http://www.bktube.net Mon, 24 Jul 2017 03:00:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.8 รีวิว Life (2017) สายพันธุ์มฤตยู http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-life-2017-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%b9.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-life-2017-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%b9.html#respond Mon, 24 Jul 2017 03:00:54 +0000 http://www.bktube.net/?p=13154 หากหนังเรื่องนี้จะทำให้ท่านนึกถึง Alien ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะคนทำเขาบอกมาแต่เริ่มแล้วว่าหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Alien ต้นตำรับนั่นแหละ (หากจะมองว่าทำออกมาคารวะก็คงจะได้ครับ) เรื่องของคน 6 คนที่ประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ที่กำลังรอเก็บ “ตัวอย่างจากดาวอังคาร” ที่ยานสำรวจลำเลียงมาให้ แล้วหนึ่งในตัวอย่างที่ว่า ก็มีการค้นพบ “สิ่งมีชีวิต” อยู่ในนั้นครับ ซึ่งตอนแรกก็เป็นการค้นพบที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นตามสูตรนั่นแหละ แต่พอเรื่องดำเนินไป ความตื่นเต้นก็เริ่มจะกลายเป็นความระทึก คือถ้าดูจากโปสเตอร์แล้วก็น่าจะเดาได้น่ะนะครับ ว่าสิ่งมีชีวิตที่ว่า ไม่น่าจะเป็นอีทีผู้น่ารักแน่ๆ และเมื่อความสยองของมันเริ่มต้น การเอาตัวรอดของทุกคนบนนั้นก็เริ่มตาม มันก็คืออีกเวอร์ชั่นหนึ่งของ Alien จริงๆ นั่นแหละครับ เริ่มมาตอนต้นก็แนะนำตัวละครไป เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูปกติ หรือตอนที่มีคนเริ่มทดลองเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ว่า มันก็ยังดูเรื่อยๆ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่พอนรกแตกเท่านั้นล่ะครับ เรื่องสยองก็ไหลมาเทมา ซึ่งในแง่ความโหดหรือความน่ากลัวแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ถือว่ามีไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้แหวะมากมาย และพอถึงตอนจบเราก็ต้องมาลุ้นกันว่าสุดท้ายแล้วใครจะรอดบ้าง และเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ว่านี่จะโดนกำจัดอย่างไร ความน่าสนใจของหนังก็เริ่มจากดารานำที่จัดว่าที่มีชื่อทุกคนครับ ไม่ว่าจะ Jake Gyllenhaal, Ryan Reynolds, Rebecca Ferguson และ Hiroyuki Sanada ซึ่งพวกเขาก็ทำหน้าที่ได้ดีล่ะครับ แต่ละคนดูมีคาแรคเตอร์ของตนเอง และดูมีเลือดมีเนื้อ...

The post รีวิว Life (2017) สายพันธุ์มฤตยู appeared first on .

]]>

หากหนังเรื่องนี้จะทำให้ท่านนึกถึง Alien ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะคนทำเขาบอกมาแต่เริ่มแล้วว่าหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Alien ต้นตำรับนั่นแหละ (หากจะมองว่าทำออกมาคารวะก็คงจะได้ครับ)

เรื่องของคน 6 คนที่ประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ที่กำลังรอเก็บ “ตัวอย่างจากดาวอังคาร” ที่ยานสำรวจลำเลียงมาให้ แล้วหนึ่งในตัวอย่างที่ว่า ก็มีการค้นพบ “สิ่งมีชีวิต” อยู่ในนั้นครับ ซึ่งตอนแรกก็เป็นการค้นพบที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นตามสูตรนั่นแหละ

แต่พอเรื่องดำเนินไป ความตื่นเต้นก็เริ่มจะกลายเป็นความระทึก คือถ้าดูจากโปสเตอร์แล้วก็น่าจะเดาได้น่ะนะครับ ว่าสิ่งมีชีวิตที่ว่า ไม่น่าจะเป็นอีทีผู้น่ารักแน่ๆ และเมื่อความสยองของมันเริ่มต้น การเอาตัวรอดของทุกคนบนนั้นก็เริ่มตาม

มันก็คืออีกเวอร์ชั่นหนึ่งของ Alien จริงๆ นั่นแหละครับ เริ่มมาตอนต้นก็แนะนำตัวละครไป เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูปกติ หรือตอนที่มีคนเริ่มทดลองเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ว่า มันก็ยังดูเรื่อยๆ ไม่มีอะไรน่ากลัว


แต่พอนรกแตกเท่านั้นล่ะครับ เรื่องสยองก็ไหลมาเทมา ซึ่งในแง่ความโหดหรือความน่ากลัวแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ถือว่ามีไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้แหวะมากมาย และพอถึงตอนจบเราก็ต้องมาลุ้นกันว่าสุดท้ายแล้วใครจะรอดบ้าง และเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ว่านี่จะโดนกำจัดอย่างไร

ความน่าสนใจของหนังก็เริ่มจากดารานำที่จัดว่าที่มีชื่อทุกคนครับ ไม่ว่าจะ Jake Gyllenhaal, Ryan Reynolds, Rebecca Ferguson และ Hiroyuki Sanada ซึ่งพวกเขาก็ทำหน้าที่ได้ดีล่ะครับ แต่ละคนดูมีคาแรคเตอร์ของตนเอง และดูมีเลือดมีเนื้อ ซึ่งก็สร้างอารมณ์ร่วมให้เราได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนเหตุการณ์สยองขวัญตามขนบของ Alien ก็ถือว่าทำได้น่าพอใจครับ จริงๆ หลายอย่างมันเดาได้นั่นแหละ แต่การเล่าเรื่องก็ถือว่าทำได้น่าติดตามอยู่ดี ซึ่งนี่ก็เป็นผลงานกำกับของ Daniel Espinosa ที่หลายคนคงจำได้จาก Safe House ในขณะที่งานต่อมาอย่าง Child 44 กลับไม่ค่อยเกิดเท่าที่ควร

ว่ากันแบบตรงๆ แล้วหนังก็คือเหล้าเก่าในขวดใหม่น่ะครับ เรื่องคนหนีตายและสู้ยิบตากับตัวเอเลี่ยนจากต่างดาว แต่ผลที่ได้ถือว่าโอเค ดูได้เพลินๆ มีความตื่นเต้นเร้าใจมาเสิร์ฟเป็นระยะ จนเชื่อว่าคอหนังที่ชอบหนังแนว Alien ก็น่าจะโอเคกับหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย


เอาจริงๆ คือผมชอบเรื่องนี้มากกว่า Alien: Covenant อีกนะเนี่ย เพราะมันได้ครบทั้งความตื่นเต้น น่ากลัว ความลุ้น และที่ต่างกันมากๆ ระหว่างเรื่องนี้กับเรื่องนั้นคงเป็นตัวละครน่ะครับ ตัวละครในเรื่อง Life นี่มีคาแรคเตอร์ที่ดี จนพอมีตัวละครไหนประสบเหตุร้าย เราก็อดสลดไม่ได้เหมือนกัน

เป็นหนังที่ดูได้เพลินกว่าที่คาดครับ ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่ได้คาดอะไรมาก เพราะจริงๆ หนังแนวนี้มีออกมาทุกปีครับ จะเกรดเอหรือเกรดบีเท่านั้นแหละ และส่วนมากมันก็ไม่ได้เวิร์กเท่าไรด้วย ยิ่งความสดใหม่นี่แทบจะไม่หวังเลย จึงทำให้พอดูเรื่องนี้ที่จัดว่าทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง เลยสนุกไปกับมันได้ไม่น้อย

บางช่วงบางตอนหนังทำให้ผมนึกถึง Event Horizon นะ (โดยเฉพาะฉากที่มีตัวละครลอยอยู่นิ่งๆ) ก็ทำให้นึกถึงความจริงอีกอย่างที่ว่า หนังแนวนี้ที่ดีๆ หลายเรื่อง บางทีก็ต้องรอเวลาสักระยะ คนถึงจะหันมามอง (อย่าง Event นั่นก็ต้องรออยู่นานเหมือนกัน)

ในแง่รายได้หนังถือว่าติดตัวแดงนิดๆ ครับ ลงทุน $58 ล้าน ได้คืนมา $99 ล้านจากทั่วโลก ก็ไม่รู้จะมีคนทำภาคต่อมาอีกไหม แต่ผมอมยิ้มตอนมีข่าวลือว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นเหมือนหนัง Prequel ของ Venom (ตัวดำๆ ใน Spider-man น่ะครับ) เพราะจริงๆ เจ้าวีน่อมมันก็คือสสารลึกลับจากต่างดาวเหมือนกัน

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Life (2017) สายพันธุ์มฤตยู appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-life-2017-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%b9.html/feed 0
รีวิว A Cure for Wellness (2016) ชีพอมตะ http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-cure-wellness-2016-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-cure-wellness-2016-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0.html#respond Sun, 23 Jul 2017 03:00:17 +0000 http://www.bktube.net/?p=13147 ถ้าพูดถึงหน้าหนังล่ะก็ เรื่องนี้เข้าทางผมอย่างแรงล่ะครับ ชอบนักล่ะหนังประเภทตัวเอกตามล่าปมปริศนาในสถานที่แปลกๆ แต่ยิ่งสืบยิ่งค้นกลับพบแต่ความลึกลับชวนสะพรึง (อารมณ์เหมือนอ่านนิยายเปิดไปทีละหน้า) เรื่องเริ่มเมื่อ CEO คนสำคัญของบริษัทหนึ่งจู่ๆ ก็หายตัวไป จากเบาะแสก็ดูเหมือนว่า CEO คนนี้ไปอยู่ที่สถานบำบัดเพื่อสุขภาพแถบสวิตเซอร์แลนด์ แล้วบริษัทก็ส่งผู้บริหารหนุ่มนามว่า ล็อคฮาร์ท (Dane DeHaan) ให้ไปตามตัวเขากลับมา พอไปถึงที่นั่นล็อคฮาร์ทก็ไม่ได้เจอกับ CEO คนนั้นแต่อย่างใด แล้วที่แย่คือเขาประสบอุบัติเหตุจนต้องเป็นคนไข้ของสถานบำบัดแห่งนั้น ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ดีครับ เขาจะได้ตามสืบร่องรอยของคนที่เขาตามหาด้วย แต่พอสืบไปๆ เขาก็ตระหนักว่าสถานที่แห่งนี้มีความลับชวนสยองซ่อนอยู่ และดูเหมือนว่าเจ้าของสถานบำบัดอย่างโวลเมอร์ (Jason Isaacs) จะไม่ยอมให้ใครก้าวออกไปจากที่แห่งนี้ง่ายๆ… สิ่งแรกที่ชนะใจผมคือภาพครับ ภาพสวยโคตร คือมันสวยจริงๆ นะ ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพตอนรถไฟลัดเลาะไปตามทิวเขา หรือภาพรถที่ขับไปบนถนนที่คดเคี้ยว มันเป็นอะไรที่สวยมาก มีเสน่ห์มาก ถือเป็นพลังสำคัญของหนังเลยล่ะ ไหนจะภาพสถานบำบัดที่แม้จะแฝงไว้ด้วยความลึกลับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามันสวยจริงๆ สวยตั้งแต่เสา กระเบื้อง เรื่อยไปจนของประกอบฉาก (รวมถึงฉากห้องทดลอง ห้องลับ และอื่นๆ อีก) มันเป็นอะไรที่ดูมีคลาสมากๆ ระหว่างดูนี่ผมนึกถึงหนังสยองเก่าๆ ที่มีฉากเป็นปราสาทน่ะครับ เรื่องนี้ให้อารมณ์นั้นเลย เพียงแต่มันเป็นปราสาทที่สวยมาก แล้วก็มีกลิ่นอายความหลอนแทรกอยู่ทั่วบริเวณ คือถ้าว่ากันเฉพาะจุดนี้นะ...

The post รีวิว A Cure for Wellness (2016) ชีพอมตะ appeared first on .

]]>

ถ้าพูดถึงหน้าหนังล่ะก็ เรื่องนี้เข้าทางผมอย่างแรงล่ะครับ ชอบนักล่ะหนังประเภทตัวเอกตามล่าปมปริศนาในสถานที่แปลกๆ แต่ยิ่งสืบยิ่งค้นกลับพบแต่ความลึกลับชวนสะพรึง (อารมณ์เหมือนอ่านนิยายเปิดไปทีละหน้า)

เรื่องเริ่มเมื่อ CEO คนสำคัญของบริษัทหนึ่งจู่ๆ ก็หายตัวไป จากเบาะแสก็ดูเหมือนว่า CEO คนนี้ไปอยู่ที่สถานบำบัดเพื่อสุขภาพแถบสวิตเซอร์แลนด์ แล้วบริษัทก็ส่งผู้บริหารหนุ่มนามว่า ล็อคฮาร์ท (Dane DeHaan) ให้ไปตามตัวเขากลับมา

พอไปถึงที่นั่นล็อคฮาร์ทก็ไม่ได้เจอกับ CEO คนนั้นแต่อย่างใด แล้วที่แย่คือเขาประสบอุบัติเหตุจนต้องเป็นคนไข้ของสถานบำบัดแห่งนั้น ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ดีครับ เขาจะได้ตามสืบร่องรอยของคนที่เขาตามหาด้วย

แต่พอสืบไปๆ เขาก็ตระหนักว่าสถานที่แห่งนี้มีความลับชวนสยองซ่อนอยู่ และดูเหมือนว่าเจ้าของสถานบำบัดอย่างโวลเมอร์ (Jason Isaacs) จะไม่ยอมให้ใครก้าวออกไปจากที่แห่งนี้ง่ายๆ…

สิ่งแรกที่ชนะใจผมคือภาพครับ ภาพสวยโคตร คือมันสวยจริงๆ นะ ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพตอนรถไฟลัดเลาะไปตามทิวเขา หรือภาพรถที่ขับไปบนถนนที่คดเคี้ยว มันเป็นอะไรที่สวยมาก มีเสน่ห์มาก ถือเป็นพลังสำคัญของหนังเลยล่ะ

ไหนจะภาพสถานบำบัดที่แม้จะแฝงไว้ด้วยความลึกลับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามันสวยจริงๆ สวยตั้งแต่เสา กระเบื้อง เรื่อยไปจนของประกอบฉาก (รวมถึงฉากห้องทดลอง ห้องลับ และอื่นๆ อีก) มันเป็นอะไรที่ดูมีคลาสมากๆ

ระหว่างดูนี่ผมนึกถึงหนังสยองเก่าๆ ที่มีฉากเป็นปราสาทน่ะครับ เรื่องนี้ให้อารมณ์นั้นเลย เพียงแต่มันเป็นปราสาทที่สวยมาก แล้วก็มีกลิ่นอายความหลอนแทรกอยู่ทั่วบริเวณ คือถ้าว่ากันเฉพาะจุดนี้นะ ผมแทบจะให้ห้าดาวเลย ในแง่ของฉากทิวทัศน์ และฉากปราสาทที่ให้อารมณ์ลึกลับหลอนๆ แบบ “ดูผู้ดี” เนี่ย

