หญิงกลางคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “พระเจ้า” ซึ่งเธอก็วางใจได้ครับ แสดงได้ดีอยู่แล้ว คนอื่นๆ ก็เจ๋งครับ Avraham Aviv Alush ในบทช่างไม้ (หรือ Jesus) ก็วางตัวได้น่าเชื่อถือ แต่คนที่ผมชอบสุดคงต้องยกให้ Sumire Matsubara อีกหนึ่งบุคคลที่อยู่ในกระท่อมมิติอัศจรรย์แห่งนั้น...

The post รีวิว The Shack (2017) กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ (ตอนที่ 2) appeared first on .

]]>

ผมชอบที่หนังใช้ CG เสริมเท่าที่จะเป็นครับ และอภินิหารในหนังก็ไม่ได้เว่อร์วังอะไร เหมือนคนทำก็รู้ว่าจริงๆ เขาต้องการเล่าเนื้อเรื่อง และเล่าแง่คิดมากกว่าจะโชว์เทคนิค เลยทำให้ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างกลมกล่อม ดูเพลินในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าว่ากันถึงการเล่าเรื่องแล้ว ก็ถือว่าทำได้น่าพอใจครับ

หนังกำกับโดย Stuart Hazeldine ที่เคยฝากผลงานไว้ใน Exam หนังระทึกขวัญที่หลายคนน่าจะยังจำได้ มาเรื่องนี้ผมว่าเขาก็ยังคุมทิศทางหนังได้ดีครับ ยังจับความสนใจของผู้ชมได้ดี เพียงแต่ถ้าว่ากันถึงเทคนิคการเล่าเรื่อง การวางปมแล้ว เรื่อง Exam อาจจะเหนือกว่าหน่อย แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะหนังคนละแนวด้วยล่ะครับ เรื่องนั้นมันระทึก แต่เรื่องนี้ดราม่า

พลังสำคัญของหนังต้องยกให้การแสดงครับ Worthington ถือว่าแสดงฝีมือได้อย่างดี เขาดูเป็นคนอมทุกข์ แต่ก็ไม่ได้เศร้าฟูมฟาย เรียกว่าดูเศร้าในแบบที่เหมาะกับแคแรคเตอร์ความเป็นเขา ในขณะที่ Octavia Spencer รับบท ปาป้า หญิงกลางคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “พระเจ้า” ซึ่งเธอก็วางใจได้ครับ แสดงได้ดีอยู่แล้ว

คนอื่นๆ ก็เจ๋งครับ Avraham Aviv Alush ในบทช่างไม้ (หรือ Jesus) ก็วางตัวได้น่าเชื่อถือ แต่คนที่ผมชอบสุดคงต้องยกให้ Sumire Matsubara อีกหนึ่งบุคคลที่อยู่ในกระท่อมมิติอัศจรรย์แห่งนั้น ผมชอบการวางตัวของเธอน่ะครับ คือจริงๆ เธอสวยมากนะ สวยจนน่าจะทำให้หนุ่มๆ แอบปิ๊งได้เลย แต่เพราะการวางตัว การพูด การแสดงออก มันทำให้เรารู้สึกกับเธอในเชิงชู้สาวในระดับน้อยมากๆ และเธอกลับจะทำให้เราชื่นชม เคารพ ศรัทธาในฐานะเทพเทวดาผู้แนะนแนวทางต่อเราอะไรแบบนั้นมากกว่า ซึ่งอันนี้ผมประทับใจเลยล่ะครับ

หนังยาวสองชั่วโมงกว่า ตอนต้นอาจเรื่อยๆ ไปบ้าง และจริงๆ ทั้งเรื่องมันก็เรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาอะไร แต่หนังมาพร้อมบรรยากาศที่ดีครับ ช่วงที่แม็คอยู่กับพวกปาป้านั้นมันมีอะไรให้เราเรียนรู้ตลอด ไม่ว่าจะคำถามที่กระตุ้นให้เราฉุกคิด หรือปรัชญาต่างๆ ซึ่งถ้าใครชอบดูหนังที่มีแนวคิดดีๆ ผมก็ว่าท่านน่าจะชอบเรื่องนี้ครับ

สำหรับผมแนวคิดในเรื่องอาจไม่ได้อะไรที่ใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะผมอ่านหนังสือธรรมะของศาสนาต่างๆ (พระไตรปิฎก, ท่านพุทธทาส, คัมภีร์ไบเบิ้ล หรือหนังสือว่าด้วยเซน, อิสลาม ฯลฯ) และปรัชญาของนักคิดต่างๆ (กฤษณมูรติ, OSHO, ตรุงปะ, “โลกของโซฟี” ฯลฯ) แต่ก็บอกได้ครับว่าหลักคิดหลายๆ อย่างรวมถึงคำถามบางประเด็นก็สอดคล้องกับหลักคิดที่ผมสนใจ เลยทำให้ผมรู้สึกสนุกเพลินไปกับหนัง

อาจเพราะมีหนังไม่กี่เรื่องหรอกครับที่จะเอาเรื่องราวทำนองนี้มาบอกเล่า ประเภทว่านำพาพระเจ้า, Jesus ฯลฯ มาปรากฏเป็นตัวละครแล้วก็สอนหลักธรรม ชี้แนวทางกันแบบตรงๆ ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีบางท่านที่ไม่ชอบนะ ไม่ว่าจะไม่ชอบในเชิงว่า พวกท่านเป็นสิ่งสูง ไม่ควรนำมากล่าวอ้าง หรือจะไม่ชอบเหตุผล “ความต่างทางศาสนา” เป็นต้น

แต่ผมก็เชื่อว่าหากใครสนุกกับการคิด ชอบการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ก็น่าจะสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้ครับ หรืออย่างน้อยก็น่าจะบังเกิดความดีใจที่โลกนี้เริ่มมีหนังในลักษณะนี้ปรากฏขึ้นมาบ้าง และลึกๆ ผมก็อยากให้มีหนังแบบนี้ออกมาอีกในอนาคตครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่หนังพร่ำบอกก็ได้ครับ เราอาจเกิดคำถาม เราอาจเกิดความสงสัย ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันคือสัญญาณอันดีว่าสมองเรายังทำงานอยู่ เราก็แค่ตั้งคำถาม แล้วก็หาคำตอบเพิ่ม หาคนคุยเพื่อแลกเปลี่ยน (แน่นอนว่าเราก็ต้องเปิดกว้างสำหรับความเห็นที่ต่างด้วยนะครับ) หรือลองขบคิดกับมันเพิ่มอีก เท่านี้เราก็ได้บริหารสมองเพิ่มแล้วล่ะครับ

คนกลุ่มหนึ่งที่ผมอยากให้ชมหนังเรื่องนี้คือคนที่มีความเศร้าอยู่ในใจครับ โดยเฉพาะความเศร้าอันเกิดจากการสูญเสีย เพราะหนังพยายามเยียวยาจิตใจของผู้สูญเสียโดยเฉพาะ ประเด็นสำคัญของเรื่องก็คือ เราอาจสูญเสีัย แต่หากเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องพยายามทำให้ก้าวต่อไปของชีวิตไม่เสียหายอันเนื่องจากการสูญเสียนั้น

เราเสียไปหนึ่งสิ่งแล้ว หากเราต้องเสียสิ่งอื่นๆ ตามไปทีละอย่างๆ มันคงเป็นเรื่องเศร้าอย่างยิ่ง และชีวิตเราที่ต้องอยู่ไปท่ามกลางสภาวะแบบนั้นก็คงไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น (และบางทีเราก็อาจทำให้คนใกล้ตัวของเรา พลอยตายทั้งเป็นตามไปด้วย)

เป็นหนังที่ผมอยากให้ลองดูกันครับ ในแง่ความบันเทิงผมว่ากลางๆ นะ คือไม่ได้เป็นหนังที่สนุกมากๆ แต่ก็ไม่ใช่หนังน่าเบื่อ เป็นหนังดราม่าปาฏิหาริย์ที่ดูเพลิน ดูแล้วได้พลัง ได้แนวคิด ได้แรงบันดาลใจ หรือไม่ก็จะได้ชาร์จพลังใจไม่มากก็น้อย ^_^

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว The Shack (2017) กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ (ตอนที่ 2) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shack-2017-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f-2.html/feed 0
รีวิว The Shack (2017) กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ (ตอนที่ 1) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shack-2017-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shack-2017-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f.html#respond Thu, 21 Sep 2017 03:00:00 +0000 http://www.bktube.net/?p=13836 ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ผมก็นึกถึงเรื่องๆ หนึ่งขึ้นมาได้ อันนี้เจอกับตัวเองครับ ตอนนั้นเขียนอยู่ Bloggang เขียนถึง Watchmen เสียยาวยืด ส่วนหนึ่งก็เพราะดูแล้วชอบมากมายเลยร่ายแบบยาวสุดๆ ก่อนจะตบมุกตอนท้ายด้วยคำว่า “ฮาเลลูยา” ปรากฏว่า “ฮาเลลูยา” นั้นทำให้ผมโดนบางคอมเมนต์เข้าใจผิด เขาคงคิดว่าผมพยายามเผยแผ่ศาสนาเลยใส่ผมซะยาวยืด โดยใจผมนั้นอยากบอกใจจะขาดว่า “ฮาเลลูยา” ที่ผมเขียนไม่ได้มีนัยทางศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่เขียนน่ะ ผมเล่นมุกสื่อถึงฉากที่มี 2 ตัวละครทำอะไรต่อมิอะไรกันบนยานกลางฟากฟ้า (ใครดูแล้วน่าจะจำได้) โดยเพลง Soundtrack ประกอบฉากที่ว่ามีท่อนฮุกสำคัญคือ “ฮาเลลูยา” ผมเลยดึงมาใช้ให้คนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วเก็ทเท่านั้นเอง ว่านั่นเป็นหนึ่งในฉากที่ผมจำได้แม่น (และเชื่อว่าหลายคนก็ลืมไม่ลง 5555) เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมตระหนักว่า คำกล่าวที่เขาบอกกันว่า “เรื่องการเมือง เรื่องศาสนา ไม่จำเป็นอย่าไปคุย เพราะดีไม่ดีอาจทำให้เกิดการผิดใจหรือไม่ก็ทะเลาะกันได้” เป็นข้อเท็จจริงทางสังคมในระดับหนึ่ง เพราะคนเราต่างกัน คิดไม่เหมือนกัน หรือต่อให้คิดเหมือนกันก็ตาม ทว่าความเข้มข้นของความคิดก็อาจไม่เท่ากัน ที่ร่ายเกริ่นมาไกลก็เพราะว่าหนังเรื่องนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าหนังพยายามเผยแผ่ศาสนาคริสต์ครับ พูดตรงๆ คือท่านอาจเกิดกำแพงต่อหนังเรื่องนี้ขึ้นมาก็ได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวครับ หากท่านคิดเช่นนั้น ผมก็ไม่ขอก้าวล่วง ส่วนผมนั้นก็เป็นชาวพุทธตามบัตรประชาชนครับ แต่ผมก็พร้อมเรียนรู้หลักธรรมคำสอนของศาสนาอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของชีวิต เพราะว่าตามจริงแล้วแก่นของศาสนาต่างๆ ล้วนม่ีความน่าสนใจ...

The post รีวิว The Shack (2017) กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ (ตอนที่ 1) appeared first on .

]]>

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ผมก็นึกถึงเรื่องๆ หนึ่งขึ้นมาได้ อันนี้เจอกับตัวเองครับ ตอนนั้นเขียนอยู่ Bloggang เขียนถึง Watchmen เสียยาวยืด ส่วนหนึ่งก็เพราะดูแล้วชอบมากมายเลยร่ายแบบยาวสุดๆ ก่อนจะตบมุกตอนท้ายด้วยคำว่า “ฮาเลลูยา”

ปรากฏว่า “ฮาเลลูยา” นั้นทำให้ผมโดนบางคอมเมนต์เข้าใจผิด เขาคงคิดว่าผมพยายามเผยแผ่ศาสนาเลยใส่ผมซะยาวยืด โดยใจผมนั้นอยากบอกใจจะขาดว่า “ฮาเลลูยา” ที่ผมเขียนไม่ได้มีนัยทางศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ที่เขียนน่ะ ผมเล่นมุกสื่อถึงฉากที่มี 2 ตัวละครทำอะไรต่อมิอะไรกันบนยานกลางฟากฟ้า (ใครดูแล้วน่าจะจำได้) โดยเพลง Soundtrack ประกอบฉากที่ว่ามีท่อนฮุกสำคัญคือ “ฮาเลลูยา” ผมเลยดึงมาใช้ให้คนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วเก็ทเท่านั้นเอง ว่านั่นเป็นหนึ่งในฉากที่ผมจำได้แม่น (และเชื่อว่าหลายคนก็ลืมไม่ลง 5555)

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมตระหนักว่า คำกล่าวที่เขาบอกกันว่า “เรื่องการเมือง เรื่องศาสนา ไม่จำเป็นอย่าไปคุย เพราะดีไม่ดีอาจทำให้เกิดการผิดใจหรือไม่ก็ทะเลาะกันได้” เป็นข้อเท็จจริงทางสังคมในระดับหนึ่ง เพราะคนเราต่างกัน คิดไม่เหมือนกัน หรือต่อให้คิดเหมือนกันก็ตาม ทว่าความเข้มข้นของความคิดก็อาจไม่เท่ากัน

ที่ร่ายเกริ่นมาไกลก็เพราะว่าหนังเรื่องนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าหนังพยายามเผยแผ่ศาสนาคริสต์ครับ พูดตรงๆ คือท่านอาจเกิดกำแพงต่อหนังเรื่องนี้ขึ้นมาก็ได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวครับ หากท่านคิดเช่นนั้น ผมก็ไม่ขอก้าวล่วง

ส่วนผมนั้นก็เป็นชาวพุทธตามบัตรประชาชนครับ แต่ผมก็พร้อมเรียนรู้หลักธรรมคำสอนของศาสนาอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของชีวิต เพราะว่าตามจริงแล้วแก่นของศาสนาต่างๆ ล้วนม่ีความน่าสนใจ บางบริบทก็ทำให้เราเข้าใจแนวคิดของพวกเขา และในบางบริบทก็สะท้อนประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้นๆ ได้เลยทีเดียว

นอกจากนี้ผมว่าแก่นหลักของศาสนาก็มุ่งเน้นให้คนทำดีต่อกัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูล ลดทอนความเห็นแก่ตนแล้วหันมาเห็นแก่กัน คำสอนส่วนใหญ่ก็เป็นเหมือนคำแนะนำในการดำรงชีวิต แนะแนวทางการปฏิบัติตน ร่วมถึงบอกวิธีรับมือกับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ดังนั้นถ้าเราถอด “ตราประทับ” ว่าคำสอนนี้มาจากศาสนาใด แล้วมองที่เนื้อหาใจความอันจริงแท้ของคำสอนนั้นๆ เราก็อาจพบว่าหลายๆ คำสอนของแต่ละศาสนาก็สอดคล้องกัน บางคำสอนอาจจะตรงกันเลยด้วยซ้ำ แค่มีคำเรียกต่างกันก็เท่านั้นเอง

สำหรับ The Shack นี้ก็ว่าด้วยเรื่องของ แม็ค ฟิลลิปส์ (Sam Worthington) ชายที่ต้องสูญเสียลูกสาวตัวน้อยไป เขาจมอยู่กับความเศร้าอย่างที่สุด จนมันส่งผลกระทบต่อชีวิต ทำให้เขาห่างเหินกับภรรยาและลูกคนอื่นๆ… เขาไม่สามารถปล่อยวางความเจ็บปวดนั้นไปได้

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีจดหมายส่งมาถึงเขา บอกให้เขาเดินทางไปยัง “กระท่อม” อันเป็นสถานที่ที่ทำให้เขาเจ็บปวดที่สุด (เพราะนั่นคือที่แห่งสุดท้ายที่มีร่องรอยของลูกสาวเขา) ตอนแรกเขาก็สับสนครับ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็ยอมไป และที่แห่งนั้นก็มีปาฏิหาริย์สุดจินตนาการรอเขาอยู่…

เรามาพูดกันทีละแง่ครับ เอาแง่ความเป็นหนังก่อน ผมรู้สึกกับหนังเรื่องนี้คล้ายๆ กับเรื่อง What Dreams May Come (ที่ Robin Williams นำแสดง) ที่ชายคนหนึ่งต้องฝ่าด่านความเจ็บปวด พบเจอเรื่องอัศจรรย์ ซึ่งหนังเรื่องนี้ในตอนต้นก็อาจเดินเรื่องช้าอยู่บ้าง แต่ผมก็ว่าไม่น่าเบื่อนะ เป็นการปูพื้นและแนะนำตัวละครที่ค่อนข้างพอเหมาะ

ครั้นพอแม็คไปถึงกระท่อม และพอเขาเริ่มเจอกับเรื่องเหลือเชื่อ ในแง่งาน CG ถือว่าทำได้น่าพอใจเลยครับ มันอาจไม่ได้วิจิตรพิสดารแบบ What Dreams น่ะนะครับ แต่ถือว่าทำได้พอเหมาะ มีการใช้ CG เสริมอารมณ์ เสริมความอัศจรรย์ตามท้องเรื่องได้กำลังดีทีเดียว (ชอบฉากที่แม็คเดินเข้ามายังโซนป่าที่เขียวชะอุ่ม ในขณะที่ด้านหลังลิบๆ ยังเป็นหิมะน่ะครับ การจัดแสงต่างๆ มันพอดีจริงๆ)

(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

The post รีวิว The Shack (2017) กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ (ตอนที่ 1) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shack-2017-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f.html/feed 0
รีวิว Naked (2017) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-naked-2017.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-naked-2017.html#respond Wed, 20 Sep 2017 03:00:11 +0000 http://www.bktube.net/?p=13829 ไอเดียของหนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงมุกขำๆ เกี่ยวกับความฝันที่คนฝรั่งชอบเล่ากันน่ะครับ ประมาณว่า “ฉันฝันว่าฉันไปโรงเรียน แล้วจู่ๆ เสื้อผ้าก็หายไป” หรือ “ฉันฝันว่าไปงานแต่งงาน แต่ฉันดันโป๊อยู่” เป็นต้น หนังเรื่องนี้ก็ว่าด้วย ร็อบ (Marlon Wayans) ผู้ชายกลางๆ คนหนึ่งที่กำลังจะแต่งงานกับ เมแกน (Regina Hall) หญิงที่รักของเขา แต่ลึกๆ เขาก็รู้น่ะครับว่าพ่อของเมแกน (Dennis Haysbert) ก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาเท่าไรหรอก แล้วในวันแต่งงาน เขาพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในลิฟท์ และกำลังโป๊อยู่ครับ เขาไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าเขาโป๊ และไปพิธีแต่งงานไม่ทันแน่ๆ กระนั้นเขาก็พยายามไปให้ถึงครับ ไปทั้งที่โป๊ๆ แบบนี้แหละ แต่เรื่องบ้าก็ๆ ก็เกิดซ้ำเมื่อพอถึงจุดหนึ่งแล้วเขากลับพบว่าตัวเองกลับมาที่ลิฟท์ในสภาพโป๊อีกหน... ใช่ครับ เขาเจอเหตุการณ์วนลูปเข้า ไม่ว่าเขาจะทำอะไร สุดท้ายเขาก็ต้องมาวนลูปโป๊อยู่ในลิฟต์อยู่ดี ร็อบเลยต้องหาทางออกจากลูปนี้ให้ได้ครับ ไม่งั้นไม่ได้แต่งงานกันพอดี และต้องค้นหาความจริงด้วยว่ามันเพราะอะไรกันแน่ เขาถึงมานอนสลบโป๊ๆ แบบนี้อยู่ในลิฟต์ จริงๆ คอนเซปต์เข้าท่านะครับ มันคือการเอาหนังตลกว่าด้วยความรักมาผสมกับการวนลูปซ้ำๆ ซึ่งเมื่อดูจนจบแล้วเราก็จะเข้าใจครับว่า การวนลูปนั้นมันเป็นเหมือนสัญญะบางอย่างที่สื่อถึงเรื่องราวในใจของร็อบด้วย ร็อบนั้นลึกๆ แล้วเขาก็ยังไม่พร้อมกับการแต่งงานครับ เขาก็คิดเหมือนกันว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้ชายที่ดีอะไร เขาก็กลัวเหมือนกันว่าจะต้องพาเมแกนมาลำบาก ไหนจะต้องพิสูจน์ตัวเองต่อพ่อของเมเกนด้วย มันคือพันธกิจอันใหญ่ยิ่งที่ผมเชื่อว่าผู้ชายหลายคนเคยพบเคยเจอกันมาแล้ว ถือเป็นคอนเซปต์ที่ดีเลยล่ะครับ...

The post รีวิว Naked (2017) appeared first on .

]]>

ไอเดียของหนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงมุกขำๆ เกี่ยวกับความฝันที่คนฝรั่งชอบเล่ากันน่ะครับ ประมาณว่า “ฉันฝันว่าฉันไปโรงเรียน แล้วจู่ๆ เสื้อผ้าก็หายไป” หรือ “ฉันฝันว่าไปงานแต่งงาน แต่ฉันดันโป๊อยู่” เป็นต้น

หนังเรื่องนี้ก็ว่าด้วย ร็อบ (Marlon Wayans) ผู้ชายกลางๆ คนหนึ่งที่กำลังจะแต่งงานกับ เมแกน (Regina Hall) หญิงที่รักของเขา แต่ลึกๆ เขาก็รู้น่ะครับว่าพ่อของเมแกน (Dennis Haysbert) ก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาเท่าไรหรอก

แล้วในวันแต่งงาน เขาพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในลิฟท์ และกำลังโป๊อยู่ครับ เขาไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าเขาโป๊ และไปพิธีแต่งงานไม่ทันแน่ๆ กระนั้นเขาก็พยายามไปให้ถึงครับ ไปทั้งที่โป๊ๆ แบบนี้แหละ

แต่เรื่องบ้าก็ๆ ก็เกิดซ้ำเมื่อพอถึงจุดหนึ่งแล้วเขากลับพบว่าตัวเองกลับมาที่ลิฟท์ในสภาพโป๊อีกหน... ใช่ครับ เขาเจอเหตุการณ์วนลูปเข้า ไม่ว่าเขาจะทำอะไร สุดท้ายเขาก็ต้องมาวนลูปโป๊อยู่ในลิฟต์อยู่ดี


ร็อบเลยต้องหาทางออกจากลูปนี้ให้ได้ครับ ไม่งั้นไม่ได้แต่งงานกันพอดี และต้องค้นหาความจริงด้วยว่ามันเพราะอะไรกันแน่ เขาถึงมานอนสลบโป๊ๆ แบบนี้อยู่ในลิฟต์

จริงๆ คอนเซปต์เข้าท่านะครับ มันคือการเอาหนังตลกว่าด้วยความรักมาผสมกับการวนลูปซ้ำๆ ซึ่งเมื่อดูจนจบแล้วเราก็จะเข้าใจครับว่า การวนลูปนั้นมันเป็นเหมือนสัญญะบางอย่างที่สื่อถึงเรื่องราวในใจของร็อบด้วย

ร็อบนั้นลึกๆ แล้วเขาก็ยังไม่พร้อมกับการแต่งงานครับ เขาก็คิดเหมือนกันว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้ชายที่ดีอะไร เขาก็กลัวเหมือนกันว่าจะต้องพาเมแกนมาลำบาก ไหนจะต้องพิสูจน์ตัวเองต่อพ่อของเมเกนด้วย มันคือพันธกิจอันใหญ่ยิ่งที่ผมเชื่อว่าผู้ชายหลายคนเคยพบเคยเจอกันมาแล้ว

ถือเป็นคอนเซปต์ที่ดีเลยล่ะครับ ซึ่งหนังก็มีการเล่าถึงปมนี้อยู่หน่อยๆ แต่ก็น่าเสียดายที่มันไม่ลึกซึ้งหรือเด็ดอะไรมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะหนังเสียเวลาไปกับการพยายามตลกในตอนต้นน่ะครับ พวกมุกว่าร็อบต้องหาทางไปงานแต่งทั้งที่ยังโป๊ ซึ่งมันก็อาจจะพอยิ้มๆ ในบางมุก แต่พอเล่นตลกนานไปอารมณ์มันก็เลยเนิ่นน่ะครับ


ไปๆ มาๆ หนังเลยออกแนวตำซั่วครับ คือแกนหลักเป็นหนังตลกที่ไม่ได้ฮาแตกอะไรขนาดนั้น แล้วพอกลางๆ ก็เริ่มเข้าประเด็นเรื่องจิตใจของร็อบที่กังวลเกี่ยวกับการแต่งงาน ก่อนจะมีการคลายปมอีกหน่อยว่าตกลงทำไมร็อบถึงตื่นมาโป๊

แต่มันเป็นการยำที่ยังไม่ลงล็อกเสียทั้งหมดครับ ขำก็มีบ้าง ส่วนประเด็นดราม่าจริงๆ ก็มีที่น่าสนใจและถ้ามีการดันอีกหน่อยผมว่าเวิร์กนะ มันจะหลอมรวมกับเรื่องวนลูปได้อย่างพอเหมาะเลยล่ะ แต่เท่าที่เป็นนี่ก็คือหนังออกมากลางๆ ครับ บางอย่างก็ยังไม่เข้ากันแบบเต็มที่นัก

หนังกำกับโดย Michael Tiddes ที่เคยทำ A Haunted House ทั้ง 2 ภาคกับ Fifty Shades of Black (อันทำให้พอจะเข้าใจได้ถึงจังหวะที่ดูกระท่อนกระแท่นในบางวาระ) แต่ถ้าให้ว่ากันตรงๆ แล้ว ผมว่านี่ถือเป็นผลงานที่เข้าท่าสุดของเขา (จนถึงตอนนี้) ครับ

ใจจริงอยากให้มีคนลองทำหนังแนวนี้ออกมาอีกนะครับ คือหนังวนลูปไม่จำเป็นว่าต้องทำออกมาเป็นแนวแอ็กชันหรือไซไฟสืบสวนเท่านั้น กับหนังดราม่าหรือโรแมนติกก็ทำได้ครับ เราสามารถใส่ประเด็นดีๆ ลงไปได้ด้วย… ก็รอดูครับว่าจะมีคนทำออกมาอีกไหม