แต่ทว่าจุดอ่อนของหนังก็คือส่วนอื่นๆ นอกจากฉากและงานภาพครับ จริงๆ ตัวบทมันก็โอเคครับ แม้จะพอเดาได้ แต่ก็ไม่ได้แย่เกินไป มันพอมีประเด็นอยู่บ้าง แต่ปัญหาสำคัญคือหนังอืดและยืดจนเกินเหตุ… คือหนังยาว 2 ชั่วโมงครึ่งน่ะครับ ซึ่งเมื่อเทียบความยาวกับประเด็นและเนื้อเรื่องที่หนังมีแล้ว มันจัดว่าเกินความจำเป็น มันเยิ่นเย้อจนเกินไป


จริงๆ ผู้กำกับ Gore Verbinski ถือว่าคุมงานได้ดีนะครับ อย่างที่บอกว่าหนังไม่ได้แย่ องค์ประกอบงานภาพและเทคนิคถือว่าดีเลยล่ะเมื่อเทียบกับทุนสร้าง $40 ล้าน และแม้ว่าหนังจะอืดยืดเกินไป แต่หากมาว่ากันถึงแต่ละซีนที่ร้อยเรียงลงไปในหนังแล้ว ทุกซีนถือว่าสร้างออกมาได้ดี ทุกซีนถือมี “ของ” อยู่ในนั้น

“ของ” ที่ว่า ถ้าไม่ใช่ภาพสวยๆ ศิลป์หลอนๆ ก็เป็นการแสดงที่เข้าท่า แต่กระนั้นหลายซีนที่ว่านี้แม้จะดีแต่ก็อยู่ในข่าย “ไม่ต้องใส่ลงมาก็ได้” เพราะใส่ลงมาแล้วมันยืด ยิ่งพลังของแต่ละ “ปม” ในเรื่องมันก็ไม่ได้มากอยู่แล้ว พอหนังมาเดินเรื่องช้า พลังความลึกลับของแต่ละปมเลยอ่อนแรงลงตามลำดับ

ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่น่าเสียดายครับ เพราะจริงๆ มันน่าสนใจน่ะ มันมาทางเดียวกับ Shutter Island เลย และถ้าพูดถึงงานภาพงานศิลป์ล่ะก็ ผมว่า A Cure for Wellness นี่กินขาด แต่มาพลาดตรงการเดินเรื่องที่ช้าเกิน ฉากที่ไม่จำเป็นเยอะเกิน และปมในเรื่องที่แม้จะไม่แย่ แต่ก็ยังไม่เด่นเท่าไร

แต่กระนั้น หากใครเป็นคอหนังลึกลับและชอบหนังหลอนภาพสวยๆ ผมว่าเรื่องนี้น่าลองครับ ถือเป็นหนังลึกลับที่มีของดี… อย่าว่างั้นงี้เลยครับ ผมเองยังอยากดูซ้ำเลย ไม่ใช่เพราะชอบเนื้อเรื่องหรืออะไรนะครับ แต่ผมชอบงานภาพ มันสวยแท้

และหากมองในแง่งานฉากและงานภาพแล้ว ผมถือว่านี่เป็นอีกหนึ่งหมุดไมล์ของหนังสยองขวัญ+หลอน ที่มีฉากหลังเป็นปราสาทหลังโต เลยล่ะ (เฉพาะงานภาพ-ฉากปราสาทนะครับ ขอย้ำ)

คะแนนความชอบ 6.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว A Cure for Wellness (2016) ชีพอมตะ appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-cure-wellness-2016-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0.html/feed 0
รีวิว An Uncommon Grace (2017) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-uncommon-grace-2017.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-uncommon-grace-2017.html#respond Sat, 22 Jul 2017 03:00:34 +0000 http://www.bktube.net/?p=13140 หนังโรแมนติกของ Hallmark จัดว่ามีพัฒนาการให้แฟนๆติดตามอยู่เสมอครับ คือมันไม่ได้มีแค่ความโรแมนติกหรือบรรยากาศดีๆ แต่หลายเรื่องจะมาพร้อมรายละเอียดที่น่าสนใจ หรือไม่ก็เปิดโลกให้กับผู้ชม ให้ได้รู้และสัมผัสถึงบางเรื่องราวหรือบางขนบวัฒนธรรมที่เราอาจไม่ค่อยได้สัมผัส อย่างเรื่องนี้เหตุไปเกิดแถบชุมชนอามิชครับ ตัวเอกคือ เกรซ คอนเนอร์ (Jes Macallan) พยาบาลที่เคยออกไปทำหน้าที่กลางสนามรบมาก่อน ซึ่งจากประสบการณ์ครั้งนั้นก็ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเธออยู่จนถึงปัจจุบัน หลังจบภารกิจเธอก็กลับมาอยู่กับคุณยาย (Kelly McGillis) ในแถบชุมชนอามิช แล้ววันหนึ่งหนุ่มชาวอามิชที่ชื่อ เลวี่ (Sean Faris) ก็มาขอความช่วยเหลือ เพราะพ่อและแม่ของเขาถูกยิงครับ แม้เกรซจะสามารถช่วยแม่ของเขาได้ แต่ก็สายเกินไปสำหรับการช่วยพ่อของเลวี่ แล้วเรื่องราวที่เหลือก็ว่าด้วยการตามสืบหาตัวฆาตกร และว่าด้วยสายใยสัมพันธ์รักของเกรซและเลวี่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แต่นั่นก็นำมาสู่ปัญหาใหญ่เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ชาวอามิชจะต้องแต่งงานกับคนอามิชด้วยกันเท่านั้น จะไปรักไปแต่งกับคนนอกไม่ได้เด็ดขาด เรื่องนี้สิ่งที่ได้ใจผมอย่างแรกก็คือภาพวิวสวยๆ ครับ ไม่ว่าจะท้องทุ่งงามๆ หรือบ้านเรือนบ้านไร่ที่จัดว่าสวยมากๆ มันได้อารมณ์ชนบทและความสงบแบบชุมชมอามิชจริงๆ ทำให้การดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนได้เดินเล่นไปเที่ยวแถวนั้นน่ะครับ สิ่งที่ชอบต่อมาคือการแสดงดีๆ ของดารานำ Macallan ถือว่าไปได้ดีกับบทนางเอกที่มีความแกร่งแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน และเป็นคนที่เปิดกว้างพร้อมเข้าใจความต่างบางประการของวัฒนธรรม เรียกว่าไม่แปลกใจล่ะครับว่าทำไมเลวี่ถึงรู้สึกดีๆ กับเธอ ในขณะที่ Faris เองก็เหมาะกับบทหนุ่มอามิชผู้แสนสุภาพ เขาดูเป็นสุภาพบุรุษที่ชวนฝันมากๆ จนเข้าใจได้เลยว่าทำไมเกรซ รวมถึงสาวๆ ในชุมชมถึงปลื้มเขากันนัก ผมชอบฉากที่เขาเอากระเป๋าสานไปให้เกรซน่ะครับ เป็นฉากง่ายๆ...

The post รีวิว An Uncommon Grace (2017) appeared first on .

]]>

หนังโรแมนติกของ Hallmark จัดว่ามีพัฒนาการให้แฟนๆติดตามอยู่เสมอครับ คือมันไม่ได้มีแค่ความโรแมนติกหรือบรรยากาศดีๆ แต่หลายเรื่องจะมาพร้อมรายละเอียดที่น่าสนใจ หรือไม่ก็เปิดโลกให้กับผู้ชม ให้ได้รู้และสัมผัสถึงบางเรื่องราวหรือบางขนบวัฒนธรรมที่เราอาจไม่ค่อยได้สัมผัส

อย่างเรื่องนี้เหตุไปเกิดแถบชุมชนอามิชครับ ตัวเอกคือ เกรซ คอนเนอร์ (Jes Macallan) พยาบาลที่เคยออกไปทำหน้าที่กลางสนามรบมาก่อน ซึ่งจากประสบการณ์ครั้งนั้นก็ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเธออยู่จนถึงปัจจุบัน

หลังจบภารกิจเธอก็กลับมาอยู่กับคุณยาย (Kelly McGillis) ในแถบชุมชนอามิช แล้ววันหนึ่งหนุ่มชาวอามิชที่ชื่อ เลวี่ (Sean Faris) ก็มาขอความช่วยเหลือ เพราะพ่อและแม่ของเขาถูกยิงครับ แม้เกรซจะสามารถช่วยแม่ของเขาได้ แต่ก็สายเกินไปสำหรับการช่วยพ่อของเลวี่

แล้วเรื่องราวที่เหลือก็ว่าด้วยการตามสืบหาตัวฆาตกร และว่าด้วยสายใยสัมพันธ์รักของเกรซและเลวี่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แต่นั่นก็นำมาสู่ปัญหาใหญ่เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ชาวอามิชจะต้องแต่งงานกับคนอามิชด้วยกันเท่านั้น จะไปรักไปแต่งกับคนนอกไม่ได้เด็ดขาด


เรื่องนี้สิ่งที่ได้ใจผมอย่างแรกก็คือภาพวิวสวยๆ ครับ ไม่ว่าจะท้องทุ่งงามๆ หรือบ้านเรือนบ้านไร่ที่จัดว่าสวยมากๆ มันได้อารมณ์ชนบทและความสงบแบบชุมชมอามิชจริงๆ ทำให้การดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนได้เดินเล่นไปเที่ยวแถวนั้นน่ะครับ

สิ่งที่ชอบต่อมาคือการแสดงดีๆ ของดารานำ Macallan ถือว่าไปได้ดีกับบทนางเอกที่มีความแกร่งแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน และเป็นคนที่เปิดกว้างพร้อมเข้าใจความต่างบางประการของวัฒนธรรม เรียกว่าไม่แปลกใจล่ะครับว่าทำไมเลวี่ถึงรู้สึกดีๆ กับเธอ

ในขณะที่ Faris เองก็เหมาะกับบทหนุ่มอามิชผู้แสนสุภาพ เขาดูเป็นสุภาพบุรุษที่ชวนฝันมากๆ จนเข้าใจได้เลยว่าทำไมเกรซ รวมถึงสาวๆ ในชุมชมถึงปลื้มเขากันนัก ผมชอบฉากที่เขาเอากระเป๋าสานไปให้เกรซน่ะครับ เป็นฉากง่ายๆ แต่น่ารักและจริงใจอย่างยิ่

แต่ที่ทำให้ผมอึ้งนิดๆ คือ McGillis อดีตนางเอกสวยเท่ห์ใน Top Gun มาตอนนี้เธอเป็นคุณยายไปเรียบร้อย ซึ่งในแง่การแสดงนั้นเธอก็อาจไม่ได้มีบทอะไรมากครับ แต่ก็แสดงได้เหมาะสมดี (แค่ตกใจยามเห็นดารารุ่นที่เราๆ คุ้นเคบ แก่ตัวเท่านั้นแหละ 555)


ถ้าจะมีติดใจนิดๆ ก็อาจเป็นเนื้อเรื่องบางส่วนที่ชวนให้คิดถึงละครไทย ประเภทว่ามีนางอิจฉาหรือมีตัวละครที่ดูๆ จะไร้เหตุผล แต่ก็ยังดีครับที่มันไม่ได้เยอะเกินไปจนทำให้หนังเสียกระบวน และหากมองในแง่ของเหตุผลแล้วก็พอเข้าใจน่ะครับ

ตัวละครที่ว่าเป็นชาวอามิชน่ะครับ บางสิ่งที่พวกเขาทำดูจะ “ไม่ใช่” สำหรับเรา แต่หากมองแบบเปิดใจแล้ว ก็พอเข้าใจน่ะว่ามันคือธรรมเนียมปฏิบัติที่เขาทำกันมานาน และมันคืออะไรที่ “ถูกต้องเหมาะสม” สำหรับพวกเขา

หนังก็นำเสนอวิถีของชาวอามิชได้น่าสนใจดีครับ คือมันอาจไม่ได้ลึกซึ้งประหนึ่งหนังสารคดี แต่ก็ทำให้เราเห็นหลายๆ แง่มุมของวิถีชีวิตในแบบของพวกเขา เรียบว่านอกจากหนังจะทำในแง่โรแมนติกได้ดีแล้ว ในแง่การ “แวะเวียนไปสู่โลกของชาวอามิช” ให้เราได้สัมผัส ก็จัดว่าทำได้ดีครับ

โดยรวมแล้วผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ มันเป็นโรแมนติกผสมชีวิตที่ทำได้กำลังเหมาะ มีความน่ารักในระดับพอดี (ไม่ได้งุ้งงิ้งเกิน) และที่ชอบมากๆ คือเคมีของพระนางจัดว่าเข้ากันได้ดี รวมถึงบรรยากาศบ้านไร่เรียบง่ายก็เป็นอะไรที่ทำให้เราผ่อนคลายได้ประมาณหนึ่งครับ

แต่หนังอาจไม่ได้ทำให้เรารู้จักชุมชนอามิชขนาดนั้นนะครับ ต้องบอกไว้ก่อน เพราะบางแง่มุมก็อาจเป็น “การเลือกปฏิบัติในการทำเสนอ” อยู่บ้าง (ประมาณว่าเอากฎเกณฑ์ของชาวอามิชมาเป็นปมดราม่า อะไรประมาณนั้น) แต่หากมองในแง่ “ลองสัมผัสแบบไม่ลงลึก” หนังก็ทำหน้าที่ได้โอเคในระดับหนึ่งครับ