คะแนนความชอบ 5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

The post รีวิว Naked (2017) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-naked-2017.html/feed 0
รีวิวซีรี่ส์ Grace and Frankie Season 2 (2016) เกรซ แอนด์ แฟรงกี้ ปี 2 http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-grace-frankie-season-2-2016-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%8b-%e0%b9%81%e0%b8%ad.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-grace-frankie-season-2-2016-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%8b-%e0%b9%81%e0%b8%ad.html#respond Tue, 19 Sep 2017 03:00:49 +0000 http://www.bktube.net/?p=13822 ปีต่อมาที่บอกได้เลยว่าสนุกมากขึ้นกว่าปีแรก ซึ่งก็ถือว่าสมเหตุผลครับ เพราะปีแรกถือเป็นปีปูพื้น เป็นการแนะนำตัวละครและแนะนำแผนภูมิความสัมพันธ์เป็นหลัก จึงไม่แปลกหากในแง่เนื้อเรื่องจะยังไม่มีอะไรมาก มาปีนี้ แฟรงกี้ (Lily Tomlin) กับ เกรซ (Jane Fonda) ก็ยังคงอยู่ร่วมกันครับ หลังจากสามีของทั้งสองตกลงใจจะแต่งงานกัน แต่กระนั้นเรื่องวุ่นๆ ก็ยังไม่จบ ไม่ว่าจะเรื่องวุ่นขนานใหญ่ที่เรื่องคาไว้ตั้งแต่ปีก่อน เรื่อยมาจนถึงการก้าวต่อไปของ 2 สาว ที่ยังไม่วายมีปัญหาจุกจิกตามมาให้ปวดหัวกันต่อ ปีนี้ผมชอบตรงที่แฟรงกี้กับเกรซเริ่มสนิทกันครับ แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้สนิทมากขาดนั้นน่ะครับ คือสนิทมากขึ้น รู้ใจมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับสนิทสุดๆ ซึ่งไปๆ มาๆ ผมกลับชอบนะที่ทีมเขียนบทกำหนดให้เป็นแบบนี้ ก็เพราะมันดูสมจริงในระดับหนึ่งน่ะครับ มันไม่เหมือนซิทคอมที่จู่ๆ คนสองคนมาอยู่ด้วยกันแต่กลับสนิทกันได้อย่างรวดเร็วทั้งที่ไม่ค่อยสนิทกันมาก่อน ซึ่งในแง่การทำซีรี่ส์ซิทคอมแล้วก็ต้องทำให้ตัวละครดูสนิทกันเร็วๆ เพื่อจะได้เข้าเรื่องและยิงมุกกันได้แบบเต็มๆ อันนี้พอเข้าใจ แต่กับซีรี่ส์นี้ ทีมงานเลือกที่จะเล่าเรื่องของ 2 สาวใหญ่คู่นี้แบบค่อยเป็นค่อยไป แบบอิงความจริงอยู่บ้าง ซึ่งก็ถือเป็นรสที่สดอยู่ครับ และในแง่ความขำก็ถือว่ามาได้เรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้ขำเพราะมุกนะ (ไม่มีเสียงหัวเราะในห้องส่งด้วย) แต่ขำเพราะคาแรคเตอร์ตัวละครมากกว่า ข้อดีอย่างมากเลยก็คือ การเดินเรื่องแบบนี้มันสอดรับการสไตล์ของเรื่อง มันเหมาะกับตัวละคร และมันทำให้เราค่อยๆ สนิทกับแฟรงกี้และเกรซ พลางรู้สึกด้วยว่าพวกเธอมีความเป็นคนจริงๆ (มากกว่าจะเป็นแค่ตัวละครในซิทคอม) โดยทีมงานสร้างสรรค์ก็คือ Marta...

The post รีวิวซีรี่ส์ Grace and Frankie Season 2 (2016) เกรซ แอนด์ แฟรงกี้ ปี 2 appeared first on .

]]>

ปีต่อมาที่บอกได้เลยว่าสนุกมากขึ้นกว่าปีแรก ซึ่งก็ถือว่าสมเหตุผลครับ เพราะปีแรกถือเป็นปีปูพื้น เป็นการแนะนำตัวละครและแนะนำแผนภูมิความสัมพันธ์เป็นหลัก จึงไม่แปลกหากในแง่เนื้อเรื่องจะยังไม่มีอะไรมาก

มาปีนี้ แฟรงกี้ (Lily Tomlin) กับ เกรซ (Jane Fonda) ก็ยังคงอยู่ร่วมกันครับ หลังจากสามีของทั้งสองตกลงใจจะแต่งงานกัน แต่กระนั้นเรื่องวุ่นๆ ก็ยังไม่จบ ไม่ว่าจะเรื่องวุ่นขนานใหญ่ที่เรื่องคาไว้ตั้งแต่ปีก่อน เรื่อยมาจนถึงการก้าวต่อไปของ 2 สาว ที่ยังไม่วายมีปัญหาจุกจิกตามมาให้ปวดหัวกันต่อ

ปีนี้ผมชอบตรงที่แฟรงกี้กับเกรซเริ่มสนิทกันครับ แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้สนิทมากขาดนั้นน่ะครับ คือสนิทมากขึ้น รู้ใจมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับสนิทสุดๆ ซึ่งไปๆ มาๆ ผมกลับชอบนะที่ทีมเขียนบทกำหนดให้เป็นแบบนี้

ก็เพราะมันดูสมจริงในระดับหนึ่งน่ะครับ มันไม่เหมือนซิทคอมที่จู่ๆ คนสองคนมาอยู่ด้วยกันแต่กลับสนิทกันได้อย่างรวดเร็วทั้งที่ไม่ค่อยสนิทกันมาก่อน ซึ่งในแง่การทำซีรี่ส์ซิทคอมแล้วก็ต้องทำให้ตัวละครดูสนิทกันเร็วๆ เพื่อจะได้เข้าเรื่องและยิงมุกกันได้แบบเต็มๆ อันนี้พอเข้าใจ


แต่กับซีรี่ส์นี้ ทีมงานเลือกที่จะเล่าเรื่องของ 2 สาวใหญ่คู่นี้แบบค่อยเป็นค่อยไป แบบอิงความจริงอยู่บ้าง ซึ่งก็ถือเป็นรสที่สดอยู่ครับ และในแง่ความขำก็ถือว่ามาได้เรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้ขำเพราะมุกนะ (ไม่มีเสียงหัวเราะในห้องส่งด้วย) แต่ขำเพราะคาแรคเตอร์ตัวละครมากกว่า

ข้อดีอย่างมากเลยก็คือ การเดินเรื่องแบบนี้มันสอดรับการสไตล์ของเรื่อง มันเหมาะกับตัวละคร และมันทำให้เราค่อยๆ สนิทกับแฟรงกี้และเกรซ พลางรู้สึกด้วยว่าพวกเธอมีความเป็นคนจริงๆ (มากกว่าจะเป็นแค่ตัวละครในซิทคอม)

โดยทีมงานสร้างสรรค์ก็คือ Marta Kauffman ผู้สร้างสรรค์ซีรี่ส์ที่ผมรักอย่าง Friends โดยเธอจับมือกับ Howard J. Morris แห่ง Home Improvement ซึ่งผมมองว่าซีรี่ส์ชุดนี้คืออีกพัฒนาการของพวกเขานะ คือมันไปไกลกว่าแค่ซิทคอม แต่มันคือซีรี่ส์เบาสมองที่สะท้อนชีวิตคนได้อย่างน่าสนใจ

การแสดงของ 2 ดารานำถือเป็นโคตรของโคตรไฮไลท์ เพราะเล่นได้ดีเหลือเกิน ในขณะที่ Sam Waterston และ Martin Sheen ก็ยังคงเป็นคู่รักที่ทำให้เราเชื่อว่าพวกเขารักกันจริงๆ เป็นหนึ่งในคู่เกย์ที่น่ารักที่สุดในโลกภาพยนตร์เลยล่ะครับ

June Diane Raphael เจ้าของบทบริอันน่าในปีนี้ผมว่าเธอดูมีเสน่ห์มากขึ้น คือดูเซ็กซี่เลยล่ะครับ (ซึ่งลึกๆ ผมว่ามันมีนัยสำคัญอยู่นะ) ในขณะที่ Brooklyn Decker ก็พลิกมาเล่นเป็นบทคุณแม่ (ปกติเธอจะเซ็กซี่ แต่เรื่องนี้ดูเป็นแม่บ้านดีๆ นี่เอง) ส่วน Ethan Embry และ Baron Vaughn ก็สมทบได้ดีตามที่บทอำนวยครับ

ตอนจบของซีซั่นนี้เป็นอะไรที่เจ๋งดี คือมันอาจดูสุดโต่งไปบ้าง แต่ผมว่ามันเหมาะน่ะ มันเหมือนว่าแฟรงกี้กับเกรซได้ก้าวต่อไปซะที และพวกเธอรู้จักที่จะหันมารักตนเองให้เต็มที่ หลังจากต้องมัวแต่พึ่งพาความสุขจากคนอื่นมาโดยตลอด

ผมว่าสาวๆ ที่อกหักหรือไม่สมหวังในรักลองดู 2 สาวใหญ่ในเรื่องนี้เป็นตัวอย่างก็ได้ครับ พวกเธอมีวิธีจัดการชีวิตที่น่าสนใจดี คือมันอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนหนังสือ How to แต่พวกเธอทำให้เราตระหนักครับว่า ยามเราช้ำใจ เราต้องเห็นค่าตนเองให้ได้ เราต้องรักตนเองให้ได้

อย่าปล่อยให้การถูกทอดทิ้งกลายเป็นข้ออ้างให้เราทำร้ายตนเอง โอเค เราจะเศร้าหรือฟูมฟายก็ได้ครับ มันเรื่องปกติ ให้น้ำตาทำหน้าที่ Detox พิษในใจไปตามธรรมชาติ จะร้องแค่ไหนก็ร้องไป แต่เราต้องไม่ลืมว่า ตราบใดที่ยังมีพรุ่งนี้ เราก็มีโอกาสตั้งต้นใหม่เสม

ตอนจบของปีนี้ให้อารมณ์ประมาณ Dawn of Grace and Frankie ครับ ก็ทำให้อยากรู้อย่างยิ่งว่าปีต่อไปจะเป็นไง

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

 

The post รีวิวซีรี่ส์ Grace and Frankie Season 2 (2016) เกรซ แอนด์ แฟรงกี้ ปี 2 appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-grace-frankie-season-2-2016-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%8b-%e0%b9%81%e0%b8%ad.html/feed 0
รีวิวซีรี่ส์ The Crown Season 1 (2016) เดอะ คราวน์ ปี 1 http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-crown-season-1-2016-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-crown-season-1-2016-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html#respond Mon, 18 Sep 2017 03:00:02 +0000 http://www.bktube.net/?p=13815 ถือเป็นซีรี่ส์แนวดราม่าที่เข้มข้นพอดูครับสำหรับ The Crown ที่จับเอาเหตุการณ์ตอนขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรมาผูกเป็นเรื่องราว โดยอิงจากเหตุการณ์จริงบางส่วน แล้วก็มีการแต่งเติมบ้างในบางส่วนเพื่อเพิ่มอรรถรส ก็ต้องบอกก่อนว่าที่ว่าเข้มข้นนี่ไม่ได้เกี่ยวกับการหักเหลี่ยมหรือชิงไหวชิงพริบ แต่จะคล้ายๆ Downton Abbey ที่เข้มในเชิงดราม่าที่เดินเรื่องขับเคลื่อนด้วยปมของตัวละครเป็นหลัก ดังนั้นหนังจึงน่าสนใจสำหรับบางท่าน และอาจจะไม่น่าสนใจเลยสำหรับคอซีรี่ส์ที่ชอบอะไรที่มันหวือหวา มีปมลุ้นๆ ให้ติดตาม หรือชอบดูอะไรที่เต็มไปด้วยการขับเคี่ยวหักเหลี่ยม (ชอบแบบนั้น แนะนำ Game of Thrones เลยครับ) หนังเล่าเรื่องตั้งแต่ปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 (Jared Harris) ยาวมาจนถึงช่วงต้นของรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (Claire Foy) ที่ทรงต้องรับมือกับราชกิจต่างๆ และเรื่องภายในราชวงศ์ที่มีปัญหาไม่แพ้กัน จุดเด่นของซีรี่ส์นี้สำหรับผมคือการแสดงครับ คนแรกที่ผมชอบมากๆ และจัดเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมดูซีรี่ส์นี้ก็คือ Harris ที่แสดงเป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 ได้อย่างสุดยอด ทั้งท่าทาง การพูดจา การแสดงออก อีกทั้งซีนอารมณ์ ถือว่ามีพลังอย่างมาก ฉากที่ทำให้ผมชอบมากๆ ก็คือตอนมีชาวบ้านมาร้องเพลงเพื่อต้อนรับการเสด็จของพระองค์ เป็นฉากง่ายๆ แต่เล่นเอาผมน้ำตาซึมไปเลยครับ Harris แสดงได้อย่างดีมากๆ จนทำให้ผมมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องราวไปจนจบทีเดียว ต่อมาก็คือ Foy ในบทควีนเอลิซาเบธ...

The post รีวิวซีรี่ส์ The Crown Season 1 (2016) เดอะ คราวน์ ปี 1 appeared first on .