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว An Uncommon Grace (2017) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-uncommon-grace-2017.html/feed 0
รีวิว The Last Face (2016) ความรัก ศรัทธา ห่ากระสุน http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-last-face-2016-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b2-%e0%b8%ab.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-last-face-2016-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b2-%e0%b8%ab.html#respond Fri, 21 Jul 2017 03:00:49 +0000 http://www.bktube.net/?p=13133 หลังฝากผลงาน Into the Wild อันลื่อเลื่องไว้เมื่อ 10 ปีก่อน Sean Penn ก็ว่างเว้นจากการกำกับไปเลยครับ จนกระทั่งเมือปีกลาย (2016) เขาถึงกลับมากำกับอีกครั้งกับหนังชีวิตผสมโรแมนติกอิงสงครามและการเมืองเรื่องนี้ เรน (Charlize Theron) เป็นนักฟิสิกส์และนักเคลื่อนไหวที่สืบทอดตำแหน่งหน้าที่ต่อจากพ่อผู้จากไปของเธอ หน้าที่หลักคือรณรงค์เพื่อความสงบในเขตแอฟริกาตะวันตกที่กรุ่นทั้งไฟสงครามและความอดอยาก แต่กระนั้นเธอก็อดเปรียบเทียบการทำงานของตนกับสิ่งที่พ่อทำไว้ไม่ได้ ทีนี้เรนก็ได้พบกับมิเกล (Javier Bardem) ศัลยแพทย์ชาวสเปนที่ลงสนามช่วยชีวิตคนในแอฟริกาแบบไม่ห่วงชีวิตตน (เพราะเขาอาจโดนฆ่าได้ทุกขณะครับ) และการพบกันครั้งนั้นก็ทำให้เธอตระหนักได้ว่าการทำงานแบบนั่งโต๊ะอยู่ในองค์กรกับการมาลงสนามเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั้น มันช่างต่างกันเหลือเกิน แล้วพวกเขาก็เกิดตวามรู้สึกดีๆ ต่อกันครับ ความรักค่อยๆ ก่อตัว แต่แล้วทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวก็ทำให้พวกเขาต้องไกลห่างกันไป… ถึงที่สุดแล้ว พวกเขาจะได้กลับมารักกันอีกหรือไม่? คำตอบรออยู่ในหนังครับ ว่าตามจริงคือหนังมีของดีหลายอย่าง เริ่มจากดาราระดับฝีมือ ทั้ง Theron และ Bardem ต่างก็มีพลังในตนเองครับ แต่ด้วยความที่ทิศทางคาแรคเตอร์ของพวกเขายังไม่ชัด อีกทั้งการเล่าเรื่องมันไม่ส่ง ก็เลยทำให้พลังของพวกเขาไม่ค่อยได้เปล่งรัศมีสักเท่าไรการเดินเรื่องออกแนวเรื่อยๆ ครับ แม้จะมีประเด็นมากมายในหนัง แต่การเล่ามันไม่ได้โฟกัสให้เกิดพลังขึ้นมา เหมือนการเล่าในแต่ละฉากมันทำให้เรารับรู้สถานการณ์และความรู้สึกของตัวละคร แต่การเชื่อมเรื่องมันไม่เป็นเนื้อเดียวกันจนหนังไม่สามารถบิ้วให้เราอินได้ หากจะดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องตั้งใจดูครับ เพราะถ้าดูแบบผ่านๆ หรือเปิดดูเป็นเพื่อนก็มีสิทธิ์สูงมากที่จะรู้สึกไม่โอเคกับหนัง เพราะอย่างที่บอกว่าการเล่าและการเชื่อมเรื่องมันไม่เชิงต่อเนื่อง เหมือนเอาฉากมาต่อฉาก...

The post รีวิว The Last Face (2016) ความรัก ศรัทธา ห่ากระสุน appeared first on .

]]>

หลังฝากผลงาน Into the Wild อันลื่อเลื่องไว้เมื่อ 10 ปีก่อน Sean Penn ก็ว่างเว้นจากการกำกับไปเลยครับ จนกระทั่งเมือปีกลาย (2016) เขาถึงกลับมากำกับอีกครั้งกับหนังชีวิตผสมโรแมนติกอิงสงครามและการเมืองเรื่องนี้

เรน (Charlize Theron) เป็นนักฟิสิกส์และนักเคลื่อนไหวที่สืบทอดตำแหน่งหน้าที่ต่อจากพ่อผู้จากไปของเธอ หน้าที่หลักคือรณรงค์เพื่อความสงบในเขตแอฟริกาตะวันตกที่กรุ่นทั้งไฟสงครามและความอดอยาก แต่กระนั้นเธอก็อดเปรียบเทียบการทำงานของตนกับสิ่งที่พ่อทำไว้ไม่ได้

ทีนี้เรนก็ได้พบกับมิเกล (Javier Bardem) ศัลยแพทย์ชาวสเปนที่ลงสนามช่วยชีวิตคนในแอฟริกาแบบไม่ห่วงชีวิตตน (เพราะเขาอาจโดนฆ่าได้ทุกขณะครับ) และการพบกันครั้งนั้นก็ทำให้เธอตระหนักได้ว่าการทำงานแบบนั่งโต๊ะอยู่ในองค์กรกับการมาลงสนามเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั้น มันช่างต่างกันเหลือเกิน

แล้วพวกเขาก็เกิดตวามรู้สึกดีๆ ต่อกันครับ ความรักค่อยๆ ก่อตัว แต่แล้วทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวก็ทำให้พวกเขาต้องไกลห่างกันไป… ถึงที่สุดแล้ว พวกเขาจะได้กลับมารักกันอีกหรือไม่? คำตอบรออยู่ในหนังครับ


ว่าตามจริงคือหนังมีของดีหลายอย่าง เริ่มจากดาราระดับฝีมือ ทั้ง Theron และ Bardem ต่างก็มีพลังในตนเองครับ แต่ด้วยความที่ทิศทางคาแรคเตอร์ของพวกเขายังไม่ชัด อีกทั้งการเล่าเรื่องมันไม่ส่ง ก็เลยทำให้พลังของพวกเขาไม่ค่อยได้เปล่งรัศมีสักเท่าไร
การเดินเรื่องออกแนวเรื่อยๆ ครับ แม้จะมีประเด็นมากมายในหนัง แต่การเล่ามันไม่ได้โฟกัสให้เกิดพลังขึ้นมา เหมือนการเล่าในแต่ละฉากมันทำให้เรารับรู้สถานการณ์และความรู้สึกของตัวละคร แต่การเชื่อมเรื่องมันไม่เป็นเนื้อเดียวกันจนหนังไม่สามารถบิ้วให้เราอินได้

หากจะดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องตั้งใจดูครับ เพราะถ้าดูแบบผ่านๆ หรือเปิดดูเป็นเพื่อนก็มีสิทธิ์สูงมากที่จะรู้สึกไม่โอเคกับหนัง เพราะอย่างที่บอกว่าการเล่าและการเชื่อมเรื่องมันไม่เชิงต่อเนื่อง เหมือนเอาฉากมาต่อฉาก (แต่ไม่ต่ออารมณ์)

ผมต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ว่าหนังไม่ดี การแสดงไม่ดี หรืออารมณ์ในแต่ละฉากไม่ดีนะครับ จริงๆ มันก็โอเคอยู่น่ะ เพียงแต่การเชื่อมเรื่องเชื่อมฉากมันดูไม่กลมกล่อม ทิศทางและอารมณ์มันเลยดูสะเปะสะปะน่ะครับ


แต่ประเด็นในหนังน่ะน่าสนใจเลย มันก็สะท้อนสังคมและการเมืองตามสไตล์ของหนังที่ Penn ชอบจับมาทำน่ะครับ อย่างเรนเองก็สับสนว่าเธอทำหน้าที่เพื่อช่วยคนในแอฟริกา แต่การที่เธอเอาแต่นั่งในห้องแอร์แล้ววางโครงการ วางนโยบายมันทำให้เธอไม่สบายใจ เพราะมันเหมือนกับว่าเธอไม่ได้เห็นปัญหาและไม่ได้สัมผัสปัญหาอย่างแท้จริง ได้แต่เต้าเอาเป็นหลัก
มันก็ชวนให้คิดน่ะครับ เพราะหลายครั้งที่นโยบายหรือโครงการจากองค์กรต่างๆ ที่คิดกันในห้องประชุมมันก็เอาไปปฏิบัติจริงในภาคสนามไม่ได้ สุดท้ายก็เหมือนเป็นการผลาญงบไปกับอะไรที่ไม่ตรงจุด ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดขึ้นมาหรอก

และใช่ว่าคนในบางองค์กรเขาจะไม่รู้นะครับ แต่เขามองว่า “ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร” ก็ช่วยไปก่อนไม่ว่าจะตอบหรือไม่ตอบโจทย์ ก็ช่วยๆ ตามแผนไปก่อน อย่างน้อยมันก็ดูเป็นผลงาน ดูว่าองค์กรได้ทำอะไรลงไปบ้าง และอีกอย่างคือหลายนโยบายวางเป้าง่าย ก็เพื่อให้มี “ผลงาน” ปรากฏอยู่สม่ำเสมอ หากมองในเชิงการเมืองในองค์กรแล้ว มันย่อมดีกว่าวางนโยบายหรือโครงการที่ดีจริงในระยะยาว แต่กว่าจะเห็นผลตั้งหลายสิบปี… แบบนี้ผลงานไม่เกิด บารมีไม่มา คะแนนเสียงไม่เท…

ก็สรุปน่ะนะครับ จริงๆ หนังมีประเด็นวิพากษ์องค์กรช่วยเหลือมนุษยชน และบทบาทของผู้บริหารองค์กรอยู่ไม่น้อย แล้วก็แทรกด้วยเรื่องโรแมนติก ซึ่งก็ถือว่ามีสาระนั่นแหละ แต่การนำเสนอร้อยเรียงมันไม่ลงตัวนัก เลยทำให้หนังดูไม่เพลินเท่าที่ควร แต่โดยส่วนตัวผมมองว่าหนังมีดีครับ เพียงแต่การนำเสนอมันไม่ขายและไม่ลงล็อคเท่านั้นเอง

อยากลองก็ได้ครับผม แต่ขอให้ดูแบบตั้งใจสักนิด จับประเด็นสักหน่อย ผมเชื่อว่าท่านจะได้อะไรกลับไปคิดครับ (แต่อย่าคาดหวังในแง่ความสนุกแบบภาพยนตร์ก็แล้วกัน)

คะแนนความชอบ 5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว The Last Face (2016) ความรัก ศรัทธา ห่ากระสุน appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-last-face-2016-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b2-%e0%b8%ab.html/feed 0
รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (มีสปอยล์ ตอนที่ 2) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad-2.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad-2.html#respond Thu, 20 Jul 2017 03:00:01 +0000 http://www.bktube.net/?p=12827 รีวิวนี้มีปอสยล์นะครับ ไม่อยากทราบไม่ควรอ่านครับ ส่วนผลต่อตัวผู้กระทำเอง ก็อาจเหมือนในเรื่อง Harry Potter น่ะครับ ที่เขาบอกว่าการฆ่าคนคือการฉีกทึ้งวิญญาณตน ในแง่หนึ่งมันคือการทำลายบางส่วนในจิตวิญญาณของมนุษย์ (ทำลายคุณธรรมความดี, ทำลายหิริโอตตัปปะ และเมตตากรุณา) และในบางแง่มันคือการ “ก้าวข้าม” หรือ “ทำลายกรอบกติกาขีดจำกัดของตน” มันคือการอัพเลเวลทะลวงขีดจำกัดของตน (ที่สยองขวัญอย่างยิ่ง) ดังนั้นเมื่อ “อสูรในร่างเควิน” ลงมือฆ่าคน (มันฆ่าไป 3 ศพในเรื่องนี้) แล้วจากนั้นก็มีการกระพือข่าวออกไปโดยสื่อ แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ประชาชนอกสั่นขวัญแขวนและกลัวอสูรตนนี้ขึ้นมาอย่างจับจิต ทำให้ “การฆ่าบูชายัญ” ของอสูรส่งผลต่อชาวเมือง (หรือผู้รับรู้) อย่างยิ่ง… อสูรและบุคลิกอื่นๆ ในร่างของเควินต้องการให้คนกลัวและยำเกรง… มันได้รับสิ่งนั้นแล้ว และต่อตัวบุคลิกอื่นๆ ที่สนับสนุน “อสูร” พวกนั้นก็ได้ความสบายใจและความรู้สึกปลอดภัย หลังจากที่พวกเขาต้อง “กลัว” สังคมภายนอก ต้องกลัวคนอื่นจะรู้ แต่ตอนนี้พวกเขาเป็นฝ่ายทำให้คนอื่นกลัว เป็นฝ่ายที่เชื่อว่าตนเองอยู่เหนือคนอื่นเป็นที่เรียบร้อย (ใครไม่เห็นด้วยก็แค่จัดการซะ…) บางครั้งคนเราก็ทำเรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เพื่อความสะใจ และไม่ใช่เพราะความจำเป็นบังคับ แต่เพราะเราอยากยกตนให้เหนือคนอื่น ยกตนเองไปสู่ “ยอด” ของอะไรสักอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย… เส้นทางสายมืดแบบนี้ มักทำได้ง่ายกว่า และได้ผลรวดเร็วเสมอ...

The post รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (มีสปอยล์ ตอนที่ 2) appeared first on .

]]>

รีวิวนี้มีปอสยล์นะครับ ไม่อยากทราบไม่ควรอ่านครับ

ส่วนผลต่อตัวผู้กระทำเอง ก็อาจเหมือนในเรื่อง Harry Potter น่ะครับ ที่เขาบอกว่าการฆ่าคนคือการฉีกทึ้งวิญญาณตน ในแง่หนึ่งมันคือการทำลายบางส่วนในจิตวิญญาณของมนุษย์ (ทำลายคุณธรรมความดี, ทำลายหิริโอตตัปปะ และเมตตากรุณา) และในบางแง่มันคือการ “ก้าวข้าม” หรือ “ทำลายกรอบกติกาขีดจำกัดของตน” มันคือการอัพเลเวลทะลวงขีดจำกัดของตน (ที่สยองขวัญอย่างยิ่ง)

ดังนั้นเมื่อ “อสูรในร่างเควิน” ลงมือฆ่าคน (มันฆ่าไป 3 ศพในเรื่องนี้) แล้วจากนั้นก็มีการกระพือข่าวออกไปโดยสื่อ แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ประชาชนอกสั่นขวัญแขวนและกลัวอสูรตนนี้ขึ้นมาอย่างจับจิต ทำให้ “การฆ่าบูชายัญ” ของอสูรส่งผลต่อชาวเมือง (หรือผู้รับรู้) อย่างยิ่ง… อสูรและบุคลิกอื่นๆ ในร่างของเควินต้องการให้คนกลัวและยำเกรง… มันได้รับสิ่งนั้นแล้ว

และต่อตัวบุคลิกอื่นๆ ที่สนับสนุน “อสูร” พวกนั้นก็ได้ความสบายใจและความรู้สึกปลอดภัย หลังจากที่พวกเขาต้อง “กลัว” สังคมภายนอก ต้องกลัวคนอื่นจะรู้ แต่ตอนนี้พวกเขาเป็นฝ่ายทำให้คนอื่นกลัว เป็นฝ่ายที่เชื่อว่าตนเองอยู่เหนือคนอื่นเป็นที่เรียบร้อย (ใครไม่เห็นด้วยก็แค่จัดการซะ…)

บางครั้งคนเราก็ทำเรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เพื่อความสะใจ และไม่ใช่เพราะความจำเป็นบังคับ แต่เพราะเราอยากยกตนให้เหนือคนอื่น ยกตนเองไปสู่ “ยอด” ของอะไรสักอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย… เส้นทางสายมืดแบบนี้ มักทำได้ง่ายกว่า และได้ผลรวดเร็วเสมอ (เหมือนที่ดัมเบิลดอร์บอกกับแฮร์รี่ว่า “สักวันเธอจะต้องเลือก ระหว่าง “สิ่งที่ถูกต้อง” กับ “สิ่งที่ง่าย”)