]]>

ถือเป็นซีรี่ส์แนวดราม่าที่เข้มข้นพอดูครับสำหรับ The Crown ที่จับเอาเหตุการณ์ตอนขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรมาผูกเป็นเรื่องราว โดยอิงจากเหตุการณ์จริงบางส่วน แล้วก็มีการแต่งเติมบ้างในบางส่วนเพื่อเพิ่มอรรถรส

ก็ต้องบอกก่อนว่าที่ว่าเข้มข้นนี่ไม่ได้เกี่ยวกับการหักเหลี่ยมหรือชิงไหวชิงพริบ แต่จะคล้ายๆ Downton Abbey ที่เข้มในเชิงดราม่าที่เดินเรื่องขับเคลื่อนด้วยปมของตัวละครเป็นหลัก

ดังนั้นหนังจึงน่าสนใจสำหรับบางท่าน และอาจจะไม่น่าสนใจเลยสำหรับคอซีรี่ส์ที่ชอบอะไรที่มันหวือหวา มีปมลุ้นๆ ให้ติดตาม หรือชอบดูอะไรที่เต็มไปด้วยการขับเคี่ยวหักเหลี่ยม (ชอบแบบนั้น แนะนำ Game of Thrones เลยครับ)

หนังเล่าเรื่องตั้งแต่ปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 (Jared Harris) ยาวมาจนถึงช่วงต้นของรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (Claire Foy) ที่ทรงต้องรับมือกับราชกิจต่างๆ และเรื่องภายในราชวงศ์ที่มีปัญหาไม่แพ้กัน


จุดเด่นของซีรี่ส์นี้สำหรับผมคือการแสดงครับ คนแรกที่ผมชอบมากๆ และจัดเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมดูซีรี่ส์นี้ก็คือ Harris ที่แสดงเป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 ได้อย่างสุดยอด ทั้งท่าทาง การพูดจา การแสดงออก อีกทั้งซีนอารมณ์ ถือว่ามีพลังอย่างมาก

ฉากที่ทำให้ผมชอบมากๆ ก็คือตอนมีชาวบ้านมาร้องเพลงเพื่อต้อนรับการเสด็จของพระองค์ เป็นฉากง่ายๆ แต่เล่นเอาผมน้ำตาซึมไปเลยครับ Harris แสดงได้อย่างดีมากๆ จนทำให้ผมมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องราวไปจนจบทีเดียว

ต่อมาก็คือ Foy ในบทควีนเอลิซาเบธ ที่ดูแล้วเชื่อน่ะครับว่าสตรีผู้นี้คือคนที่ต้องรับภาระอันหนักอึ้ง ต้องรับผิดชอบภารกิจระดับประเทศ และยังต้องพยายามวางตัวให้ดีที่สุด อีกทั้งจัดการงานให้ดีที่สุด แต่ครั้นจะแสดงอารมณ์มากก็ไม่ได้… มันป็นภาระหน้าที่ที่กดดันยิ่ง

ทั้งงานหลวงงานราษฎร์ ดูแล้วเห็นใจเลยครับ เพราะกับงานหลวงพระนางก็ทรงต้องรับมือกับนักการเมืองที่ทั้งแก่ทั้งเก๋า (ส่วนใหญ่แก่แต่ไม่ยอมรับว่าแก่) แต่จะก้าวก่ายอะไรมากก็ไม่ได้บางครั้งก็เหมือนต้องยอมทน แม้จะเห็นบางสิ่งไม่ถูกไม่ควรอยู่ตรงหน้าก็เถอะ

เรื่องชีวิตส่วนตัวก็น่าหนักใจไม่น้อยหน้ากัน ไม่ว่าจะเรื่องของพระสวามี (Matt Smith เล่นได้ลื่นและดูทีเล่นที่จริง เป็นการยั่วล้อบทบาทนี้จนอดไม่ได้ที่จะมองว่า “พี่แกช่างกล้าจริงๆ นะเนี่ย”) หรือเรื่องของพระขนิษฐา (Vanessa Kirby) ไหนจะเรื่องของเสด็จลุงอีก...

บางบริบทดูแล้วก็แอบคิดในใจน่ะครับว่าแต่ละคนจะอะไรกันนักกันหนา แต่ก็ทำให้เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้นน่ะครับ แล้วมันก็น่าติดตามดี อยากรู้ว่าเรื่องราวของแต่ละคนจะเป็นเช่นไรต่อไป และอยากรู้ว่าควีนจะทรงรับมือกับแต่ละปัญหายังไง

อีกคนที่เล่นดีก็คือ John Lithgow ในบทวินสตัน เชอร์ชิลในช่วงวัยโรย รายนี้ก็สวมวิญญาณคนแก่หัวดื้อสุดรั้นได้แบบได้ใจมากๆ แต่พอถึงคราวจะอ่อนจะน้อมก็สามารถสื่อออกมาทางแววตาได้ว่าเขาคิดอะไร เป็นอีกบทที่น่าจดจำครับ

โดยรวมแล้วซีรี่ส์นี้มีดีในแง่การแสดง ส่วนเนื้อเรื่องก็เข้มในเชิงดราม่าและแสดงให้เห็นถึงมิติอันหลากหลายของคนเรา แต่ไม่ใช่ซีรี่ส์ที่เดินเรื่องเร็ว อีกทั้งไม่ใช่ซีรี่ส์ที่มาพร้อมความตื่นเต้นเร้าใจ ดังนั้นหากใครไม่สันทัดก็ข้ามไปได้ครับ ทว่าหากใครรู้สึกว่าแนวล่ะก็ จัดไปได้เลยครับ

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

 

The post รีวิวซีรี่ส์ The Crown Season 1 (2016) เดอะ คราวน์ ปี 1 appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%8c-crown-season-1-2016-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html/feed 0
รีวิว Blue Jay (2016) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-blue-jay-2016.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-blue-jay-2016.html#respond Sun, 17 Sep 2017 03:00:53 +0000 http://www.bktube.net/?p=13451 ดูไปดูมาหนังเรื่องนี้ทำเอาผมน้ำตาไหลครับ ไม่นึกเหมือนกันว่ามันจะทำให้เราน้ำตาหยดได้ คือไม่ถึงกับไหลพรากๆ น่ะนะครับ แต่มันเหมือนเราอินอยู่ลึกๆ แล้วพอถึงนาทีตอนท้ายๆ ที่ตัวละครเริ่มน้ำตาไหล เราก็ไหลไปกับพวกเขาด้วย มันไม่ได้ไหลอันเนื่องจากความเศร้าหรือสุขล้น แต่มันไหลเพราะเราได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา เรื่องราวที่มันเป็น “ชีวิต” แบบที่ผสมเคล้ากันทั้งสุขและเศร้า สมหวังและผิดหวัง จนอดไม่ได้ที่จะอินไปกับเรื่องราวน่ะครับ โอเค เล่าก่อนว่าตอนแรกผมเลือกดูหนังเรื่องนี้เพราะพล็อตมันดูจะคล้ายๆ กับ Before Sunrise หรือ Before We Go อันเป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่มาพบกัน สานสัมพันธ์กันผ่านบทสนทนาและการอยู่ร่วมกันในวันหนึ่ง แต่จุดที่ต่างคือตัวเอกในเรื่องเคยเป็นแฟนกันมาก่อนครับ ฝ่ายชายคือ จิม (Mark Duplass) ส่วนฝ่ายหญิงคือ อแมนด้า (Sarah Paulson) พวกเขาเคยรักกัน เป็นแฟนกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปหลายสิบปี แล้วก็มาเจอกันโดยบังเอิญในเมืองบ้านเกิด แล้วความทรงจำกับความรู้สึกหลายๆ อย่างระหว่างกันก็เริ่มทำงานอีกครั้ง ในเบื้องต้นหนังทำออกมาดีครับ จริงๆ มันมีจุดที่ผมขัดใจระหว่างดูนะ รู้สึกเหมือนมันยังไม่ใช่หรือยังขาดอะไรไป แต่พอดูจบแล้วสิ่งที่ขัดมันก็หายไปหมด จากที่ก้ำกึ่งว่าจะชอบ-ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ก็กลายเป็น “ชอบ” แบบเต็มปากเต็มคำครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาร่ายละเอียดอีกที ดังนั้นมันก็จะมีสปอยล์ครับ ถ้าไม่อยากทราบก็หยุดอ่านได้แถวๆ นี้เลย เอาเป็นว่าผมแนะนำหนังเรื่องนี้ครับ ใครชอบหนังแนวนี้ผมอยากให้ลองดู (แนวประเภทเดียวกับหนังตระกูล Before...

The post รีวิว Blue Jay (2016) appeared first on .

]]>

ดูไปดูมาหนังเรื่องนี้ทำเอาผมน้ำตาไหลครับ ไม่นึกเหมือนกันว่ามันจะทำให้เราน้ำตาหยดได้ คือไม่ถึงกับไหลพรากๆ น่ะนะครับ แต่มันเหมือนเราอินอยู่ลึกๆ แล้วพอถึงนาทีตอนท้ายๆ ที่ตัวละครเริ่มน้ำตาไหล เราก็ไหลไปกับพวกเขาด้วย

มันไม่ได้ไหลอันเนื่องจากความเศร้าหรือสุขล้น แต่มันไหลเพราะเราได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา เรื่องราวที่มันเป็น “ชีวิต” แบบที่ผสมเคล้ากันทั้งสุขและเศร้า สมหวังและผิดหวัง จนอดไม่ได้ที่จะอินไปกับเรื่องราวน่ะครับ

โอเค เล่าก่อนว่าตอนแรกผมเลือกดูหนังเรื่องนี้เพราะพล็อตมันดูจะคล้ายๆ กับ Before Sunrise หรือ Before We Go อันเป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่มาพบกัน สานสัมพันธ์กันผ่านบทสนทนาและการอยู่ร่วมกันในวันหนึ่ง

แต่จุดที่ต่างคือตัวเอกในเรื่องเคยเป็นแฟนกันมาก่อนครับ ฝ่ายชายคือ จิม (Mark Duplass) ส่วนฝ่ายหญิงคือ อแมนด้า (Sarah Paulson) พวกเขาเคยรักกัน เป็นแฟนกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปหลายสิบปี แล้วก็มาเจอกันโดยบังเอิญในเมืองบ้านเกิด แล้วความทรงจำกับความรู้สึกหลายๆ อย่างระหว่างกันก็เริ่มทำงานอีกครั้ง

ในเบื้องต้นหนังทำออกมาดีครับ จริงๆ มันมีจุดที่ผมขัดใจระหว่างดูนะ รู้สึกเหมือนมันยังไม่ใช่หรือยังขาดอะไรไป แต่พอดูจบแล้วสิ่งที่ขัดมันก็หายไปหมด จากที่ก้ำกึ่งว่าจะชอบ-ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ก็กลายเป็น “ชอบ” แบบเต็มปากเต็มคำครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาร่ายละเอียดอีกที

ดังนั้นมันก็จะมีสปอยล์ครับ ถ้าไม่อยากทราบก็หยุดอ่านได้แถวๆ นี้เลย เอาเป็นว่าผมแนะนำหนังเรื่องนี้ครับ ใครชอบหนังแนวนี้ผมอยากให้ลองดู (แนวประเภทเดียวกับหนังตระกูล Before ทั้งหลาย) แต่บอกก่อนว่ามันจะไม่ได้เป็นหนังที่ชวนสดชื่น ชวนฝัน หรือโรแมนติกอะไรเทือกนั้น แต่มันจะออกแนวดราม่าเสียมากกว่าครับ

+++++++++++++++++++
เอาล่ะ สปอยล์มาล่ะนะครับ ก็ต้องขอสปอยล์หน่อย เพราะไม่สปอยล์แล้วมันไม่ครบองค์ครับ
+++++++++++++++++++


ตอนแรกผมขัดใจนิดๆ ที่หนังทำเป็นขาวดำ เพราะแม้ผมจะชอบหนังขาวดำก็เถอะ แต่ในใจก็รู้สึกว่าถ้าถ่ายทอดเป็นสีมันคงดูสวยกว่านี้ และดูดึงดูดกว่านี้ แต่พอดูจนจบก็พบว่าขาวดำมันเหมาะแล้วล่ะครับ เพราะความสัมพันธ์ของจิมและอแมนด้านั้น รวมถึงเรื่องที่ทำให้พวกเขาแยกทางกันนั้น มันไม่ใช่อะไรที่มีสีสันเลยแม้แต่น้อย… ขาวดำเหมือนเป็นการไว้ทุกข์หรือไว้อาลัยให้อะไรบางอย่างนั่นเอง

นอกจากเรื่องสีขาวดำแล้ว อีกอย่างที่ขัดใจผมในตอนแรกคือความสัมพันธ์ของพวกเขา คือยอมรับครับว่าลึกๆ แอบคาดหวังบทสนทนาที่น่าสนใจ บทสนทนาแบบหนังตระกูล Before ทั้งหลายที่ชอบหยิบยกประเด็นต่างๆ มาคุยกัน หรือไม่บทสนทนาก็จะสะท้อนความคิดและตัวตนของตัวละคร มันจะดูมีชีวิตชีวาในระดับหนึ่ง

แต่กับหนังเรื่องนี้ บทสนทนามันดูมีชีวิตแต่ขาดชีวา มันดูแฝงความหดหู่ เจ็บปวด และอัดอั้น เลยทำให้ระหว่างดูมันก็ไม่ถึงกับสนุกสักเท่าไร แต่กระนั้นก็ไม่น่าเบื่อน่ะนะครับ แค่ว่ามันไม่สนุกหรือเพลินดังใจคิดเท่านั้น แต่มันก็ยังมีพลังชวนให้เราติดตามอยู่

ทว่าพอถึงตอนท้าย พอหนังเฉลยว่าจริงๆ แล้วพวกเขาเคยมีลูกด้วยกันในตอนที่ยังไม่พร้อม และอแมนด้าตัดสินใจทำแท้งเพราะรู้สึกว่าจิมในตอนนั้นยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่พอ เท่านั้นล่ะครับความอึดอัดที่หนังสร้างมาก็กลายเป็นความสมเหตุสมผลในทันที มันทำให้เข้าใจหมดเลยครับว่าทำไมพวกเขาถึงดูตึงต่อกันอยู่ลึกๆ แต่สีหน้ากลับพยายามยิ้มแบบฝืนๆ มันกระจ่างหมด และทำให้ “ความอึดอัด” ที่มี ผันกลายเป็น “ความเข้าใจ” ในทันที

จุดนี้ขอชม 2 ดาราที่แสดงกันได้เหมาะมากๆ ครับ Paulson แสดงได้ดีเหมือนเคย ส่วน Duplass ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน (แต่รัศมีของ Paulson จะเปล่งประกายกว่าหน่อยๆ) พวกเขาคุมความตึงระหว่างกันได้ในระดับที่พอเหมาะ คือเราจะสัมผัสได้ แต่จะไม่ถึงกับเห็นชัดเว่อร์อะไร ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องเอ่ยชม Duplass ที่รับหน้าที่เขียนบท กับการกำกับที่พอเหมาะของ Alex Lehmann ด้วย


แล้วผมก็มาน้ำตาแตกตอนท้ายน่ะครับ ที่หนังเผยว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อแมนด้าทำแท้งและเลิกรากับจิมก็เพราะตอนนั้นจิมส่งจดหมายที่เนื้อหาทำให้เธอรู้สึกว่าเขาไม่พร้อมจะเป็นพ่อคนให้ ทว่าอแมนด้าเพิ่งมาค้นพบความจริงว่าจดหมายฉบับนั้นคือจดหมายที่จิมเขียนขึ้นเป็นฉบับที่ 2 ในขณะที่ฉบับแรกที่จิมเขียนไว้แต่ไม่เคยส่งน่ะ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกและ “ความพยายาม” ที่จะรับผิดชอบเธอและลูก… แต่เขากลับไม่กล้าส่งมัน ได้แต่ส่งฉบับที่ 2 ที่ดูเบาๆ บ้าๆ ไปแทน

น้ำตาไหลครับ… มันเหมือนเล่นกับคำว่า What If น่ะ ถ้าตอนนั้นจิมตัดสินใจส่งจดหมายฉบับแรกไป มันจะเป็นยังไง… มันสะท้อนถึงเรื่องโอกาสที่หลุดลอยได้อย่างถึงอารมณ์ทีเดียวครับ

สรุปว่าผมชอบเลยครับเรื่องนี้ มาชอบเมื่อดูจบและได้รับรู้เรื่องราวแบบครบองค์นี่แหละ และนอกจากดาราดีๆ กับเนื้อเรื่องดีๆ แล้ว ภาพจริงๆ ก็สวยครับ พวกภาพธรรมชาติที่ถูกนำเสนอในแบบขาวดำ มันก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ (แต่ก็ยังแอบคิดอยู่ว่าถ้าทำเป็นสี มันก็คงสวยมากๆ… แต่กับเรื่องราวในหนัง ทำเป็นขาวดำแหละเหมาะสมแล้วครับ)

เอาเป็นว่าหนังชวนให้นึกถึง Before Sunset กับ Before Midnight ครับ ใครชอบสไตล์นี้ก็อยากให้ลองชมกันครับ

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Blue Jay (2016) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-blue-jay-2016.html/feed 0
รีวิว Call Of Heroes (2016) มังกรหนุ่มผยองเดช http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-call-heroes-2016-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-call-heroes-2016-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87.html#respond Sat, 16 Sep 2017 03:00:02 +0000 http://www.bktube.net/?p=13547 ผมเชื่อเสมอครับว่าหนังที่มันมีดีและโดนใจเรานั้น มันจะมีพลังมาเตะตาเตะใจเราเสมอ แม้บางทีเราจะแค่เปิดมันเป็นเพื่อนระหว่างทำงานแบบไม่ตั้งใจดูก็ตามทีเถอะ แต่ถ้ามันดีจริงโดนจริง มันจะส่งคลื่นพลังบางอย่างมาดึงดูดเราให้หันไปดู (และสุดท้ายการงานก็ไม่เป็นอันทำ 555) แน่นอนว่าผมเกริ่นมาขนาดนี้ ก็แสดงว่าหนังเรื่องที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี่ คือหนังที่เข้าข่ายดังที่ผมบอกครับ อันนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าผมหยิบมาเปิดแบบสุ่ม แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลยนอกจากเหล่าดาราหน้าคุ้นที่ขึ้นชื่อขึ้นหน้าในโปสเตอร์ หนังเป็นแนวย้อนยุคครับ เหตุเกิดประมาณปี ค.ศ.1914 ยุคสมัยที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เหล่าทหารจอมทัพทั้งหลายกำลังแก่งแย่งชิงแผ่นดินกัน ชาวบ้านต่างเดือดร้อนด้วยไฟสงคราม และหนังก็มาโฟกัสที่หมู่บ้านผู่เฉิง เมืองเล็กๆ ที่มีผู้พิทักษ์อย่างท่านหยางเข่อหนาน (หลิวชิงหวิน) คอยดูแลความสงบอยู่ แต่แล้วก็มีรองแม่ทัพเฉา (กู่เทียนเล่อ) จอมบ้าอำนาจมาสร้างความเดือดร้อนในหมู่บ้าน ทั้งเข่นฆ่าเด็กและผู้ใหญ่อย่างเลือดเย็นจนท่านหยางตัดสินใจจะลงโทษสถานหนัก ทว่ากองทัพของแม่ทัพเฉาบุกเข้าเมืองมาพร้อมขู่ให้ชาวบ้านปล่อยรองแม่ทัพเฉาซะ ไม่งั้นหมู่บ้านโดนถล่มแน่นอน เป็นหนังที่สนุกกว่าที่คิดครับ โอเคตอนต้นๆ มันอาจจะเรื่อยๆ ไปบ้าง และฉากบู๊ออกหมัดมวยก็อาจจะดู “สลิง” บ้างในบางจังหวะแต่ก็พอกล้อมแกล้ม ทว่าพอหนังเข้าประเด็นหลัก พอรองแม่ทัพจอมโฉดก่อการโหด เท่านั้นล่ะครับความน่าติดตามไหลมาเรื่อยๆ ทันที หนังชวนให้นึกถึง Seven Samurai หรือ The Magnificient Seven น่ะครับ พล็อตว่าด้วยชาวบ้านที่ต้องเจอกับพวกโจรหรือพวกผู้ร้าย แล้ว ก็ต้องให้ยอดฝีมือมาช่วยปกป้อง เพียงแต่จำนวนยอดฝีมือในเรื่องไม่ได้เยอะขนาดนั้น แล้วพวกชาวบ้านก็ไม่ได้ไปจ้างผู้พิทักษ์ที่ไหนมาด้วย (เพราะผู้พัทักษ์ทำงานปกป้องหมู่บ้านนี้อยู่แล้ว) ตอนต้นก็อย่างที่บอกครับ อาจดูเรื่อยๆ บ้าง แต่พอรองแม่ทัพทำชั่วปุ๊บ...

The post รีวิว Call Of Heroes (2016) มังกรหนุ่มผยองเดช appeared first on .

]]>

ผมเชื่อเสมอครับว่าหนังที่มันมีดีและโดนใจเรานั้น มันจะมีพลังมาเตะตาเตะใจเราเสมอ แม้บางทีเราจะแค่เปิดมันเป็นเพื่อนระหว่างทำงานแบบไม่ตั้งใจดูก็ตามทีเถอะ แต่ถ้ามันดีจริงโดนจริง มันจะส่งคลื่นพลังบางอย่างมาดึงดูดเราให้หันไปดู (และสุดท้ายการงานก็ไม่เป็นอันทำ 555)

แน่นอนว่าผมเกริ่นมาขนาดนี้ ก็แสดงว่าหนังเรื่องที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี่ คือหนังที่เข้าข่ายดังที่ผมบอกครับ อันนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าผมหยิบมาเปิดแบบสุ่ม แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลยนอกจากเหล่าดาราหน้าคุ้นที่ขึ้นชื่อขึ้นหน้าในโปสเตอร์

หนังเป็นแนวย้อนยุคครับ เหตุเกิดประมาณปี ค.ศ.1914 ยุคสมัยที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เหล่าทหารจอมทัพทั้งหลายกำลังแก่งแย่งชิงแผ่นดินกัน ชาวบ้านต่างเดือดร้อนด้วยไฟสงคราม และหนังก็มาโฟกัสที่หมู่บ้านผู่เฉิง เมืองเล็กๆ ที่มีผู้พิทักษ์อย่างท่านหยางเข่อหนาน (หลิวชิงหวิน) คอยดูแลความสงบอยู่

แต่แล้วก็มีรองแม่ทัพเฉา (กู่เทียนเล่อ) จอมบ้าอำนาจมาสร้างความเดือดร้อนในหมู่บ้าน ทั้งเข่นฆ่าเด็กและผู้ใหญ่อย่างเลือดเย็นจนท่านหยางตัดสินใจจะลงโทษสถานหนัก ทว่ากองทัพของแม่ทัพเฉาบุกเข้าเมืองมาพร้อมขู่ให้ชาวบ้านปล่อยรองแม่ทัพเฉาซะ ไม่งั้นหมู่บ้านโดนถล่มแน่นอน


เป็นหนังที่สนุกกว่าที่คิดครับ โอเคตอนต้นๆ มันอาจจะเรื่อยๆ ไปบ้าง และฉากบู๊ออกหมัดมวยก็อาจจะดู “สลิง” บ้างในบางจังหวะแต่ก็พอกล้อมแกล้ม ทว่าพอหนังเข้าประเด็นหลัก พอรองแม่ทัพจอมโฉดก่อการโหด เท่านั้นล่ะครับความน่าติดตามไหลมาเรื่อยๆ ทันที

หนังชวนให้นึกถึง Seven Samurai หรือ The Magnificient Seven น่ะครับ พล็อตว่าด้วยชาวบ้านที่ต้องเจอกับพวกโจรหรือพวกผู้ร้าย แล้ว ก็ต้องให้ยอดฝีมือมาช่วยปกป้อง เพียงแต่จำนวนยอดฝีมือในเรื่องไม่ได้เยอะขนาดนั้น แล้วพวกชาวบ้านก็ไม่ได้ไปจ้างผู้พิทักษ์ที่ไหนมาด้วย (เพราะผู้พัทักษ์ทำงานปกป้องหมู่บ้านนี้อยู่แล้ว)

ตอนต้นก็อย่างที่บอกครับ อาจดูเรื่อยๆ บ้าง แต่พอรองแม่ทัพทำชั่วปุ๊บ อารมณ์มันมาเลย จุดนี้ยอมรับว่ากู่เทียนเล่อเล่นได้ชั่วมากครับ ชั่วจนถึงขั้น Here เลยก็ว่าได้ ร้ายถึงขนาดที่ผมอยากโดดเข้าจอทีวีแล้วไปกระทืบพี่แกซะให้รู้แล้วรู้รอด คนอะไรจะเลวได้ขนาดนั้น

หลิวชิงหวินก็ดูเปี่ยมบารมีเช่นเคยครับ แค่สีหน้าพี่ท่านก็กินขาดแล้ว ดูเด็ดขาดสมเป็นผู้นำ ส่วนเอ็ดดี้ เผิงจริงๆ บทเหมือนจะเป็นพระเอกนะ ประมาณว่าเป็นยอดฝีมือจากต่างเมืองแวะมาพอดี เลยมาช่วยๆ รับมือกับผู้ร้าย แต่เอาเข้าจริงก็เจอบารมีของเฮียหลิวปกคลุมหมดครับ


ในขณะที่อู๋จิงมารับบทเป็นมือขวาของท่านรองแม่ทัพน่ะครับ ฉากเปิดตัวเขาทำได้ดีทีเดียว โชว์คิวบู๊ได้มันส์อยู่ และบทของเขายังถือว่ามาพร้อมมิติที่ลึกพอสมควร ประมาณว่าเขาเป็นยอดฝีมือที่จริงๆ แล้วก็รู้ผิดชอบชั่วดีครับ แต่ในยุคเข็ญแบบนี้เขาเลยเลือกทำงานเพื่ออยู่รอด และพอทำงานให้ใครแล้ว เขาก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เลยทำให้แม้เจ้านายของเขาจะเลวแสนเลวแค่ไหน เขาก็ยังยืนหยัดปกป้องแบบสุดกำลัง

บทนี้ก็ทำให้สะท้อนใจเหมือนกันครับ บางคนเป็นคนที่มีหลักการ แต่กลับไปยึดหลักการเพื่อช่วยเหลือคนที่ไร้หลักการและไร้ความดีแบบนี้ มันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งอยู่เหมือนกันน่ะครับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องแบบนี้มีจริงบนโลก

ฉากบู๊ออกหมัดซัดลูกเตะในเรื่องถือว่าทำออกมาได้มันส์เลยล่ะครับ ผมไม่ปฏิเสธว่ามันก็มี CG บ้าง และมีสลิงบ้าง แต่คิวบู๊มันออกมาดีครับ มันส์สะใจ และหลายฉากยังทำได้สวยด้วย อย่างฉากสู้กันกลางน้ำที่จะมีลูกไฟลอยอยู่เป็นของประกอบฉาก หรือตอนไคลแม็กซ์ที่สู้กันตรงกองไห (ไหจริงๆ ครับ) ก็วางตำแหน่งได้พอเหมาะ ออกมาสวยกำลังดีทีเดียว