และภายในตัวเรานั้น จริงๆ ก็มีหลายคนอาศัยอยู่ครับ มันสลับกันเป็นเจ้าเรือนในตัวเราเสมอ บางครั้งก็เป็นเราเมื่อวัยเด็ก บางครั้งก็เป็นเรา “คนที่เคยเจ็บปวดเพราะอะไรบางอย่างในอดีต” หรือบางครั้งก็เป็นตัวตนในอุดมคติที่เราพยายามจะเป็น… และแน่นอนครับ บางครั้งก็เป็น “อสูร” ที่พร้อมจะทำลายทุกสรรพสิ่ง… บางทีการตระหนักถึงเรื่องพวกนี้เอาไว้ ก็อาจช่วยเราได้ในบางสถานการณ์ (โดยเฉพาะยามที่อสูรจะออกมาอาละวาด)

หรือมุมมองเรื่องเกี่ยวกับ “สาวบริสุทธิ์” ของหนังเรื่องนี้ก็ต่างออกไป (สาวบริสุทธิ์มักเป็นเหยื่อในการบูชายัญเสมอ) แต่ปกติสาวบริสุทธิ์จะหมายถึงสาวจิ้นที่ไม่เคยมีสัมพันธ์กับชายใด เป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรประมาณนั้น แต่กับ Split สาวบริสุทธิ์คือสาวที่ “อ่อนต่อโลก”

“อ่อนต่อโลก” ในที่นี้ ไม่ใช่ไร้เดียงสาหรือไม่ประสีประสานะครับ แต่พี่มาโนชแกมองว่า สาวอ่อนต่อโลกคือ “สาวที่ไร้ประสบการณ์จากชีวิตที่แท้จริง” โดยประสบการณ์ที่สาวอ่อนต่อโลกเหล่านี้ได้รับมันเป็นแค่ “ประสบการณ์สำเร็จรูป” ที่ถูกแพ็ควางขายอยู่ตามห้าง หรือไม่ก็เป็นประสบการณ์ที่พ่อแม่จัดหาให้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องลำบาก

หนังสะท้อนชัดมากผ่านตัวละครแคลร์ (Richardson) สาวสวยกระแสนิยมที่คิดว่าตัวเองรู้อะไรหลายอย่าง คิดว่าตัวเองเป็นคาราเต้ คิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายคว้าโอกาสโจมตีก่อน ฯลฯ แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่าในตอนต้นเรื่อง (ก่อนโดนจับมา) เธอกลับเอาแต่เม้าท์แตกจนไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่รู้กระทั่งว่าพ่อโดนทำร้ายที่หลังรถ และไม่รู้กระทั่งว่ามีใครก็ไม่รู้เปิดประตูมานั่งอยู่เบาะหน้า

สิ่งที่จะก่ออันตรายให้กับตัวเราได้มากที่สุด อาจไม่ใช่ปัจจัยอื่นภายนอก แต่เป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวเราเอง ไม่ว่าจะความประมาทเลินเล่อ, การคิดว่าตัวเราเก่งแล้ว แน่แล้ว, การไม่รู้จักสังเกตเปิดหูเปิดตา สังเกตสรรพสิ่งรอบตัว หรือการที่มองแต่ตนเอง อยู่ในโลกแคบๆ ของตนเอง จนเผลอคิดไปเองว่า “นี่คือโลกทั้งใบ” (ถ้าใช้ภาษาเก่าๆ ก็คือ กบในกะลาครับ)

คิดในแง่หนึ่ง นี่ก็คงเป็นมุมมองที่พี่มาโนชมีต่อเด็กวัยรุ่นสมัยนี้เหมือนกันนะครับ มันออกแนวเสียดสี และตั้งคำถามชวนให้คิด เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ คนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่ามีช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น คนแต่ละวัยก็มองว่าวัยของตนมีดี แต่ประเด็นคือไม่ว่าวัยไหนหรือ Generation ใดต่างก็มีจุดอ่อนและจุดแข็งในตนเองทั้งสิ้น

ดังนั้นการมองแต่ว่า “Generation เราดีกว่าๆ” และมองว่า “Generation อื่นด้อยกว่าๆ” โดยไม่พิจารณามองให้รอบด้านครบมุม มันย่อมไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และการที่เรายึดว่า “ฉันเก่ง ฉันดี” แบบไม่ลืมหูลืมตา ก็อาจเป็นหนทางที่นำเราไปสู่หายนะก็ได้

ประเด็นพวกนี้เมื่อมองรวมกับหนังอย่าง Unbreakable แล้ว (ทฤษฎีเกี่ยวกับคนเหนือมนุษย์, การ์ตูนหรือเรื่องเล่าตำนานบางทีก็ถูกปรุงจนเกินจริง แต่ยังไงก็อิงจากเค้าโครงความจริงบางอย่างเสมอ, คนที่เป็นขั้วต่างกัน ฯลฯ) หากมองดีๆ เราสามารถนำมาวิจัยมนุษย์ได้แบบยาวๆ ทีเดียว

และแน่นอนว่าการหักมุมสำคัญที่สุดคือการเชื่อมเรื่องราวเข้ากับ Unbreakable ครับ เป็นอะไรที่ดีใจมากๆ เพราะผมอยากให้มีการทำตอนต่อมานานแล้วครับ จำได้ว่าตอนแรกพี่มาโนชบอกเลยว่าเขาอยากทำ Unbreakable เป็นไตรภาค แต่พอมันไม่ทำเงินโปรเจคท์ก็เลยเหมือนจะเงียบไป จนกระทั่งสิบกว่าปีต่อมานี่แหละครับ ฝันถึงได้เป็นจริง ^_^ รอดูได้เลยครับ

คะแนนความชอบ 7.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (มีสปอยล์ ตอนที่ 2) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad-2.html/feed 0
เมื่อหนุ่มน้อยต้องหนีตายจากแดนทมิฬ ตัวอย่างแรกใน ALPHA http://www.bktube.net/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%95.html http://www.bktube.net/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%95.html#respond Wed, 19 Jul 2017 15:42:32 +0000 http://www.bktube.net/?p=13504 ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี ปล่อยตัวอย่างแรกสุดระทึกกับการเอาชีวิตรอดของหนุ่มน้อยก่อนที่ความตายจะมาเยือน Sony Pictures ปล่อยตัวอย่างแรกจากหนังเรื่อง Alpha หนังเรื่องใหม่ของ โคดี้ สมิธ-แมคฟี (Kodi Smit-McPhee) นักแสดงหน้าใหม่ที่ถูกจับตามอง ในบทบาทของเด็กหนุ่มที่ต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติอันโหดร้ายที่ไล่คร่าชีวิตเขาอย่างไม่หยุดยั้ง ย้อนกลับไปในยุโรปเมื่อ 20,000 ปีก่อน การล่าสัตว์ครั้งแรกของเด็กหนุ่มกับชนเผ่าของเขา ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความโชคร้ายเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้คนในเผ่าเข้าใจว่าเขาได้ตายไปแล้ว การเรียนรู้ธรรมชาติเพื่อที่จะเอาชีวิตรอดจึงเป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องทำ โดยมีหมาป่าคู่ใจที่เป็นสหายร่วมทางเผชิญอันตรายในที่ต่าง ๆ เพื่อหาทางกลับบ้านก่อนความตายจากภัยหนาวจะมาเยือน ร่วมลุ้นไปกับการผจญภัยครั้งใหม่ที่มีชีวิตเป็นเดิมพันของเด็กหนุ่มหน้าใสกับหมาป่าคู่ใจใน Alpha ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี ผลงานการกำกับของ อัลเบิร์ต ฮิวจ์ (Albert Hughes) มีนาคม 2018   ที่มา : kapook.com เรียบเรียงโดย : BKTUBE

The post เมื่อหนุ่มน้อยต้องหนีตายจากแดนทมิฬ ตัวอย่างแรกใน ALPHA appeared first on .

]]>
ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี ปล่อยตัวอย่างแรกสุดระทึกกับการเอาชีวิตรอดของหนุ่มน้อยก่อนที่ความตายจะมาเยือน

Sony Pictures ปล่อยตัวอย่างแรกจากหนังเรื่อง Alpha หนังเรื่องใหม่ของ โคดี้ สมิธ-แมคฟี (Kodi Smit-McPhee) นักแสดงหน้าใหม่ที่ถูกจับตามอง ในบทบาทของเด็กหนุ่มที่ต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติอันโหดร้ายที่ไล่คร่าชีวิตเขาอย่างไม่หยุดยั้ง

ย้อนกลับไปในยุโรปเมื่อ 20,000 ปีก่อน การล่าสัตว์ครั้งแรกของเด็กหนุ่มกับชนเผ่าของเขา ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความโชคร้ายเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้คนในเผ่าเข้าใจว่าเขาได้ตายไปแล้ว การเรียนรู้ธรรมชาติเพื่อที่จะเอาชีวิตรอดจึงเป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องทำ โดยมีหมาป่าคู่ใจที่เป็นสหายร่วมทางเผชิญอันตรายในที่ต่าง ๆ เพื่อหาทางกลับบ้านก่อนความตายจากภัยหนาวจะมาเยือน

ร่วมลุ้นไปกับการผจญภัยครั้งใหม่ที่มีชีวิตเป็นเดิมพันของเด็กหนุ่มหน้าใสกับหมาป่าคู่ใจใน Alpha ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี ผลงานการกำกับของ อัลเบิร์ต ฮิวจ์ (Albert Hughes) มีนาคม 2018

 

ที่มา : kapook.com

เรียบเรียงโดย : BKTUBE

The post เมื่อหนุ่มน้อยต้องหนีตายจากแดนทมิฬ ตัวอย่างแรกใน ALPHA appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%95.html/feed 0
รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (มีสปอยล์ ตอนที่ 1) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad.html#respond Wed, 19 Jul 2017 03:00:31 +0000 http://www.bktube.net/?p=12820 จุดนี้ต้องขอเอ่ยชมผู้กำกับภาพ Mike Gioulakis ที่เคยสำแดงฝีมือมาแล้วจาก It Follows มาเรื่องนี้การนำเสนอภาพของเขาก็ยังเจืออารมณ์แปลกๆ เอาไว้ และได้อารมณ์อึดอัดแม้ฉากนั้นจะไม่ได้วางกล้องในมุมที่แคบก็ตาม (แบบเดียวกับที่เราเคยอึดอัดใน It Follows ทั้งที่ฉากนั้นๆ ก็กว้างจะตายไป) พลังสำคัญอีกอย่างคือการแสดงของ McAvoy ครับ พี่แกจิตแตกได้เก่งมาก แล้วพอดูๆ ไปจะพบว่าพี่แกไม่ใช่เล่นแค่เปลี่ยนบุคลิกไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่บางจังหวะมันมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้น (โดยเฉพาะฉากที่เขาคุยกับหมอเฟลตเชอร์ แล้วหมอพยายามพูดให้เขา “เปิดเผยตัวตนจริงๆ” ออกมา ฉากนั้นพลังเยอะมากจริงๆ ครับ) ดาราคนอื่นๆ ก็เหมาะกับบทนะ Anya Taylor-Joy ในบทเคซีย์ สาวน้อยที่ดูแปลกแยก บทนี้ก็ซับซ้อนใช้ได้ครับ เธอดูแตกต่างจากอีก 2 สาวที่โดนจับไป (รับบทโดย Haley Lu Richardson และ Jessica Sula) แบบชัดมากๆ ไม่ใช่แค่หน้าตาท่าทาง แต่รวมถึงการคิดและการแสดงออกด้วย เลยทำให้บทของเคซีย์นี่กลายเป็นอีกบทที่น่าสนใจไม่แพ้เควินทีเดียว แต่คนที่ผมชอบมากมายต้องยกให้ Buckley ครับ เธอเป็นคุณหมอได้อย่างน่าเชื่อ+น่ารัก และจะว่าไปแล้วฝีมือเธอก็จัดว่าสูงมากๆ นะครับ...

The post รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (มีสปอยล์ ตอนที่ 1) appeared first on .

]]>

จุดนี้ต้องขอเอ่ยชมผู้กำกับภาพ Mike Gioulakis ที่เคยสำแดงฝีมือมาแล้วจาก It Follows มาเรื่องนี้การนำเสนอภาพของเขาก็ยังเจืออารมณ์แปลกๆ เอาไว้ และได้อารมณ์อึดอัดแม้ฉากนั้นจะไม่ได้วางกล้องในมุมที่แคบก็ตาม (แบบเดียวกับที่เราเคยอึดอัดใน It Follows ทั้งที่ฉากนั้นๆ ก็กว้างจะตายไป)

พลังสำคัญอีกอย่างคือการแสดงของ McAvoy ครับ พี่แกจิตแตกได้เก่งมาก แล้วพอดูๆ ไปจะพบว่าพี่แกไม่ใช่เล่นแค่เปลี่ยนบุคลิกไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่บางจังหวะมันมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้น (โดยเฉพาะฉากที่เขาคุยกับหมอเฟลตเชอร์ แล้วหมอพยายามพูดให้เขา “เปิดเผยตัวตนจริงๆ” ออกมา ฉากนั้นพลังเยอะมากจริงๆ ครับ)

ดาราคนอื่นๆ ก็เหมาะกับบทนะ Anya Taylor-Joy ในบทเคซีย์ สาวน้อยที่ดูแปลกแยก บทนี้ก็ซับซ้อนใช้ได้ครับ เธอดูแตกต่างจากอีก 2 สาวที่โดนจับไป (รับบทโดย Haley Lu Richardson และ Jessica Sula) แบบชัดมากๆ ไม่ใช่แค่หน้าตาท่าทาง แต่รวมถึงการคิดและการแสดงออกด้วย เลยทำให้บทของเคซีย์นี่กลายเป็นอีกบทที่น่าสนใจไม่แพ้เควินทีเดียว

แต่คนที่ผมชอบมากมายต้องยกให้ Buckley ครับ เธอเป็นคุณหมอได้อย่างน่าเชื่อ+น่ารัก และจะว่าไปแล้วฝีมือเธอก็จัดว่าสูงมากๆ นะครับ เพราะเธอต้องร่วมซีนกับ McAvoy ที่มีบุคลิกสุดซับซ้อน (บางฉากก็ “ซ้อนของซ้อน” อีกที) คือถ้า Buckley ไม่เจ๋งจริงก็คงรับส่งพลังกับ McAvoy ไม่ได้ล่ะครับ โดยเฉพาะฉากที่เธอน้ำตาไหลนี่ ผมยังเกือบน้ำตาไหลตาม เพราะมวลอารมณ์มันมาจริงๆ

หนังทำออกมาน่าติดตาม ได้รสลึกลับผสมด้วยพลังของเรื่องราว แต่ก็อย่างที่บอกน่ะครับ หนังของพี่มาโนชทุกเรื่องย่อมมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ และส่วนมากแล้วถ้าชอบก็คือชอบไปเลย แต่ถ้าไม่ชอบก็จะเฉยหรือไม่ก็เบือนหน้าไปเลยก็มี

ดังนั้นถ้าจะให้ผมแนะนำล่ะก็ เอาเป็นว่าสำหรับแฟนหนังพี่มาโนช ผมอยากให้ลองดูครับ หรือถ้าใครชอบ McAvoy ล่ะก็เรื่องนี้ถือว่าคุ้มค่าน่าดูมากๆ แต่หากใครไม่เคยถูกจริตกับหนังของพี่มาโนชเลย ก็เป็นไปได้อย่างสูงว่าท่านจะไม่โดนเรื่องนี้ด้วยเหมือนกันครับ
เอาล่ะครับ ผมจะเข้าสู่โซนสปอยล์แล้วล่ะนะครับ
+++ใครไม่อยากทราบ ควรหยุดอ่านครับ+++

ผมสนุกกับการเล่าเรื่องของพี่มาโนชครับ พี่ท่านยังคงใช้วิธี “เล่าง่ายๆ แต่ได้อารมณ์ซับซ้อน” ส่วนเรื่องความน่ากลัว/ตื่นเต้น/สยองขวัญ พวกนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องรองครับ เพราะถ้าว่าตามจริงหนังไม่ได้น่ากลัวอะไรมาก แต่จุดที่น่าสนใจจริงๆ คือ “สิ่งที่พี่มาโนชพยายามบอก” นั่นเอง

ผมชอบสมมติฐานหลายๆ อย่างที่พี่มาโนชแกเอามาใช้ครับ อย่างเรื่องศักยภาพของมนุษย์ หรือเรื่องที่ว่าแต่ละบุคลิกจะส่งผลต่อร่างกายต่างกัน มันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ เพราะจริงๆ เรื่องจิตของมนุษย์นั้นยังมีความลับที่รอการค้นพบไม่แพ้เรื่องนอกโลกอื่นๆ หรือเรื่องผีสางเทวดาทั้งหลายซะอีก

และหากจะว่าไปแล้ว เรื่องราวในหนังมันเหมือนเป็นการหยิบเอาแนวคิด “การบูชายัญ” มานำเสนอใหม่น่ะครับ เหตุที่เกิดมันใช่เลย ไม่ว่าจะหลายๆ บุคลิกที่อยู่ในตัวเควินเปรียบเหมือนชนเผ่าหนึ่งที่ต้องการอยู่รอดและต้องการผู้คุ้มครองให้ชนเผ่าของตนเองรอด เลยมีการวิวัฒนาการบุคลิกใหม่ขึ้นมาเป็นเหมือนผู้นำ, เทพเจ้า, ปีศาจ หรือหมอผีที่มีไว้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ

แล้วพวกสาวๆ ก็ถูกจับมาบูชายัญครับ มันก็ทำให้คิดนะ ว่าการบูชายัญนั้นมันเป็นพิธีกรรมที่มีความหมายในทางจิตวิทยาอย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อใครสักคนลงมือฆ่าคน มันย่อมมีผลต่อจิตใจของผู้ฆ่าเองและจิตใจของผู้พบเห็น/รับรู้

ผมเชื่อครับว่าใครหลายคนมีคำถามว่าทำไมการบูชายัญถึงต้องฆ่ากันด้วย การฆ่าคนเพื่อบูชาความเชื่อที่งมงายมันออกจะเกินไปไหม มันแรงหรือเล่นใหญ่เกินไปไหม? แต่หากเรามองในเชิงจิตใจ ก็จะพบว่ามันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น และมันมีเหตุมีผลที่น่าคิดตามทีเดียว

ผลต่อตัวผู้พบเห็นก็คือบังเกิดความกลัวเกรง มันจะเกิดพลังในการควบคุมบางอย่าง (“คนที่ฆ่าคน” จะดูมีอำนาจเหนือ “คนที่ไม่ฆ่าคน” ขึ้นมาทันที) ซึ่งหากเรามองไปถึงเรื่องในวิถีเชิงสังคมแล้ว “คนที่ฆ่าคน” ก็จะถูกรับรู้เสมือนหนึ่งเป็นผู้นำ/เจ้าพ่อ/แตะไม่ได้/น่ากลัว ฯลฯ ในแง่หนึ่งมันจึงสื่อถึงอำนาจและการควบคุม

ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (มีสปอยล์ ตอนที่ 1) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad.html/feed 0
รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (ปลอดสปอยล์) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa.html#respond Tue, 18 Jul 2017 03:00:41 +0000 http://www.bktube.net/?p=12813 ทำไมโปสเตอร์ของ Split ต้องเป็นรอยกระจกแตก? ตอนแรกผมไม่เอะใจนะ ก็คิดง่ายๆ ว่าคงเพราะเรื่องมันเกี่ยวกับบุคลิกที่แตกออกเป็น 23 ตัวตนของตัวเอก โปสเตอร์เลยทำเป็นรอยแตกซะ… แต่พอดูจบปุ๊บแล้วมาดูโปสเตอร์ใหม่ ก็ถึงบางอ้อเลยทีนี้ สำหรับผม หนังที่จะถือว่าเป็นผลงานที่ดีของพี่มาโนช (M. Night Shyamalan) ต้องมี 2 องค์ประกอบหลัก อย่างแรกคือ ต้องมีการเล่าเรื่องที่ดีครับ เพราะจริงๆ พี่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งนะ ถ้าเรื่องไหนเขาแม่นๆ ล่ะก็ เขาจะสามารถกำหนดทิศทางของเรื่องได้อย่างแม่นยำ อันจะเป็นการกำหนดความคิดและอารมณ์ของเราไปในตัวด้วย (ว่าง่ายๆ คือดูแล้วจะโดนดึงเข้าไปสู่เรื่องราวที่พี่แกเล่านั่นเอง) อย่างที่ 2 คือ ต้องมีแก่นเรื่องที่ดี พี่แกต้องมีแนวคิดที่แม่นเป๊ะว่าเรื่องที่เล่ามันเกี่ยวกับอะไร ธรรมชาติและจักรวาลของเรื่องราวคืออะไร หรือทฤษฎี+สมมติฐานตั้งต้นของเรื่องที่พี่แกจะเล่าคืออะไร หากเขาแม่นใน 2 องค์ประกอบนี้ หนังพี่แกก็จะออกมาดี ควรค่าแก่การลองชม หลังจากพี่เขาไปหลงๆ ล้มๆ กับ After Earth เขาก็พยายาม Back to Basic ด้วยการทำหนังเขย่าขวัญทุนไม่สูง และหันมาเน้นที่การเล่าเรื่องแทน โดยเรื่องก่อนหน้าคือ The Visit...

The post รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (ปลอดสปอยล์) appeared first on .

]]>

ทำไมโปสเตอร์ของ Split ต้องเป็นรอยกระจกแตก? ตอนแรกผมไม่เอะใจนะ ก็คิดง่ายๆ ว่าคงเพราะเรื่องมันเกี่ยวกับบุคลิกที่แตกออกเป็น 23 ตัวตนของตัวเอก โปสเตอร์เลยทำเป็นรอยแตกซะ… แต่พอดูจบปุ๊บแล้วมาดูโปสเตอร์ใหม่ ก็ถึงบางอ้อเลยทีนี้

สำหรับผม หนังที่จะถือว่าเป็นผลงานที่ดีของพี่มาโนช (M. Night Shyamalan) ต้องมี 2 องค์ประกอบหลัก อย่างแรกคือ ต้องมีการเล่าเรื่องที่ดีครับ เพราะจริงๆ พี่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งนะ ถ้าเรื่องไหนเขาแม่นๆ ล่ะก็ เขาจะสามารถกำหนดทิศทางของเรื่องได้อย่างแม่นยำ อันจะเป็นการกำหนดความคิดและอารมณ์ของเราไปในตัวด้วย (ว่าง่ายๆ คือดูแล้วจะโดนดึงเข้าไปสู่เรื่องราวที่พี่แกเล่านั่นเอง)

อย่างที่ 2 คือ ต้องมีแก่นเรื่องที่ดี พี่แกต้องมีแนวคิดที่แม่นเป๊ะว่าเรื่องที่เล่ามันเกี่ยวกับอะไร ธรรมชาติและจักรวาลของเรื่องราวคืออะไร หรือทฤษฎี+สมมติฐานตั้งต้นของเรื่องที่พี่แกจะเล่าคืออะไร หากเขาแม่นใน 2 องค์ประกอบนี้ หนังพี่แกก็จะออกมาดี ควรค่าแก่การลองชม

หลังจากพี่เขาไปหลงๆ ล้มๆ กับ After Earth เขาก็พยายาม Back to Basic ด้วยการทำหนังเขย่าขวัญทุนไม่สูง และหันมาเน้นที่การเล่าเรื่องแทน โดยเรื่องก่อนหน้าคือ The Visit ที่แม้จะไม่ดีเด่ แต่ก็ไม่เหลวแหลก จนถึงเรื่องล่าสุดอย่าง Split หนังที่เล่าถึงเควิน (James McAvoy) ชายที่มีบุคลิกแตกออกถึง 23 บุคลิก

แล้วเควินก็ไปจับตัวหญิงสาว 3 คนมาขังไว้ พวกเธอก็พยายามหาทางรอดเท่าที่จะทำได้ แต่ขณะเดียวกันพวกเธอก็มีคำถามว่าชายคนนี้จะจับเธอมาด้วยเหตุผลอะไรกันแน่? และเมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ความจริงก็ปรากฏออกมาทีละน้อยครับ…

หนังเรื่องนี้จัดว่าเป็นการคืนฟอร์มของพี่มาโนชครับ คือมันอาจไม่ใช่ฟอร์มสุดยอดเท่า The Sixth Sense นะ แต่สามารถเอาไปวางไว้ร่วมชั้นกับ Unbreakable และ Signs ได้เลย มันอร่อยกลมกล่อมในแบบของมัน มีทั้งเรื่องราวที่ดี การเล่าที่ดี และใช้องค์ประกอบอื่นๆ ที่มีอย่างพอเหมาะ

ผมรู้สึกว่า Split เป็นหนังลึกลับระทึกขวัญที่มีคลาสครับ มันสร้างบรรยากาศน่ากลัวมากขึ้นทีละน้อย และค่อยๆ ดึงเราให้จมเข้าสู่โลกของหนังได้อย่างเนียนทีเดียว แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าหากใครไม่เก็ทหรือไม่เชื่อใน “แนวคิด” ที่หนังพยายามบอก ก็อาจมองว่าหนังขาดความน่าเชื่อถือไปเลยก็ได้

แต่หากใครเชื่อหรือสามารถจินตนาการตามทฤษฎีที่หมอเฟลตเชอร์ (Betty Buckley) ร่ายไว้ล่ะก็ ผมเชื่อว่าท่านจะสนุกและอินไปกับเรื่องราวได้อย่างดีเลยครับ ซึ่งผมว่านั่นคืออีกหนึ่งความสนุกที่หาได้จากหนังของพี่มาโนช

ผมมองว่าพี่มาโนชแกเป็นนักคิดน่ะครับ แกชอบมองและเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าหากัน อีกทั้งชอบมองในหลายๆ มุม ดังนั้นแนวคิดหรือสมมติฐานที่พี่แกเอามาพูดถึงในหนังนั้น หากใครเชื่อก็จะสนุกไปกับมัน แต่หากใครไม่เชื่อก็จะหุยฮาหาว่าไร้สาระไปเลยก็มี (อย่างใน The Happening น่ะครับ)

แล้วทีนี้ผมอยู่ในข่ายว่าชอบและสนุกไปกับการคิดบนสมมติฐานของพี่แกครับ เลยสนุกมากกับการติดตามเรื่องราวและสังเกตรายละเอียดของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาว่ากันยาวๆ ในช่วงสปอยล์นะครับ (แต่ตอนนี้ยังไม่สปอยล์ครับ ไม่ต้องห่้วง ถ้าปอยล์เมื่อไร ผมบอกแน่นอนครับ)

จุดเด่นของหนังสำหรับผมแล้ว นอกจากบทที่น่าสนใจ ก็คือการเดินเรื่องที่ชวนให้ติดตาม อีกทั้งบรรยากาศความลึกลับอึดอัดทั้งหลายที่เกิดขึ้น อันนี้ไม่รู้ใครเป็นไหมนะครับ แต่ตอนใดก็ตามที่หนังฉายเรื่องราวตอนที่พวกสาวๆ โดนจับไว้ในห้องแคบๆ มันจะบังเกิดความรู้สึกอึดอัด… มันทำให้เรารู้สึก “อยากออกไปจากที่นั่นให้ไวๆ”

แต่ครั้นพอหนังตัดมาที่ฉากภายนอก (เช่น ฉากบ้านของหมอเฟลตเชอร์หรือภาพส่วนอื่นๆ ในเมือง) อารมณ์มันจะผ่อนคลาย มันจะเหมือนเราหายใจได้โล่งขึ้น ความอึดอัดคลายไปเยอะ ซึ่งผมว่านี่เป็นทีเด็ดอย่างหนึ่งของหนังน่ะครับ มันมีการสลับระหว่างอึดอัด (ด้วยฉากแคบๆ) กับผ่อนคลาย (ด้วยฉากโล่งๆ) อยู่ตลอด ซึ่งมันก็ส่งผลต่ออารมณ์ของเราไม่น้อยเหมือนกัน

(ยังไม่จบพรุ่งนี้มาต่อกันครับ)

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Split (2016) จิตหลุดโลก (ปลอดสปอยล์) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-split-2016-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa.html/feed 0
รีวิว Operation Avalanche (2016) ปฏิบัติการลวงโลก http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-operation-avalanche-2016-%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%82.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-operation-avalanche-2016-%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%82.html#respond Mon, 17 Jul 2017 03:00:36 +0000 http://www.bktube.net/?p=13105 โดยคอนเซปต์ของหนังเรื่องนี้แล้ว จริงๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ กับการจับเอาประเด็นที่เป็นคำถามมานานแล้วว่า “ตกลงยานอพอลโล 11 ไปถึงดวงจันทร์จริงหรือไม่” มาสร้างเป็นหนัง ยอมรับว่าตอนแรกผมคิดว่ามันจะเป็นหนังแบบสารคดี (Documentary) มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้มาถ่ายทอด แต่เอาเข้าจริงแล้วมันคือ Mockumentary ครับ กล่าวโดยสรุปคือ มันเป็นหนังที่แต่งขึ้น แต่นำเสนอในแบบสารคดี Matt Johnson ผู้ร่วมเขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ ได้ลงจอมาแสดงเป็นตัวละครที่ใช้ชื่อเดียวกับตัวเองครับ เนื้อเรื่องก็ประมาณว่าเขากับเพื่อน (Owen Williams) ที่เป็นนักวิจัยที่ทำงานกับ CIA แล้วก็เฝ้ารอว่าจะได้ทำโปรเจคท์ใหญ่ๆ สักครั้งหนึ่ง แล้วโอกาสก็มาถึงครับ เมื่อตอนนั้น NASA กำลังพยายามส่งคนไปดวงจันทร์ด้วยโครงการอพอลโล แต่จนแล้วจนรอดก็ยังทำไม่สำเร็จเสียที และหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อเมริกาก็จะเสียหน้าและพ่ายแพ้สงคราม (เย็น) กับโซเวียตอย่างแน่นอน ทีนี้แมทท์กับโอเวนก็ได้ไอเดียที่จะ “สร้างภาพการไปดวงจันทร์” ด้วยเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ขึ้นมา ดังนั้นไม่ว่าโครงการอพอลโลจะไปถึงดวงจันทร์ได้จริงหรือไม่ อย่างน้อยก็จะมีภาพถ่ายทอดเข้าจอทีวี เพื่อนำเสนอให้โลกเห็นว่าอเมริกาไปถึงดวงจันทร์ได้ ก็ต่างจากที่คาดไว้พอสมควรครับ อย่างที่บอกว่าตอนแรกมันจะเป็นสารคดีที่ขุดคุ้ย เอาข้อมูลเจ๋งๆ มาจับผิดหรือมายืนยันเกี่ยวกับกรณีข่าวลือของอพอลโล 11 แต่ไปๆ มาๆ มันกลับเป็นเรื่องราวที่ Johnson กับ Josh Bole...