เป็นหนังบู๊ย้อนยุคที่ทำออกมาได้สนุกครับ ฉากบู๊ทำได้ดีและมันส์ ดาราเล่นกันได้ดี เนื้อเรื่องก็เข้มข้นและสะท้อนความจริงได้ไม่น้อย อย่างฉากที่ชาวบ้านจะถอดใจปล่อยรองแม่ทัพไปเพราะกลัวตายกันทั้งหมู่บ้าน ก็เป็นอะไรที่จริงอย่างยิ่งครับ แต่เราก็พอเดาได้นั่นแหละว่าต่อให้ชาวบ้านยอมปล่อย สุดท้ายพวกทหารก็จะถล่มหมู่บ้านอยู่ดี นี่ก็เป็นอะไรที่จริงอีกเหมือนกัน

บางครั้งทางเลือกของเราก็มีแค่ จะสู้ หรือ จะสู้ เท่านั้นล่ะครับ

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Call Of Heroes (2016) มังกรหนุ่มผยองเดช appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-call-heroes-2016-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87.html/feed 0
รีวิว Sharknado 5: Global Swarming (2017) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-sharknado-5-global-swarming-2017.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-sharknado-5-global-swarming-2017.html#respond Fri, 15 Sep 2017 03:00:59 +0000 http://www.bktube.net/?p=13783 ใครเคยดูหนังแล้วในหัวของเรามันตะโกนก้องเกือบตลอดว่า “โว้วววววววววววว เฮ้ยยยยยยยยยยย AGhhhhhhhh” บ้างไหมครับ? คือตะโกนด้วยความทึ่งในตัวหนังน่ะครับ (ไม่ว่าจะทึ่งบวกหรือทึ่งลบก็เถอะ 555) และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกกับภาคล่าสุดของ Sharknado ครับ คือมันเป็นอะไรที่สุดติ่งมาก แน่นอนว่าผมไม่ได้จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ดีมากมายหรอกนะครับ คือมันไม่ได้เข้านิยามหนังดีแน่ๆ แต่ผมชอบในความบ้าบอของมันจริงๆ เลยเชียว ภาคนี้เปิดมาออกแนวหนังผจญภัยครับ ตัวเอกของเราอย่างฟิน เชพเพิร์ด (Ian Ziering) ต้องฝ่าด้านไปชิงสมบัติในถ้ำ ก่อนที่หายนะอันเกิดจากทอร์นาโดฉลามจะก่อตัวขึ้นถล่มกรุงลอนดอน อันทำให้ ฟินต้องหาทางป้องกันไม่ให้พายุฉลามไปถล่มพระราชวังบักกิงแฮม! นั่นคือฉากเปิดครับ เพราะหลังจากนั้นทอร์นาโดฉลามก็ถล่มโลกแบบมโหระทึกกว่าทุกครั้ง โดยตัวเอกภาคนี้นอกจาก ฟิน แล้วก็ยังมี เอพริล (Tara Reid) แฟนของฟินที่ตอนนี้เป็นไซบอร์กไปแล้ว,และ โนวา คลาร์ก (Cassandra Scerbo) ที่เคยปรากฏตัวในภาค 1 และ 3 พวกเขาทั้งหมดต้องหาทางยับยั้งหายนะและเหนืออื่นใดคือต้องหาทางช่วยลูกของฟินที่ถูกพัดเข้าไปติดอยู่ในมหาพายุฉลาม ซึ่งพวกเขาก็ต้องหาทางฝ่าเข้าไปในพายะนั่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามที มันคือความบ้าครับ ผมบอกได้เลยว่าใครไม่ชอบหนังเกรดบีกรุณามองข้ามหนังเรื่องนี้ไปเลย หรือใครรู้สึกว่าหนังชุดนี้มันไร้สาระ ดูแล้วเสียเวลาชีวิต ก็ไม่ต้องเสียเวลากับมันครับ แต่หากใครถูกเส้นกับความบ้าบอของมัันตั้งแต่ภาคแรก มาภาคนี้ท่านจะได้พบกับอีกขีดขั้นของความบ้า ผมจะนิยามหนังเรื่องนี้ว่ายังไงดี… มันคือการพบกันของ Indiana...

The post รีวิว Sharknado 5: Global Swarming (2017) appeared first on .

]]>

ใครเคยดูหนังแล้วในหัวของเรามันตะโกนก้องเกือบตลอดว่า “โว้วววววววววววว เฮ้ยยยยยยยยยยย AGhhhhhhhh” บ้างไหมครับ? คือตะโกนด้วยความทึ่งในตัวหนังน่ะครับ (ไม่ว่าจะทึ่งบวกหรือทึ่งลบก็เถอะ 555)

และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกกับภาคล่าสุดของ Sharknado ครับ คือมันเป็นอะไรที่สุดติ่งมาก แน่นอนว่าผมไม่ได้จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ดีมากมายหรอกนะครับ คือมันไม่ได้เข้านิยามหนังดีแน่ๆ แต่ผมชอบในความบ้าบอของมันจริงๆ เลยเชียว

ภาคนี้เปิดมาออกแนวหนังผจญภัยครับ ตัวเอกของเราอย่างฟิน เชพเพิร์ด (Ian Ziering) ต้องฝ่าด้านไปชิงสมบัติในถ้ำ ก่อนที่หายนะอันเกิดจากทอร์นาโดฉลามจะก่อตัวขึ้นถล่มกรุงลอนดอน อันทำให้ ฟินต้องหาทางป้องกันไม่ให้พายุฉลามไปถล่มพระราชวังบักกิงแฮม!

นั่นคือฉากเปิดครับ เพราะหลังจากนั้นทอร์นาโดฉลามก็ถล่มโลกแบบมโหระทึกกว่าทุกครั้ง โดยตัวเอกภาคนี้นอกจาก ฟิน แล้วก็ยังมี เอพริล (Tara Reid) แฟนของฟินที่ตอนนี้เป็นไซบอร์กไปแล้ว,และ โนวา คลาร์ก (Cassandra Scerbo) ที่เคยปรากฏตัวในภาค 1 และ 3


พวกเขาทั้งหมดต้องหาทางยับยั้งหายนะและเหนืออื่นใดคือต้องหาทางช่วยลูกของฟินที่ถูกพัดเข้าไปติดอยู่ในมหาพายุฉลาม ซึ่งพวกเขาก็ต้องหาทางฝ่าเข้าไปในพายะนั่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามที

มันคือความบ้าครับ ผมบอกได้เลยว่าใครไม่ชอบหนังเกรดบีกรุณามองข้ามหนังเรื่องนี้ไปเลย หรือใครรู้สึกว่าหนังชุดนี้มันไร้สาระ ดูแล้วเสียเวลาชีวิต ก็ไม่ต้องเสียเวลากับมันครับ แต่หากใครถูกเส้นกับความบ้าบอของมัันตั้งแต่ภาคแรก มาภาคนี้ท่านจะได้พบกับอีกขีดขั้นของความบ้า

ผมจะนิยามหนังเรื่องนี้ว่ายังไงดี… มันคือการพบกันของ Indiana Jones, 2012, Mad Max: Fury Road, Iron Man, The Mummy, Doctor Strange และ Godzilla ครับ 555 ผมเขียนไปยังขำไปเลยนะว่ามันมาเจอกันได้ยังไง แต่มันเป็นไปแล้วครับ

อย่างที่ผมเคยบอกน่ะครับว่า ข้อดีอย่างมากของหนังชุดนี้คือทีมงานตระหนักดีว่าทุนในการสร้างน่ะมีไม่เยอะ CG ที่จะเนรมิตออกมามันก็ไม่มีทางเนี๊ยบเนียนเท่าหนังร้อยล้านฉายโรงได้หรอก ดังนั้นพวกเขาเลยไม่ทุ่มทุนในการทำ CG ทั้งสิ้น ประมาณว่าทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ไม่พยายามเพิ่มทุนเพิื่อให้มันเนียนอะไรมากมาย


และขณะเดียวกัน แม้ CG จะเห่ย แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้มันมาเป็นข้อจำกัดครับ พวกเขายังคงเนรมิตเรื่องราวและภาพตามบทที่พวกเขาคิดไว้ ดังนั้นแม้ CG จะไม่เนียนอย่างแรงก็เถอะ แต่อย่างน้อยผู้ชมก็จะได้รับรู้ว่าจินตนาการของพวกเขานั้นมันมีอะไรบ้าง

ผมนับถือในจุดนี้เลยนะ คือแน่นอนว่าหนังมันดูตลกล่ะครับ CG ก็บ้านๆ แต่หากพิจารณาไปที่เนื้อเรื่อง การผูกเรื่อง หรือการยำเรื่องแล้ว ผมว่าทีมงานโคตรช่างคิดน่ะ คือพวกเขากล้ายำทุกสิ่งที่นึกออกลงไป ไม่ว่าจะความแฟนตาซี, ความไซไฟ, ฉากแอ็กชันบ้าๆ ระห่ำๆ แล้วยังมีฉากล่าขุมทรัพย์, ฉากแหวกมิติอีกนะครับ คือนับถือใจคนทำเลยน่ะ

หนังยังคงกำกับโดย Anthony C. Ferrante ที่กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้มาทุกภาค ซึ่งผมก็ไม่รู้จะชมหรือจะอะไรพี่แกดีน่ะครับ แต่ที่แน่ๆ คือผมไม่ตำหนิเลย แม้หนังจะไม่เจ๋งและอาจจะดูเห่ย แต่ในแง่จินตนาการแล้ว พี่เขายังคุมเรื่องราวให้ออกมาโม้มันส์ได้อยู่ จนบอกได้เลยว่าหนังชุดนี้น่าจะถือเป็นหนังสัตว์ประหลาดแถวหน้าของโลกเกรดบีเลยทีเดียว

ดารารับเชิญก็ไม่ธรรมดาครับ Chris Kattan, Bret Michaels (นักร้องที่หลายคนอาจรู้จัก), Charlotte Hawkins, Laura Tobin (2 คนนี้คือพิธีกรสาวประจำ Good Morning Britain รายการเล่าข่าวเช้าของอังกฤษ), Nichelle Nichols (Star Trek) และ Olivia Newton-John


หนังจบแบบทิ้งเชื้อนะครับ และไม่ใช่ทิ้งเชื้อธรรมดา แต่มันคือการทิ้งเชื้อที่ทำให้คอหนังยุค 80 อย่างผมถึงกับอึ้ง และดาราที่มาโผล่ตอนท้ายก็ถือเป็นดารารับเชิญที่ดังกว่าเขาเพื่อนด้วย ซึ่งทำท่าว่าจะมาร่วมจอภาคหน้าแบบเต็มๆ

ถ้ามีออกมาอีก ก็พร้อมดูครับ 5555

คะแนนความชอบ 5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

The post รีวิว Sharknado 5: Global Swarming (2017) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-sharknado-5-global-swarming-2017.html/feed 0
รีวิว The Ridiculous 6 (2015) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-ridiculous-6-2015.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-ridiculous-6-2015.html#respond Thu, 14 Sep 2017 03:00:30 +0000 http://www.bktube.net/?p=13776 เรื่องนี้ผมตื่นเต้นมากตอนได้ยินข่าวว่าจะทำน่ะนะครับ เพราะในที่สุด Adam Sandler กับ Rob Schneider โคจรมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ร่วมงานกันมาตั้ง 5 ปี (จนถึงกับมีข่าวลือว่าพวกเขามีปัญหากันน่ะครับ) พล็อตก็คือการล้อ The Magnificent Seven นั่นแหละ โดยตัวเอกก็คือเหล่าคาวบอยนอกแถวที่มารวมตัวกัน นำโดย ทอมมี่ (Adam Sandler) ยอดฝีมือคนหนึ่งในยุทธจักรคาวบอย (ลองดูในเรื่องครับ แล้วจะพอเข้าใจว่าทำไมผมใช้คำนี้) พูดแบบไม่อ้อมค้อมคือหนังดูได้เรื่อยๆ แต่ไม่มีอะไรมากครับ คือโดยหลักแล้วหนังทำออกมาล้อหนังคาวบอย มีพล็อตหลักคือการตามหาพ่อของทอมมี่ โดยที่ตัวละครอื่นๆ ในกลุ่ม Ridiculous 6 ก็เป็นลูกต่างแม่ของทอมมี่ทั้งสิ้น (ก็ดูบ้าดีครับ) ก็ทำให้ตระหนักเลยว่าหนังคาวบอยนี่เป็นหนังปราบเซียนจริงๆ ไม่ว่าจะทำเป็นแนวจริงจังหรือเป็นแนวตลกโปกฮาก็เถอะ แต่หากมือไม่ถึง คุมไม่แม่นล่ะก็ การจะทำมันให้ออกมาสนุกน่ะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ในแง่งานสร้างไม่มีปัญหานะ แต่การเดินเรื่องมันไม่ถึงกับลื่นเท่าไร มีจุดอืดจุดเบื่อ หรือจุดที่ไม่รู้ว่าจะใส่ลงมาทำไมแทรกเป็นพักๆ ทำให้หนังยาวประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่แปลกล่ะครับหากจะเกิดอารมณืเนือยหรือแอบเบื่อขึ้น แต่พลังสำคัญที่ยังทำให้หนังดูได้เพลินๆ ก็คือทีมนักแสดงที่ขนกันมาเพียบ เรียกว่ายกจักรวาลหนังของ Adam Sandler มาไว้ในนี้เลยครับ ดาราหน้าคุ้นเพียบ...

The post รีวิว The Ridiculous 6 (2015) appeared first on .

]]>

เรื่องนี้ผมตื่นเต้นมากตอนได้ยินข่าวว่าจะทำน่ะนะครับ เพราะในที่สุด Adam Sandler กับ Rob Schneider โคจรมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ร่วมงานกันมาตั้ง 5 ปี (จนถึงกับมีข่าวลือว่าพวกเขามีปัญหากันน่ะครับ)

พล็อตก็คือการล้อ The Magnificent Seven นั่นแหละ โดยตัวเอกก็คือเหล่าคาวบอยนอกแถวที่มารวมตัวกัน นำโดย ทอมมี่ (Adam Sandler) ยอดฝีมือคนหนึ่งในยุทธจักรคาวบอย (ลองดูในเรื่องครับ แล้วจะพอเข้าใจว่าทำไมผมใช้คำนี้)

พูดแบบไม่อ้อมค้อมคือหนังดูได้เรื่อยๆ แต่ไม่มีอะไรมากครับ คือโดยหลักแล้วหนังทำออกมาล้อหนังคาวบอย มีพล็อตหลักคือการตามหาพ่อของทอมมี่ โดยที่ตัวละครอื่นๆ ในกลุ่ม Ridiculous 6 ก็เป็นลูกต่างแม่ของทอมมี่ทั้งสิ้น (ก็ดูบ้าดีครับ)

ก็ทำให้ตระหนักเลยว่าหนังคาวบอยนี่เป็นหนังปราบเซียนจริงๆ ไม่ว่าจะทำเป็นแนวจริงจังหรือเป็นแนวตลกโปกฮาก็เถอะ แต่หากมือไม่ถึง คุมไม่แม่นล่ะก็ การจะทำมันให้ออกมาสนุกน่ะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ


ในแง่งานสร้างไม่มีปัญหานะ แต่การเดินเรื่องมันไม่ถึงกับลื่นเท่าไร มีจุดอืดจุดเบื่อ หรือจุดที่ไม่รู้ว่าจะใส่ลงมาทำไมแทรกเป็นพักๆ ทำให้หนังยาวประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่แปลกล่ะครับหากจะเกิดอารมณืเนือยหรือแอบเบื่อขึ้น

แต่พลังสำคัญที่ยังทำให้หนังดูได้เพลินๆ ก็คือทีมนักแสดงที่ขนกันมาเพียบ เรียกว่ายกจักรวาลหนังของ Adam Sandler มาไว้ในนี้เลยครับ ดาราหน้าคุ้นเพียบ ไม่ว่าจะ Jon Lovitz, Steve Buscemi, John Turturro และ David Spade

ไหนจะดารารุ่นใหญ่อย่าง Harvey Keitel, Nick Nolte และ Danny Trejo รวมถึง Taylor Lautner, Terry Crews, Steve Zahn และ Jorge Garcia เรียกว่าถ้ามองเฉพาะดารานะ หนังเรื่องนี้มีพลังดึงดูดสูงมากครับ

แต่ก็อย่างที่บอกว่าตัวหนังมันไม่มีอะไรเท่าไรครับ มุกก็มีขำบ้างแป้กบ้าง เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ชวนให้ติดตามปมสักเท่าไร หรือในแง่แอ็กชันก็ไม่ได้มีอะไรสดใหม่ โดยรวมแล้วหนังมันไปไม่สุดสักทา่งน่ะครับ


หนังแนวคาวบอยนั้น กลิ่นอายของคาวบอยมันต้องมีอะไรมากกว่าแค่ทุ่งโล่งๆ ดินแดงๆ และอาคารไม้กับบาร์เหล้าน่ะครับ มันต้องมีประเด็นเรื่องความอยุติธรรม การต่อกรกับผู้ร้ายที่กร่างหรือไม่ก็ทรงอิทธิพล และต้องมีปมความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องๆ กับเรื่องศักดิ์ศรีหรือความเป็นคน

ซึ่งจะว่าไปหนังก็มีกลิ่นอายเหล่านั้นครับ แต่รสชาติมันไม่สุด ส่วนสำคัญก็เพราะการดำเนินเรื่องระหว่างทางมันไม่มีจุดน่าสนใจพอ แต่จะบอกว่าหนังเน้นแต่ขายขำอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะความขำก็ไม่ถึงกับเยอะ และในบางจังหวะก็เหมือนหนังจะพยายามจริงจริงด้วย

จะมีก็แต่การแสดงขำๆ บ้าๆ ของเหล่าดาราเท่านั้นเองที่ทำให้หนังดูโอเคและไม่น่าเบื่อจนเกินไป ดังนั้นสำหรับผมแล้ว ผมค่อนข้างเฉยกับหนังครับ แต่เหมือนกับได้แวะไปเจอเพื่อนเก่าทั้งหลายมารวมญาติกันในเรื่องนี้ จะขำไม่ขำหรือสนุกไม่สนุกก็เรื่องหนึ่ง แต่บางทีแค่เจอดาราหน้าคุ้นมาทำท่าต๊องๆ ก็โอเคแล้ว

ดังนั้นหนังเรื่องนี้เหมาะกับคนที่คุ้นเคยกับหนังของ Adam Sandler น่ะครับ ได้เจอกับเพื่อนร่วมงานเก่าๆ ของเขามาร่วมกันบ้าอีกหน แต่หากอยากได้ความสนุก ผมว่า A Million Ways to Die in the West ล้อได้ฮากว่าและเพลินกว่า (แม้จะไม่ได้เพลินมากสดุๆ ก็เถอะ แต่ก็ถือว่ายังมากกว่าเรื่องนี้ครับ)

คะแนนความชอบ 5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว The Ridiculous 6 (2015) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-ridiculous-6-2015.html/feed 0
รีวิว The Do-Over (2016) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-the-do-over-2016.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-the-do-over-2016.html#respond Wed, 13 Sep 2017 03:00:40 +0000 http://www.bktube.net/?p=13769 ยุคสมัยเดินไปข้างหน้า ทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ประโยคเปิดมาอาจดูไม่เข้ากับหน้าหนังน่ะนะครับ เพราะหนังมันแนวตลก แต่เปิดมาซะสัจธรรมเชียว 555 ที่คิดถึงประโยคข้างต้นนั่นขึ้นมาก็เพราะดูแล้วนึกถึงยุคหนึ่งที่ Adam Sandler เป็นดาราทำเงิน มีหนังร้อยล้านติดๆ กันหลายเรื่องมาก แต่พอถึงตอนนี้ก็เหมือนว่ายุคนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ เพราะหนังเข้าโรงของเขาไม่ปังเหมือนสมัยเก่าก่อน ส่วนนี่ก็เป็นหนึ่งในผลงานที่เขาเซ็นต์สัญญาไว้กับ Netflix ครับ (ก็คือฉายออนไลน์เลย ไม่ได้เข้าโรง) กับเรื่องราววุ่นๆ ของชาร์ลี (David Spade) นายธนาคารติ๋มๆ คนหนึ่งที่ได้เจอกับเพื่อนเก่าอย่างแม็กซ์ (Adam Sandler) ในงานวันคืนสู่เหย้า แล้วแม็กซ์ก็ชวนชาร์ลีไปเที่ยวครับ ก่อนจะยื่นข้อเสนอบ้าๆ ให้เขาทั้งสองแกล้งทำเป็นตายซะ แล้วสาวมรอยเป็นคนอื่นเพื่อจะได้เริ่มชีวิตใหม่ ได้รีสตาร์ทชีวิตใหม่เพื่อที่จะได้เลือกเดินบนเส้นทางที่พวกเขาอยากเดินจริงๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส แต่ปัญหาคือคนที่พวกเขาสวมรอยนั่นดันมีคนตามล่าน่ะสิครับ พวกเขาเลยต้องหนีหัวซุกหัวซุน พร้อมทั้งไขปริศนาว่าตกลงคนที่พวกเขาสวมรอยน่ะไปทำอะไรใครไว้ไหม หรือผิดใจอะไรกับใครหรือเปล่าถึงต้องมาไล่ฆ่ากันแบบนี้ ผมไม่คาดหวังกับเรื่องนี้เท่าไรครับ และนั่นน่าจะเป็นเรื่องดี เพราะหนังมันก็ทำออกมาได้เพลินๆ น่ะนะครับ คืออาจไม่ถึงกับลืิ่นไหล และมีช่วงช้าๆ ให้แอบเบื่อบ้าง แต่ก็ทำออกมาได้บันเทิงในระดับหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับเลยก็คือ หนังของ Netflix แม้จะไม่ใช่หนังฉายโรง แต่มาตรฐานของหนังก็ถือว่าดีกว่าหนังทีวีครับ มันดูใกล้ๆ กับหนังโรงนั่นแหละ พวกโปรดักชั่น การถ่ายทำ หรือฉากบู๊ฉากถล่มข้าวของก็ถือว่าไม่กระจอกเหมือนกัน อย่างฉากชนกันจนรถกลิ้งตลบนั่น...

The post รีวิว The Do-Over (2016) appeared first on .

]]>

ยุคสมัยเดินไปข้างหน้า ทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ประโยคเปิดมาอาจดูไม่เข้ากับหน้าหนังน่ะนะครับ เพราะหนังมันแนวตลก แต่เปิดมาซะสัจธรรมเชียว 555

ที่คิดถึงประโยคข้างต้นนั่นขึ้นมาก็เพราะดูแล้วนึกถึงยุคหนึ่งที่ Adam Sandler เป็นดาราทำเงิน มีหนังร้อยล้านติดๆ กันหลายเรื่องมาก แต่พอถึงตอนนี้ก็เหมือนว่ายุคนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ เพราะหนังเข้าโรงของเขาไม่ปังเหมือนสมัยเก่าก่อน

ส่วนนี่ก็เป็นหนึ่งในผลงานที่เขาเซ็นต์สัญญาไว้กับ Netflix ครับ (ก็คือฉายออนไลน์เลย ไม่ได้เข้าโรง) กับเรื่องราววุ่นๆ ของชาร์ลี (David Spade) นายธนาคารติ๋มๆ คนหนึ่งที่ได้เจอกับเพื่อนเก่าอย่างแม็กซ์ (Adam Sandler) ในงานวันคืนสู่เหย้า

แล้วแม็กซ์ก็ชวนชาร์ลีไปเที่ยวครับ ก่อนจะยื่นข้อเสนอบ้าๆ ให้เขาทั้งสองแกล้งทำเป็นตายซะ แล้วสาวมรอยเป็นคนอื่นเพื่อจะได้เริ่มชีวิตใหม่ ได้รีสตาร์ทชีวิตใหม่เพื่อที่จะได้เลือกเดินบนเส้นทางที่พวกเขาอยากเดินจริงๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส


แต่ปัญหาคือคนที่พวกเขาสวมรอยนั่นดันมีคนตามล่าน่ะสิครับ พวกเขาเลยต้องหนีหัวซุกหัวซุน พร้อมทั้งไขปริศนาว่าตกลงคนที่พวกเขาสวมรอยน่ะไปทำอะไรใครไว้ไหม หรือผิดใจอะไรกับใครหรือเปล่าถึงต้องมาไล่ฆ่ากันแบบนี้

ผมไม่คาดหวังกับเรื่องนี้เท่าไรครับ และนั่นน่าจะเป็นเรื่องดี เพราะหนังมันก็ทำออกมาได้เพลินๆ น่ะนะครับ คืออาจไม่ถึงกับลืิ่นไหล และมีช่วงช้าๆ ให้แอบเบื่อบ้าง แต่ก็ทำออกมาได้บันเทิงในระดับหนึ่ง

สิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับเลยก็คือ หนังของ Netflix แม้จะไม่ใช่หนังฉายโรง แต่มาตรฐานของหนังก็ถือว่าดีกว่าหนังทีวีครับ มันดูใกล้ๆ กับหนังโรงนั่นแหละ พวกโปรดักชั่น การถ่ายทำ หรือฉากบู๊ฉากถล่มข้าวของก็ถือว่าไม่กระจอกเหมือนกัน

อย่างฉากชนกันจนรถกลิ้งตลบนั่น จะว่าไปก็สะใจไม่น้อย หรือโลเกชั่นที่เลือกมาใส่ในหนังก็ถือว่าเวิร์กครับ อย่างฉากจบที่สองตัวเอกไปเที่ยวและไปโดดทะเลเล่นกัน หน้าผาที่พวกเขาโดดมันดูสวยงามทีเดียว


ในแง่ความฮาก็ถือว่าได้เรื่อยๆ ครับ Spade ก็มาสายนิ่ง ส่วน Sandler ก็มาสายแหกปากตามเคย ก็เข้าคู่กันได้ดี (แต่ในใจอยากให้มาคู่กับ Kevin James มากกว่า น่าจะฮาลื่นกว่านี้) แล้วก็ได้ดาราอย่าง Paula Patton มาร่วมจอด้วยอีกคน

หนังกำกับโดย Steven Brill ที่เคยกำกับ Sandler มาแล้วใน Mr. Deeds และ Little Nicky มาเรื่องนี้ก็ถือว่าคุมหนังได้โอเคน่ะครับ ดูได้เรื่อยๆ มีปมมีอะไรให้ตาม มีมุกให้ขำบ้าง มีบู๊นิดๆ หน่อยๆ โดยรวมก็ดูสนุกดีครับ เพียงแต่อาจไม่ได้เจ๋งหรือน่าจดจำอะไรขนาดนั้น