The post รีวิว Operation Avalanche (2016) ปฏิบัติการลวงโลก appeared first on .

]]>

โดยคอนเซปต์ของหนังเรื่องนี้แล้ว จริงๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ กับการจับเอาประเด็นที่เป็นคำถามมานานแล้วว่า “ตกลงยานอพอลโล 11 ไปถึงดวงจันทร์จริงหรือไม่” มาสร้างเป็นหนัง

ยอมรับว่าตอนแรกผมคิดว่ามันจะเป็นหนังแบบสารคดี (Documentary) มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้มาถ่ายทอด แต่เอาเข้าจริงแล้วมันคือ Mockumentary ครับ กล่าวโดยสรุปคือ มันเป็นหนังที่แต่งขึ้น แต่นำเสนอในแบบสารคดี

Matt Johnson ผู้ร่วมเขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ ได้ลงจอมาแสดงเป็นตัวละครที่ใช้ชื่อเดียวกับตัวเองครับ เนื้อเรื่องก็ประมาณว่าเขากับเพื่อน (Owen Williams) ที่เป็นนักวิจัยที่ทำงานกับ CIA แล้วก็เฝ้ารอว่าจะได้ทำโปรเจคท์ใหญ่ๆ สักครั้งหนึ่ง

แล้วโอกาสก็มาถึงครับ เมื่อตอนนั้น NASA กำลังพยายามส่งคนไปดวงจันทร์ด้วยโครงการอพอลโล แต่จนแล้วจนรอดก็ยังทำไม่สำเร็จเสียที และหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อเมริกาก็จะเสียหน้าและพ่ายแพ้สงคราม (เย็น) กับโซเวียตอย่างแน่นอน


ทีนี้แมทท์กับโอเวนก็ได้ไอเดียที่จะ “สร้างภาพการไปดวงจันทร์” ด้วยเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ขึ้นมา ดังนั้นไม่ว่าโครงการอพอลโลจะไปถึงดวงจันทร์ได้จริงหรือไม่ อย่างน้อยก็จะมีภาพถ่ายทอดเข้าจอทีวี เพื่อนำเสนอให้โลกเห็นว่าอเมริกาไปถึงดวงจันทร์ได้

ก็ต่างจากที่คาดไว้พอสมควรครับ อย่างที่บอกว่าตอนแรกมันจะเป็นสารคดีที่ขุดคุ้ย เอาข้อมูลเจ๋งๆ มาจับผิดหรือมายืนยันเกี่ยวกับกรณีข่าวลือของอพอลโล 11 แต่ไปๆ มาๆ มันกลับเป็นเรื่องราวที่ Johnson กับ Josh Bole ผูกขึ้นมาครับ

ว่าง่ายๆ คือมันเป็นหนังย้อนไปยุค 60 – 70 ที่เล่าถึงตัวละครหลักที่มีส่วนในการเมคเรื่องอพอลโล 11 นั่นเอง เพียงแต่คนทำพยายามใส่ความแปลกใหม่ลงไปด้วยการถ่ายทอดในสไตล์สารคดีน่ะครับ

ก็… มันก็น่าสนใจในตอนแรกๆ ครับ แต่พอดูไปสักพักความน่าสนใจก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะดูไปเราก็รู้สึกน่ะครับว่ามันเป็นเรื่องแต่งมากกว่า แล้วก็ไม่ได้มีประเด็นที่น่าสนใจใส่ลงไป อย่างข้อมูลเชิงลึกในยุคนั้น ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง, รัฐบาล, สงครามเย็น ฯลฯ ความน่าสนใจเลยน้อยลงตามลำดับครับ


หากจะให้ว่ากันแบบตรงไปตรงมาแล้ว แล้วผมว่าสารคดีเกี่ยวกับการจับผิดโครงการอพอลโลที่เราๆ เคยได้ชมกันหลายอันยังมีความน่าสนใจ ทำให้ชวนติดตามได้มากกว่าพอสมควร

เพราะจริงๆ สารคดีแนวสืบสวนเปิดโปงหรือพลิกปมมันก็เหมือนหนังสืบสวนน่ะครับ มีการเปิดปม มีการสืบสวน มีการเอาข้อมูลมาเสนอให้เราเกิดคำถาม มีการหักล้างกันในเชิงเหตุผลและหลักฐาน อะไรเหล่านี้เลยกระตุ้นความน่าสนใจได้อย่างดีครับ

มองในแง่หนึ่ง การที่ความน่าสนใจของหนังไม่มากนักก็อาจเพราะหนังนำเสนอแบบไม่ได้มีลับลมหรือปมปริศนาให้เราติดตามน่ะครับ เพราะเหตุการณ์ที่เราเห็นก็คือทีมงานพยายามเมคภาพให้โครงการอพอลโล คือมันเห็นโต้งๆ น่ะครับว่าพวกเขากำลังเมคกัน มันไม่ได้นำเสนอแบบชวนให้เราสงสัยว่าตกลงมันจริงไหม ตกลงมันอะไรกันแน่

สารภาพว่าผมค่อนข้างนิ่งครับ ดูแบบเรื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกอยากดูให้จบแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปกติผมเป็นคนประเภทว่าถ้าดูก็ต้องดูให้จบ ก็เลยนั่งดูจนมันจบครับ ครั้นพอจบแล้วก็จบกัน ไม่ได้ประทับใจอะไร แต่ก็นั่นแหละครับ หากท่านอยากลองลิ้มก็ลองได้ครับ ไม่แน่ว่ามันอาจถูกเส้นสำหรับท่านก็ได้

คะแนนความชอบ 6/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Operation Avalanche (2016) ปฏิบัติการลวงโลก appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-operation-avalanche-2016-%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%82.html/feed 0
รีวิว Spider-Man: Homecoming (2017) สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง (ตอนจบ) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-spider-man-homecoming-2017-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae-2.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-spider-man-homecoming-2017-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae-2.html#respond Sun, 16 Jul 2017 03:00:37 +0000 http://www.bktube.net/?p=13423 พอนึกถึงจุดนี้ก็รู้สึกน่ะนะครับว่าป้าเมย์ฉบับ Raimi กับป้าเมย์ฉบับใหม่มีการเลือกดาราที่เหมาะกับคาแรคเตอร์มากๆ อย่าง Rosemary Harris ผู้รับบทป้าเมย์ฉบับเก่าจะดูน่ารัก อ่อนโยน ทำให้คนดูรู้สึกเห็นใจและอยากจะปกป้อง ในขณะที่ Tomei เป็นป้าเมย์สู้ชีวิต ดูทะมัดทะแมง และดูแลตัวเองได้ ผมว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ที่เหมาะกับทิศทางของหนังน่ะครับ ที่เวิร์กกว่าที่คิดคือบทของเน็ด (Jacob Batalon) เพื่อนซี้ของปีเตอร์ที่ผมก็แอบกลัวนะว่าบทนี้จะจิดไหม ปรากฏว่าพี่แกเป็นลูกคู่ที่ทำหน้าที่ได้น่าจดจำมากๆ อาจมีแอบรำคาญนิดๆ ในฉากโทรจิกปีเตอร์ แต่นอกนั้นถือเป็นคู่หูคู่ฮาที่เสริมรสชาติให้กับหนังได้อย่างดี (โดยเฉพาะประโยคที่เขาพูดกับอาจารย์ในห้องคอม… มันอาจเป็นประโยคธรรมดานะ แต่ผมฮา 555) Michael Keaton ก็เหมาะกับบทวัลเจอร์มากๆ พี่แกดูเท่ห์ ฉลาด เด็ดขาด ร้ายกาจ แต่ไม่ใช่ร้ายแบบไร้มิติน่ะครับ พี่แกดูมีความลึก มีแรงจูงใจ ถือว่าเป็นตัวร้ายของหนัง Marvel ที่ดีมากตัวหนึ่งในแง่ของคาแรคเตอร์ แต่อาจยังไม่เด่นแบบเต็มที่ในแง่ฉากบู๊ (และการให้เสียงพากย์โดยคุณจักรกฤษณ์ก็เสริมความเด็ดให้ตัวละครนี้มากขึ้นไปอีก) พอพูดถึงฉากบู๊ก็ถือว่าหนังทำได้โอเคครับ หลายฉากจัดว่าเร้าใจ ฉากที่ผมชอบสุดก็ยกให้ฉากสไปดี้ช่วยคนในลิฟต์ที่ เสาหินอนุสาวรีย์วอชิงตันน่ะครับ มันสนุกและลุ้นมากๆ ในขณะที่ฉากบู๊ระหว่างสไปดี้กับวัลเจอร์ ผมชอบฉากตีกันบนเรือครับ ในขณะที่ฉากตีกันตอนไคลแม็กซ์อาจยังไม่ถึงขั้นมันส์แบบเต็มๆ แต่ผมก็เข้าใจนะ เหตุผลที่ Marvel ชอบกั๊กฉากบู๊ไว้ ผมว่าเตรียมไปปล่อยเต็มๆ...

The post รีวิว Spider-Man: Homecoming (2017) สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง (ตอนจบ) appeared first on .

]]>

พอนึกถึงจุดนี้ก็รู้สึกน่ะนะครับว่าป้าเมย์ฉบับ Raimi กับป้าเมย์ฉบับใหม่มีการเลือกดาราที่เหมาะกับคาแรคเตอร์มากๆ อย่าง Rosemary Harris ผู้รับบทป้าเมย์ฉบับเก่าจะดูน่ารัก อ่อนโยน ทำให้คนดูรู้สึกเห็นใจและอยากจะปกป้อง ในขณะที่ Tomei เป็นป้าเมย์สู้ชีวิต ดูทะมัดทะแมง และดูแลตัวเองได้ ผมว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ที่เหมาะกับทิศทางของหนังน่ะครับ

ที่เวิร์กกว่าที่คิดคือบทของเน็ด (Jacob Batalon) เพื่อนซี้ของปีเตอร์ที่ผมก็แอบกลัวนะว่าบทนี้จะจิดไหม ปรากฏว่าพี่แกเป็นลูกคู่ที่ทำหน้าที่ได้น่าจดจำมากๆ อาจมีแอบรำคาญนิดๆ ในฉากโทรจิกปีเตอร์ แต่นอกนั้นถือเป็นคู่หูคู่ฮาที่เสริมรสชาติให้กับหนังได้อย่างดี (โดยเฉพาะประโยคที่เขาพูดกับอาจารย์ในห้องคอม… มันอาจเป็นประโยคธรรมดานะ แต่ผมฮา 555)

Michael Keaton ก็เหมาะกับบทวัลเจอร์มากๆ พี่แกดูเท่ห์ ฉลาด เด็ดขาด ร้ายกาจ แต่ไม่ใช่ร้ายแบบไร้มิติน่ะครับ พี่แกดูมีความลึก มีแรงจูงใจ ถือว่าเป็นตัวร้ายของหนัง Marvel ที่ดีมากตัวหนึ่งในแง่ของคาแรคเตอร์ แต่อาจยังไม่เด่นแบบเต็มที่ในแง่ฉากบู๊ (และการให้เสียงพากย์โดยคุณจักรกฤษณ์ก็เสริมความเด็ดให้ตัวละครนี้มากขึ้นไปอีก)

พอพูดถึงฉากบู๊ก็ถือว่าหนังทำได้โอเคครับ หลายฉากจัดว่าเร้าใจ ฉากที่ผมชอบสุดก็ยกให้ฉากสไปดี้ช่วยคนในลิฟต์ที่ เสาหินอนุสาวรีย์วอชิงตันน่ะครับ มันสนุกและลุ้นมากๆ ในขณะที่ฉากบู๊ระหว่างสไปดี้กับวัลเจอร์ ผมชอบฉากตีกันบนเรือครับ ในขณะที่ฉากตีกันตอนไคลแม็กซ์อาจยังไม่ถึงขั้นมันส์แบบเต็มๆ แต่ผมก็เข้าใจนะ เหตุผลที่ Marvel ชอบกั๊กฉากบู๊ไว้ ผมว่าเตรียมไปปล่อยเต็มๆ ใน Infinity War

ส่วนบทโทนี่ (Robert Downey Jr.) ก็ถือเป็นส่วนเสริมที่ดีครับ ผมชอบที่หนังไม่พยายามใส่บทของโทนี่ลงมามากเกินไป เพราะนี่มันหนังสไปดี้น่ะครับ แม้ไอรอนแมนจะดังกว่าก็เถอะ แต่ถ้าเยอะเกินหนังเสียกระบวนแน่นอน ส่วนแฮปปี้ โฮแกน (Jon Favreau) ก็มาเสริมทีมฮาครับ

และคนที่เด่นแบบคาดไม่ถึงอีกคนก็คือ “เสียงชุดของสไปดี้” ครับ เป็นเหมือนจาร์วิสแต่เป็นผู้หญิง ซึ่งบทนี้สามารถเสริมซีนอารมณ์ให้กับหนังได้ดีเกินคาด ทั้งอารมณ์พี่เลี้ยงสไปดี้ และอารมณ์ขัน (ฮาแรงมากตอน “จูบเลย” ฮาจริงอะไรจริง) ซึ่งให้เสียงโดย Jennifer Connelly (ที่เป็นภรรยาในชีวิตจริงของ Paul Bettany ผู้ให้เสียงจาร์วิส)