สาระสำคัญของหนังก็ชวนให้เราคิดใคร่ครวญล่ะครับ ว่าทุกวันนี้เราใช้ชีวิตได้คุ้มแค่ไหน เราได้ทำในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ แล้วหรือยัง เพราะว่าวันเวลาไม่เคยรอใคร หากเรามัวแต่รอหรือมัวแต่คิดแล้วไม่ลงมือทำ จนวาระที่เป็นโอกาสมันหลุดลอยไปแล้ว เมื่อนั้นเราก็ทำได้แค่คิดและคร่ำครวญเท่านั้นเอง

โดยรวมแล้วดูได้เรื่อยๆ คลายเครียดได้โอเคครับ เพียงแต่รสชาติของหนังมันอาจยังไม่สุด และยังไม่จัดแบบเต็มๆ ซึ่งหนังของ Sandler ระยะหลังๆ นี่ก็จะดูเป็นอารมณ์นี้ซะส่วนใหญ่ครับ คือไม่เต็มที่ ไม่บ้าบอลื่นไหลเท่าสมัยก่อน… สงสัยเริ่มแก่ตัวแล้วล่ะ ไม่ว่าจะคนเล่นหรือคนดูอย่างเราก็ตาม

คะแนนความชอบ 6/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว The Do-Over (2016) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-the-do-over-2016.html/feed 0
รีวิว IT (2017) อิท โผล่จากนรก (ตอนที่ 2) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-2017-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97-%e0%b9%82%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-2017-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97-%e0%b9%82%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad.html#respond Tue, 12 Sep 2017 03:00:18 +0000 http://www.bktube.net/?p=14473 พวกเขาเล่นกันได้ดีเลยน่ะครับ คือดูแล้วเชื่อว่าเป็นเพื่อนกัน เวลาคุยกันเล่นกับแซวกันดูเป็นก๊วนไปกันได้จริงๆ แล้วพอถึงวาระแห่งมิตรภาพ เวลาต้องไปร่วมเป็นร่วมตาย หรือเวลาขี่จักรยานไปด้วยกันนี่มันดู… ดูเป็น “พวกเขา (จากในหนังสือ)” จริงๆ น่ะครับ แต่คนที่กระชากใจผมไปเต็มๆ คือ Robert Scott ที่เล่นเป็นจอร์จี้น่ะครับ รายนี้บทไม่เยอะ แต่ฉากต้นเรื่องนี่เป็นอะไรที่บีบคั้นจิตใจมาก ทั้งการเล่าเรื่อง มุมกล้อง และการแสดง มันทำให้เราใจหายโคตรๆ กับภาพที่เห็น แม้ผมจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทำเอาใจสลายไปเลยเหมือนกัน (แม้จะดูหนังฉบับเก่ามากี่ที แม้จะอ่านนิยายมากี่หน ก็ไม่เคยต้องมาเห็นภาพ “เหตุการณ์วันนั้นของจอร์จี้” แบบเต็มตาขนาดนี้มาก่อน) บอกตรงๆ จากใจว่าฉากนั้นทำให้ผมโคตรแค้นเพนนีไวส์เลยนะ ชนิดที่ถ้าทำได้ผมโดดลงไปกระทืบมันแล้ว มันเป็นอะไรที่โหดมากจริงๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานทุกภาคส่วนล่ะครับที่ทำฉากนี้ออกมาได้แรงกระแทกใจจนผมอินจิกเบาะได้ขนาดนั้น และที่ไม่ชมไม่ได้คือ Skarsgård ที่สามารถสวมบทเพนนีไวส์ได้อย่างน่าปรบมือ เพนนีไวส์ตนนี้โหดเหี้ยม แต่ก็มีใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอยู่ตลอด ยอมรับว่า Skarsgård เล่นได้ดีมากครับ เรียกว่าไม่น้อยหน้าที่ Tim Curry เคยทำไว้ในฉบับปี 1990 เลย แต่ฉบับนี้เราจะได้เห็นเพนนีไวส์ในหลายลีลามากกว่าของเก่าหน่อย โดยเฉพาะตอนท้ายที่ถือว่ามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมากกว่าฉบับที่แล้วพอสมควร นอกจากนี้น้ำเสียงของเขายังดูโฉดชั่วอย่างยิ่งอีกด้วย และเพราะฉากแรกนี่แหละ ที่ทำให้ผมมองเพนนีไวส์ตนนี้ในฐานะ “ตัวร้ายที่ต้องโดนกำจัด”...

The post รีวิว IT (2017) อิท โผล่จากนรก (ตอนที่ 2) appeared first on .

]]>

พวกเขาเล่นกันได้ดีเลยน่ะครับ คือดูแล้วเชื่อว่าเป็นเพื่อนกัน เวลาคุยกันเล่นกับแซวกันดูเป็นก๊วนไปกันได้จริงๆ แล้วพอถึงวาระแห่งมิตรภาพ เวลาต้องไปร่วมเป็นร่วมตาย หรือเวลาขี่จักรยานไปด้วยกันนี่มันดู… ดูเป็น “พวกเขา (จากในหนังสือ)” จริงๆ น่ะครับ

แต่คนที่กระชากใจผมไปเต็มๆ คือ Robert Scott ที่เล่นเป็นจอร์จี้น่ะครับ รายนี้บทไม่เยอะ แต่ฉากต้นเรื่องนี่เป็นอะไรที่บีบคั้นจิตใจมาก ทั้งการเล่าเรื่อง มุมกล้อง และการแสดง มันทำให้เราใจหายโคตรๆ กับภาพที่เห็น แม้ผมจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทำเอาใจสลายไปเลยเหมือนกัน (แม้จะดูหนังฉบับเก่ามากี่ที แม้จะอ่านนิยายมากี่หน ก็ไม่เคยต้องมาเห็นภาพ “เหตุการณ์วันนั้นของจอร์จี้” แบบเต็มตาขนาดนี้มาก่อน)

บอกตรงๆ จากใจว่าฉากนั้นทำให้ผมโคตรแค้นเพนนีไวส์เลยนะ ชนิดที่ถ้าทำได้ผมโดดลงไปกระทืบมันแล้ว มันเป็นอะไรที่โหดมากจริงๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานทุกภาคส่วนล่ะครับที่ทำฉากนี้ออกมาได้แรงกระแทกใจจนผมอินจิกเบาะได้ขนาดนั้น และที่ไม่ชมไม่ได้คือ Skarsgård ที่สามารถสวมบทเพนนีไวส์ได้อย่างน่าปรบมือ

เพนนีไวส์ตนนี้โหดเหี้ยม แต่ก็มีใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอยู่ตลอด ยอมรับว่า Skarsgård เล่นได้ดีมากครับ เรียกว่าไม่น้อยหน้าที่ Tim Curry เคยทำไว้ในฉบับปี 1990 เลย แต่ฉบับนี้เราจะได้เห็นเพนนีไวส์ในหลายลีลามากกว่าของเก่าหน่อย โดยเฉพาะตอนท้ายที่ถือว่ามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมากกว่าฉบับที่แล้วพอสมควร นอกจากนี้น้ำเสียงของเขายังดูโฉดชั่วอย่างยิ่งอีกด้วย

และเพราะฉากแรกนี่แหละ ที่ทำให้ผมมองเพนนีไวส์ตนนี้ในฐานะ “ตัวร้ายที่ต้องโดนกำจัด” ได้สำเร็จ (ยังไงฉากเด็กโดนทำร้ายมันก็สะเทือนใจผู้ชมเสมอครับ ยิ่งตอนนี้ผมเป็นพ่อคน มันก็คงจะทำให้อารมณ์ที่มีต่อภาพที่เห็นเข้มข้นขึ้น)

การเล่าเรื่องถือว่าเล่าได้ดีครับ สลับกันระหว่างการเล่าเรื่องชีวิตของเด็กทั้ง 7 กับฉากสยองทั้งหลาย จัดว่าเล่าได้ลื่นไม่น่าเบื่อ ผมชอบปฏิสัมพันธ์ที่เด็กแต่ละคนมีให้กันน่ะครับ อย่างบิลกับผองเพื่อน หรือเบนกับเบฟเวอร์ลี่ที่มันดูน่ารักดี (เชื่อว่าหลายคนก็คงแอบเอาใจช่วยเบนอยู่ลึกๆ เหมือนกัน)

หนังมีกลิ่นอายของ Stand By Me ครับ ซึ่งก็อย่างที่บอกว่าแก่นของเรื่องคือเรื่องของพวกเด็กๆ ไม่ว่าจะความทรงจำที่มีร่วมกัน, ความเจ็บปวดที่พวกเขาต้องเผชิญ และการก้าวข้ามความกลัวทั้งหลาย ซึ่งใน IT ฉบับนี้ถือว่ามีครบครับ อาจไม่ถึงกับลงตัวสุดยอดในประเด็นเหล่านี้ แต่ก็พูดได้ว่าอยู่ในข่ายดีครับ

Andy Muschietti คุมหนังเรื่องนี้ได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้นะ เพราะจริงๆ ผมก็ไม่ถึงกับชอบเรื่อง Mama สักเท่าไร (คือดูได้เพลินๆ แต่ไม่ได้ชอบอะไร) แต่เรื่องนี้จังหวะจะโคนถือว่ากำลังดีครับ มีครบรสทั้งสยอง, ดราม่า, ตลก เพียงแต่อาจยังไม่ถึงกับครบเครื่องแบบเต็มร้อยเท่านั้นเอง

ผมชอบที่หนังเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดี อย่างการที่หนังไปเกิดเหตุในปี 1989 เราก็จะได้เห็นโรงหนังติดป้ายฉาย Batman และ Lethal Weapon 2 หรืออย่างฉากในห้องของเบฟเวอร์ลี่ เราจะได้เห็นหนังสือ “เจ้าชายกบ” วางอยู่ ซึ่งก็สื่อนัยชีวิตของเบฟได้ดี หรือฉากที่หนุ่มๆ มองเบฟตาเป็นมัน นั่นก็เรียกเสียงฮาได้ดีเหมือนกัน

ฉากไคลแม็กซ์ถือว่าทำได้มันส์ครับ ด้านความลุ้นก็ถือว่าใช้ได้ (แต่เอาจริงๆ ผมก็ยอมรับว่าไม่ถึงกับลุ้นอะไร เพราะรู้หมดแล้วว่าใครจะเป็นอะไรบ้าง และมันจะจบลงอย่างไร) และตอนจบก็รอให้เราไปดูภาคต่อแบบเต็มที่ ซึ่งก็สร้างแน่ๆ ล่ะครับ ลองว่าหนังทำเงินระเบิดระเบ้อขนาดนี้

เกร็ดที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ที่ผมอยากแบ่งปันก็คือ แรกเริ่มเดิมทีหนังจะกำกับโดย Cary Fukunaga (True Detective ปี 1) แต่เนื่องจากงบสร้างที่เขาเสนอสูงกว่าที่สตูดิโอคาดไว้ และสิ่งที่เขาตั้งใจนำเสนอก็อาจทำให้หนังถึงขั้นติดเรต NC-17 ได้ ด้วยเหตุนี้เขาและสตูดิโอเลยแยกทางกันครับ

หลังจากนั้น The Duffer Brothers ก็เสนอตัวว่าอยากกำกับ แต่ทางสตูดิโอก็เห็นว่าพี่น้องคู่นี้ยังไม่มีชื่อเสียงมากพอเลยบอกปัดไป แล้วในเวลาต่อมาพี่น้องคู่นี้ก็ไปทำ Stranger Things (ที่มีกลิ่นอายของ Stephen King แบบเต็มๆ) จนดังระเบิด และ Finn Wolfhard ที่เล่นเป็นไมค์ หนึ่งในตัวเอกจาก ST ก็มาเล่นเรื่องนี้ในบทริชชี่ด้วย ซึ่ง Wolfhard นั้นยังถือเป็นดาราเพียงคนเดียวที่ยังได้เล่นเรื่อง IT ต่อ หลังจาก Fukunaga ประกาศว่าจะไม่กำกับเรื่องนี้ (กล่าวคือดาราคนอื่นที่ Fukunaga แคสไว้โดนเปลี่ยนตัวหมด ยกเว้น Wolfhard คนเดียว)

โดยรวมแล้วหนังทำได้ดีทีเดียวครับ ได้อารมณ์หนังสยอง และหนังก็ไม่พลาดที่จะเล่าแก่นหลักจากนิยาย (เรื่องเชิงดราม่าของเด็กๆ) แม้จะไม่ลงลึกมากก็ตามแต่ก็พอเดาได้แต่แรกแล้วครับว่าหนังคงลงรายละเอียดได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากจำกัดด้วยเวลา (แค่นี้ก็ 2 ชั่วโมงนิดๆ แล้วครับ) ซึ่งหากมองกันที่องค์รวม ก็ถือว่าหนังสามารถจับสิ่งสำคัญจากนิยายมาใส่ลงจอได้ดีครับ (แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเกินครึ่ง)

เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ดูครับ ผมชอบ แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกคนจะชอบ แต่ผมก็อยากให้ลองหาโอกาสดู ไม่ดูตอนนี้จะรอแผ่นก็ได้ครับ แต่อยากให้ได้ลองสักครั้ง เพราะนี่คือหนังสยองขวัญที่ผสมเรื่องราวแนวชีวิตลงไปได้แบบกำลังดี… ของแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ครับ

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว IT (2017) อิท โผล่จากนรก (ตอนที่ 2) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-2017-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97-%e0%b9%82%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad.html/feed 0