ผู้กำกับ Jon Watts คุมหนังได้ดี ซึ่งถ้ามองในแง่ลูกเล่นแล้ว มันอาจยังไม่เยอะน่ะนะครับ แต่ก็ยังดูเพลินอยู่ และผมชอบที่หนังไม่พยายามยัดเยียดประโยคเท่ห์ๆ ลงไปแบบ “อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบ ฯลฯ” หรือ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความรับผิดชอบ” โดยหนังเลือกจะนำเสนอนิยามเรื่องความรับผิดชอบทั้งหมดผ่านกระกระทำของปีเตอร์ ให้เราเห็นชัดๆ ไม่ต้องปั้นประดิษฐ์วลี อย่างฉากโดนทับแล้วเขาต้องช่วยเหลือตนเองน่ะครับ เป็นฉากที่บอกอะไรได้ชัดมากๆ โดนไร้คำพูดเลย จุดนี้ถือว่าน่าชื่นชมครับ

และที่ลืมไม่ได้คือดนตรีโดย Michael Giacchino ถือเป็นของดีแบบแท้จริงเลยครับ หลังจากพี่แกทำให้ Doctor Strange มาพร้อมกลิ่นอายตะวันออกและบรรยากาศต่างมิติแล้ว มาเรื่องนี้พี่เขาขุดเอาลีลาทำนองแบบหนังฮีโร่ยุค 90 มาบูชาคารวะ ฟังแล้วนึกถึง Batman (1989), Dick Tracy (1990) แล้วก็ Darkman (1990) (ซึ่งทั้ง 3 เรื่องทำดนตรีโดย Danny Elfman ครับ)

ท่วงทำนองดนตรีของ Giacchino ในเรื่องโดดเด่นด้วยพลังเครื่องตีและเครื่องเป่า เขาใช้มันเป็นทั้งเครื่องเร้าและเครื่องเลี้ยว (ทางอารมณ์) แล้วบวกด้วยความอลังการ “แกรนด์ๆ” แบบ John Williams ในบางวาระ ทั้งหมดทั้งมวลช่วยเสริมรสให้หนังได้อย่างดีจริงๆ ครับ (และอยากบอกว่า “ชอบมาก” สำหรับธีมเดิมของ Spider-Man ที่บรรเลงในอารมณ์วงโยฯ เจ๋งจริง!)

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบในโลกของสไปดี้ภาคใหม่ก็คือ มันแอบเป็นหนัง Feel Good อยู่ในทีครับ แม้หนังจะไม่ได้มีฉาก “ชาวเมืองรวมพลังช่วยสไปเดอร์แมน” แบบที่ผ่านๆ มา แต่หนังเลือกที่จะนำเสนอให้เราสัมผัสได้ว่าสังคมในโลกของสไปดี้ฉบับนี้ ไม่มีใครชั่วร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนเหมือนจะมีเมล็ดพันธุ์ความดีบางอย่างแฝงอยู่ภายใน ส่วนใหญ่จะไม่ได้ดี-ร้ายแบบโมโนโทน

ระหว่างดูผมดีใจนะ… ดีใจที่ปีเตอร์ไม่โดดเดี่ยว เพราะเขามีเพื่อนที่ดี มีป้าที่ดี มีโทนี่ สตาร์ก หรือกระทั่งคนอื่นๆ ในสังคมของปีเตอร์ก็มีคนดีๆ อยู่ ไม่ว่าจะคุณลุงขายของชำที่เตือนปีเตอร์ด้วยความเป็นห่วงเกี่ยวกับอนาคตของเขา, ตัวละครแอรอน เดวิส (Donald Glover) หรือกระทั่งเสียงในชุดสไปดี้ก็ยังเป็นเพื่อนอีกคนของเขา…

มันทำให้รู้สึกว่า แม้ชีวิตจากนี้ของสไปดี้จะรันทดก็เถอะ แต่เขาจะยังมีใครสักคนคอยเคียงข้าง… มันกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของคำว่า “ใครสักคน” อย่างยิ่งครับ

… ทุกวันนี้คนดูเหมือนจะต่างคนต่างอยู่กันมากขึ้น… เหมือนหนังสไปดี้ภาคนี้จะส่งสารสาระกระตุ้นให้เราฉุกคิดถึงความสำคัญของ “การทำดีต่อกัน”

… แทนที่เราจะรวมพลังกันช่วยสไปดี้ (หรือฮีโร่ในสังคม) แบบเฉพาะกิจนานๆ ที หรือช่วยเฉพาะในงานใหญ่ๆ แต่เพียงอย่างเดียว… มันคงจะดีกว่าหากทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือ ในทุกวันที่ยังมีลมหายใจ ทำไปคนละนิดละหน่อยไปเรื่อยๆ… สไปเดอร์แมนจะเหนื่อยน้อยลง

… ชุมชน สังคม และประเทศชาติ… จะเหนื่อยน้อยลง

สรุปเลยครับว่าสไปดี้ได้เกิดเต็มตัวอีกครั้ง ตั้งหลักได้ดี มีทิศทางที่ถือว่าสดพอประมาณสำหรับเส้นเรื่องของสไปดี้ แต่ก็ต้องภาวนาล่ะครับว่าสตูดิโอจะไม่ทำให้เสียกระบวนอีก หวังว่าจะไม่พยายามจัดกระทำให้หนังจงใจ “ขายของ” จนละเลยหัวใจสำคัญที่หนังอุตส่าห์ปูมาตั้งขนาดนี้

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Spider-Man: Homecoming (2017) สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง (ตอนจบ) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-spider-man-homecoming-2017-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae-2.html/feed 0
รีวิว Spider-Man: Homecoming (2017) สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง (ตอนที่ 1) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-spider-man-homecoming-2017-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-spider-man-homecoming-2017-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae.html#respond Sat, 15 Jul 2017 05:00:48 +0000 http://www.bktube.net/?p=13416 กลับมาหนนี้ถือว่าเข้าเป้าและเวิร์กมากๆ เลยล่ะครับ พูดได้เต็มปากว่าผมชอบแบบที่เคยชอบ Spider-Man 2 ภาคแรก (อาจจะชอบในคนละแบบ แต่หากสรุปคะแนนในใจก็คือชอบไม่น้อยไปกว่ากัน) ถือเป็นการรีบูทใหม่ที่ประสบความสำเร็จเลยล่ะครับ เพราะหนังดูสนุก เพลิน ลงตัวในแบบของมัน ถ้าให้นิยามล่ะก็ ผมถือว่าฉบับนี้สามารถรวมเอาของดีของ Spider-Man ชุด Sam Raimi เข้ากับภาค Amazing ได้ มันมีทั้งความติดดินและความทะเยอทะยานผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วก็กลั้วด้วยความสนุก ความมันส์ และอารมณ์ขันที่หยอดมาทั้งเรื่อง (แต่ไม่ล้น) ฉบับนี้ลดความดราม่าและชีวิตรันทดแบบผู้ใหญ่ลง แล้วนำเสนอด้วยสไตล์ Coming of Age ซึ่งทำออกมาดีเลยล่ะครับ เนื้อหาหลักในภาคนี้ก็คือการผจญภัยของ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (Tom Holland) กับการเรียนรู้วิถีของฮีโร่ที่มาพร้อมความรับผิดชอบในระดับที่มากเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด ผมชอบที่ปีเตอร์มาพร้อมคาแรคเตอร์แบบที่เด็กวัยรุ่นแทบทุกคนเคยเป็นกันมาแล้ว คือเต็มไปด้วยคิดว่า “เราเก่งนะ เราแน่นะ เราพร้อมรับมือได้ทุกเรื่องแหละน่า” ชอบคิดว่าเรารู้ดีหมดทุกสิ่งในจักรวาล และไม่ค่อยชอบเท่าไรหากใครมาบอกว่าเรายังเด็กอยู่ ผมก็เคยเป็นแบบนั้นครับ เราผยอง เราคิดว่าทั้งโลกอยู่ในมือ เราคิดว่าเราทำได้ทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วของแบบนี้มันต้องใช้เวลา เราต้องยอมเปิดใจรับว่าเรายังเด็กจริงๆ แหละ เราไม่ได้รู้ทุกสิ่งในโลกขนาดนั้น… สิ่งที่เรารู้บางอันก็อาจเป็นเพียง...

The post รีวิว Spider-Man: Homecoming (2017) สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง (ตอนที่ 1) appeared first on .

]]>

กลับมาหนนี้ถือว่าเข้าเป้าและเวิร์กมากๆ เลยล่ะครับ พูดได้เต็มปากว่าผมชอบแบบที่เคยชอบ Spider-Man 2 ภาคแรก (อาจจะชอบในคนละแบบ แต่หากสรุปคะแนนในใจก็คือชอบไม่น้อยไปกว่ากัน) ถือเป็นการรีบูทใหม่ที่ประสบความสำเร็จเลยล่ะครับ เพราะหนังดูสนุก เพลิน ลงตัวในแบบของมัน

ถ้าให้นิยามล่ะก็ ผมถือว่าฉบับนี้สามารถรวมเอาของดีของ Spider-Man ชุด Sam Raimi เข้ากับภาค Amazing ได้ มันมีทั้งความติดดินและความทะเยอทะยานผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วก็กลั้วด้วยความสนุก ความมันส์ และอารมณ์ขันที่หยอดมาทั้งเรื่อง (แต่ไม่ล้น)

ฉบับนี้ลดความดราม่าและชีวิตรันทดแบบผู้ใหญ่ลง แล้วนำเสนอด้วยสไตล์ Coming of Age ซึ่งทำออกมาดีเลยล่ะครับ เนื้อหาหลักในภาคนี้ก็คือการผจญภัยของ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (Tom Holland) กับการเรียนรู้วิถีของฮีโร่ที่มาพร้อมความรับผิดชอบในระดับที่มากเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด

ผมชอบที่ปีเตอร์มาพร้อมคาแรคเตอร์แบบที่เด็กวัยรุ่นแทบทุกคนเคยเป็นกันมาแล้ว คือเต็มไปด้วยคิดว่า “เราเก่งนะ เราแน่นะ เราพร้อมรับมือได้ทุกเรื่องแหละน่า” ชอบคิดว่าเรารู้ดีหมดทุกสิ่งในจักรวาล และไม่ค่อยชอบเท่าไรหากใครมาบอกว่าเรายังเด็กอยู่

ผมก็เคยเป็นแบบนั้นครับ เราผยอง เราคิดว่าทั้งโลกอยู่ในมือ เราคิดว่าเราทำได้ทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วของแบบนี้มันต้องใช้เวลา เราต้องยอมเปิดใจรับว่าเรายังเด็กจริงๆ แหละ เราไม่ได้รู้ทุกสิ่งในโลกขนาดนั้น… สิ่งที่เรารู้บางอันก็อาจเป็นเพียง “สิ่งที่เราคิดว่ารู้” หาใช่ความรู้แท้ๆ ไม่

หากเราอยากโตขึ้นจริงๆ ล่ะก็ เราต้องยอมให้ผู้คนและยอมให้ประสบการณ์สอนเรา เราต้องกล้าเผชิญ กล้าทำกล้ารับ เราต้องเรียนรู้อีกมากมายกว่าที่เราจะตระหนักได้ถึงความรับผิดชอบและความจริงแท้ของชีวิต… บางครั้งการรู้ว่าเราเองยังไม่รู้อะไรมากนัก อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

เด็กที่เจอประสบการณ์อันเข้มข้น และสามารถเรียนรู้จากมันได้เร็ว เขาก็จะโตขึ้นได้เร็ว แต่หากเราเลือกที่จะหลีกลี้หนีจากมัน ก็เท่ากับเราผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมให้อาจารย์สายตรงของวิชาชีวิตมาสอนวิชาที่ควรรู้ให้ และแบบนั้นก็ยากครับที่เราจะโตได้จริงๆ แบบสมแก่วุฒิภาวะ

และ Spider-Man: Homecoming ก็เอาประเด็นนั้นมาเล่าได้ดีครับ อาจไม่ถึงกับสุดยอดจัดๆ แต่ก็พูดได้เต็มปากว่า “ดีมาก” มันทำให้เรารู้จักปีเตอร์ ปาร์กเกอร์คนใหม่ได้อย่างดี และทำให้เราอยากเอาใจช่วยให้เขามีอนาคตที่ดี อยู่รอดปลอดภัย ว่าง่ายๆ คือหนังสามารถเริ่มถักทอสายใยดีๆ ระหว่างสไปดี้กับผู้ชมได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะครับ

Tom Holland ผ่านฉลุยกับบทสไปดี้ในแบบของเขาเอง เขาคือวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังทำงาน กำลังกระหายที่จะพิสูจน์ว่าตนเป็นคนที่มีค่าและมีความสามารถ แต่แม้เขาจะมีพลังพิเศษเหนือใครก็เถอะ เขาก็ยังเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยู่บนทางแพร่ง เขาอาจเลือกเดินทางสายง่ายเพื่อประโยชน์ของตน (แบบที่วัลเจอร์เลือก) หรือจะเลือกเส้นทางสายยากในการเอาพลังที่มีไปใช้ประโยชน์เพื่อคนอื่นๆ ในสังคม (แต่อาจต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ความลำบาก และเงืินทองในกระเป๋าที่ไม่ได้มีมากมาย)

โดยบริบทแล้วภาคนี้เหมือนเป็นการรับน้องสไปเดอร์แมนครับ โดยพี่เลี้ยงอย่างโทนี่ สตาร์กก็เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่ดูอยู่ห่างๆ และทดสอบความ “ใจ” ของเด็กน้อยคนนี้ อยากรู้ว่าหมอนี่เป็นเพชรแท้หรือไม่ ถือเป็นการเปิดตัวสไปดี้คนใหม่และเป็นการเชื่อมเรื่องนำพาให้สไปดี้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว Marvel Universe ได้อย่างเหมาะเหม็ง

ผมชอบที่หนังหยอดฉากเล็กๆ น้อยๆ แต่มีความหมายลงมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะฉากตอนสไปดี้ช่วยคุณลุงร้านชำที่เขารู้จัก หรือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับป้าเมย์ที่ว่ากันจริงๆ แล้วปริมาณป้าเมย์ในเรื่องถือว่ามีน้อยครับ แต่มันไม่ได้น้อยจนน่าเกลียด เพราะอย่างน้อยหนังก็ให้พื้นที่ป้าเมย์ได้เยียวยาจิตใจหลานในเวลาที่เขาเหนื่อยอ่อน หรือฉากที่ป้าช่วยเตรียมชุดในวันงานเต้นรำ ผมว่าฉากนี้สื่ออารมณ์น่ารักระหว่างป้าๆ หลานๆ ได้พอเหมาะ

Marisa Tomei เป็นป้าเมย์ได้ดีครับ เพียงแต่บทอาจไม่เยอะเท่านั้นแหละ แต่ก็พอเข้าใจน่ะครับ เรื่องของปีเตอร์ในฉบับนี้ยังเป็นเรื่องวัยเรียน ศูนย์กลางส่วนใหญ่ของเรื่องจึงมักจะอยู่กับตัวปีเตอร์เองหรือไม่ก็ผองเพื่อน ซึ่งจะต่างจากฉบับ Raimi ที่ปีเตอร์เป็นวัยทำงานแล้ว

ยังไม่จบพรุ่งนี้มาต่อกันครับ

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Spider-Man: Homecoming (2017) สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง (ตอนที่ 1) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-spider-man-homecoming-2017-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae.html/feed 0
รีวิว The Autopsy of Jane Doe (2016) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-autopsy-jane-doe-2016.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-autopsy-jane-doe-2016.html#respond Fri, 14 Jul 2017 03:00:19 +0000 http://www.bktube.net/?p=13084 หนังสั่นประสาทชวนระทึกหลอนเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีแบบน่าพอใจเลยครับ ใครชอบหนังหลอนๆ น่ากลัวแบบซึมลึกล่ะก็ บอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้เหมาะแก่การเปิดดูมากๆ (โดยเฉพาะตอนกลางคืน ขณะอยู่ในบ้านคนเดียว 555) ทอมมี่ (Brian Cox) และ ออสติน (Emile Hirsch) พ่อลูกที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพประจำเมืองกำลังทำการชันสูตรศพหญิงสาวนิรนามคนหนึ่งที่ตำรวจไปพบเข้า ในเบื้องต้นไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน 2 พ่อลูกก็ค่อยๆ วิเคราะห์ไปตามสภาพศพ ตรวจสอบไปทีละส่วนพร้อมตั้งข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งตอนแรกก็ไม่มีอะไรครับ ทุกอย่างดูปกติดี แต่พอการชันสูตรดำเนินไป ก็เริ่มมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น ไฟติดๆ ดับๆ, วิทยุเปิดขึ้นเอง ฯลฯ และพอถึงจุดหนึ่ง ความน่ากลัวก็เริ่มเกิดขึ้นรอบตัว 2 พ่อลูกครับ ที่นี้พวกเขาเลยต้องหาคำตอบว่าตกลงตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ และศพหญิงสาวนิรนามคนนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องหลอนๆ ทั้งหมดหรือเปล่า สารภาพเลยครับว่าตลอดการรับชมหนังเรื่องนี้ผมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม 555 คือไม่ได้ยิ้มแบบสนุกสนานนะ แต่มันเป็นหนังสยองแบบกินบรรยากาศที่ไม่ค่อยมีคนทำออกมาเท่าไร และสำหรับผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าน่าพอใจเลยล่ะครับ พลังอย่างแรกของหนังคือการแสดงของ 2 ดารานำที่จริงๆ พวกเขาก็มืออาชีพมาแต่ไหนแต่ไรแล้วน่ะนะครับ เล่นรับส่งอารมณ์กันได้ดีทีเดียว เพราะนอกจากจะแสดงความกลัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดแล้ว พวกเขายังมีปมแบบพ่อๆ ลูกๆ ระหว่างกันแทรกอยู่ด้วย พลังต่อมาคือความน่ากลัวที่หนังค่อยๆ สร้างแบบช้าๆ...

The post รีวิว The Autopsy of Jane Doe (2016) appeared first on .

]]>

หนังสั่นประสาทชวนระทึกหลอนเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีแบบน่าพอใจเลยครับ ใครชอบหนังหลอนๆ น่ากลัวแบบซึมลึกล่ะก็ บอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้เหมาะแก่การเปิดดูมากๆ (โดยเฉพาะตอนกลางคืน ขณะอยู่ในบ้านคนเดียว 555)

ทอมมี่ (Brian Cox) และ ออสติน (Emile Hirsch) พ่อลูกที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพประจำเมืองกำลังทำการชันสูตรศพหญิงสาวนิรนามคนหนึ่งที่ตำรวจไปพบเข้า ในเบื้องต้นไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน

2 พ่อลูกก็ค่อยๆ วิเคราะห์ไปตามสภาพศพ ตรวจสอบไปทีละส่วนพร้อมตั้งข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งตอนแรกก็ไม่มีอะไรครับ ทุกอย่างดูปกติดี แต่พอการชันสูตรดำเนินไป ก็เริ่มมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น ไฟติดๆ ดับๆ, วิทยุเปิดขึ้นเอง ฯลฯ

และพอถึงจุดหนึ่ง ความน่ากลัวก็เริ่มเกิดขึ้นรอบตัว 2 พ่อลูกครับ ที่นี้พวกเขาเลยต้องหาคำตอบว่าตกลงตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ และศพหญิงสาวนิรนามคนนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องหลอนๆ ทั้งหมดหรือเปล่า


สารภาพเลยครับว่าตลอดการรับชมหนังเรื่องนี้ผมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม 555 คือไม่ได้ยิ้มแบบสนุกสนานนะ แต่มันเป็นหนังสยองแบบกินบรรยากาศที่ไม่ค่อยมีคนทำออกมาเท่าไร และสำหรับผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าน่าพอใจเลยล่ะครับ

พลังอย่างแรกของหนังคือการแสดงของ 2 ดารานำที่จริงๆ พวกเขาก็มืออาชีพมาแต่ไหนแต่ไรแล้วน่ะนะครับ เล่นรับส่งอารมณ์กันได้ดีทีเดียว เพราะนอกจากจะแสดงความกลัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดแล้ว พวกเขายังมีปมแบบพ่อๆ ลูกๆ ระหว่างกันแทรกอยู่ด้วย

พลังต่อมาคือความน่ากลัวที่หนังค่อยๆ สร้างแบบช้าๆ ครับ จนอยากจะบอกไว้ก่อนว่าหากใครอยากได้ความรวดเร็ว รุนแรง แหวะๆ แหยงๆ ก็ขอให้ปรับใจไว้ก่อนครับ เพราะนี่ไม่ใช่หนังสยองแบบนั้น คือฉากแหวะน่ะมันก็มีครับ แต่มันแหวะด้วยฉากการชันสูตรศพ ไม่ได้แหวะแบบไล่ฆ่าอะไรแบบนั้น

ความสยองมันเกิดจากสิ่งที่ 2 พ่อลูกค่อยๆ ค้นพบครับ จากตอนแรกก็เหมือนไม่มีอะไร แต่พอชันสูตรไปเงื่อนงำมันชักจะแปลกๆ มากขึ้น เช่นเดียวกับบรรยากาศรอบตัวที่ดูจะไม่น่าไว้วางใจเพิ่มขึ้นทุกขณะ และพอการเผยปมใหญ่ๆ มาถึง หนังก็เข้าสู่เขตความน่ากลัวแบบเต็มขั้น ที่เหลือก็ต้องมาลุ้นกันครับว่า 2 พ่อลูกจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี


ผมชอบที่ปริมาณความหลอนมันมาแบบค่อยเป็นค่อยไปน่ะครับ ในแง่หนึ่งมันดูน่าเชื่อ และในแง่หนึ่งมันก็ทำให้เราเชื่อว่า เพราะอะไร 2 พ่อลูกถึงยังชันสูตรต่อแม้จะเกิดเรื่องแปลกๆ เพราะมันไม่ได้เกิดเรื่องสยองแบบตุ้งแช่ นึกออกไหมครับ ถ้ามันสยองแบบจัมพ์สแกร์ ผมว่า 2 พ่อลูกก็ต้องเสียขวัญน่ะ และอาจจะเลิกชันสูตรไปเลยก็ได้ แต่นี่มันค่อยๆ เกิดแบบก้ำกึ่ง เหมือนจะน่ากลัว แต่ก็ไม่ผิดปกติจนเกินไป เลยยังชันสูตรต่อ

อีกอย่างคือปมจากศพของสาวนิรนามก็ชวนติดตามนะ มันทำให้เราอยากรู้อยากเห็นน่ะครับว่าตกลงเธอเป็นใคร เธอเจอกับเรื่องอะไรมา และเธอเกี่ยวกับเรื่องแปลกๆ รอบตัวของ 2 พ่อลูกนักชันสูตรไหม และผมว่าในฐานะนักชันสูตรอย่าง 2 พ่อลูกแล้ว การมีเงื่อนงำหรือปมมันกระตุ้นให้พวกเขาอยากรู้มากกว่าจะทำให้พวกเขากลัวน่ะครับ

โดยรวมแล้วหนังสนุกครับ มันหลอนแบบกำลังดี มันชวนติดตามอย่างยิ่ง ทั้งพลังดาราและพลังบรรยากาศประสานกันได้แบบพอเหมาะ จนบอกได้เลยครับว่าใครชอบหนังสยองสไตล์นี้ก็น่าจะพอใจหาน้อยไม่ ดูแล้วหลอน แต่ก็กระตุ้นให้เราอยากรู้ อยากดูต่อไปในเวลาเดียวกัน

ดูไปแล้วก็คิดนะ ว่าถ้าเป็นเราแล้วเราจะโกยตั้งแต่เกิดเหตุตอนแรกๆ ไหม เพราะใจหนึ่งก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ แต่ถ้าถามว่าอยากรู้ไหม ผมก็อยากรู้นะ มันก็เป็นอะไรที่ย้อนแย้งดีครับ ใจหนึ่งอยากใช้ขาโกยวิ่ง แต่อีกใจก็ใช้สมองคิดหาคำตอบด้วยความอยากรู้… ซับซ้อนดีนะมนุษย์เราเนี่ย

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว The Autopsy of Jane Doe (2016) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-autopsy-jane-doe-2016.html/feed 0
รีวิว The Irresistible Blueberry Farm (2016) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-irresistible-blueberry-farm-2016.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-irresistible-blueberry-farm-2016.html#respond Thu, 13 Jul 2017 03:00:50 +0000 http://www.bktube.net/?p=13077 ชีวิตคนเราถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเสมอครับ ไม่ว่าจะเรื่องปรัชญา, วิถีชีวิต, การเปลี่ยนย้ายถิ่นฐาน-สังคม-สิ่งแวดล้อม, การเลือก-ไม่เลือกอะไรบางอย่าง ทั้งหมดทั้งปวง ล้วนมีผลต่อชีวิตเราทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยก็เท่านั้นเอง หนังเรื่องนี้ดัดแปลงจากหนังสือของ Mary Simses (ซึ่งรู้สึกจะยังไม่มีการแปลไทย) พล็อตเรื่องเปิดมาก็น่าสนใจอยู่ครับ นางเอกคือเอลเลน แบรนฟอร์ด (Alison Sweeney) ทนายสาวที่ทำงานอยู่ในมหานครนิวยอร์ก และกำลังจะหมั้นกับกับแฟนหนุ่มผู้เพียบพร้อมอย่าง เฮย์เดน (Kavan Smith) แต่แล้วคุณยายผู้จากไปของเธอ (Shirley Jones) ก็ได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งไว้ให้ พร้อมสั่งเสียให้เอลเลนช่วยนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้ถึงมือ เชท คัมเบอร์ฟิลด์ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเป็นใคร เบาะแสมีเพียงชื่อและที่อยู่ที่จ่าหน้าซองไว้ เอลเลนจึงต้องเดินทางไปยังเมืองเล็กๆ ในรัฐเมนที่เป็นบ้านเกิดของคุณยายเธอ และตามหาคนชื่อเชทให้พบ และที่นั่นเองเธอก็ได้พบเจอกับ รอย (Marc Blucas) ชายหนุ่มที่ช่วยเธอไว้จากการจมน้ำ ตัวหนังจัดว่ากึ่งๆ ครับ หลักๆ คือดราม่าผสมโรแมนติก แต่ก็จะมีการตามปมปริศนาเล็กๆ ว่าใครกันแน่คือ เชท คัมเบอร์ฟิลด์ ทว่าเอาเข้าจริงประเด็นสำคัญของหนังไม่ได้อยู่ที่นายเชทคนนี้หรอกครับ แต่มันเป็นเรื่องของเอลเลนต่างหาก เอลเลนนั้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้า เงินตรา และแสงสี เธอคบหาแฟนหนุ่มที่มีอนาคตไกลมากๆ แต่กระนั้นลึกๆ แล้วเธอก็ตั้งคำถามอยู่ในใจว่านี่คือทางที่ถูกจริงๆ...

The post รีวิว The Irresistible Blueberry Farm (2016) appeared first on .

]]>

ชีวิตคนเราถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเสมอครับ ไม่ว่าจะเรื่องปรัชญา, วิถีชีวิต, การเปลี่ยนย้ายถิ่นฐาน-สังคม-สิ่งแวดล้อม, การเลือก-ไม่เลือกอะไรบางอย่าง ทั้งหมดทั้งปวง ล้วนมีผลต่อชีวิตเราทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยก็เท่านั้นเอง

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงจากหนังสือของ Mary Simses (ซึ่งรู้สึกจะยังไม่มีการแปลไทย) พล็อตเรื่องเปิดมาก็น่าสนใจอยู่ครับ นางเอกคือเอลเลน แบรนฟอร์ด (Alison Sweeney) ทนายสาวที่ทำงานอยู่ในมหานครนิวยอร์ก และกำลังจะหมั้นกับกับแฟนหนุ่มผู้เพียบพร้อมอย่าง เฮย์เดน (Kavan Smith)

แต่แล้วคุณยายผู้จากไปของเธอ (Shirley Jones) ก็ได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งไว้ให้ พร้อมสั่งเสียให้เอลเลนช่วยนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้ถึงมือ เชท คัมเบอร์ฟิลด์ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเป็นใคร เบาะแสมีเพียงชื่อและที่อยู่ที่จ่าหน้าซองไว้

เอลเลนจึงต้องเดินทางไปยังเมืองเล็กๆ ในรัฐเมนที่เป็นบ้านเกิดของคุณยายเธอ และตามหาคนชื่อเชทให้พบ และที่นั่นเองเธอก็ได้พบเจอกับ รอย (Marc Blucas) ชายหนุ่มที่ช่วยเธอไว้จากการจมน้ำ


ตัวหนังจัดว่ากึ่งๆ ครับ หลักๆ คือดราม่าผสมโรแมนติก แต่ก็จะมีการตามปมปริศนาเล็กๆ ว่าใครกันแน่คือ เชท คัมเบอร์ฟิลด์ ทว่าเอาเข้าจริงประเด็นสำคัญของหนังไม่ได้อยู่ที่นายเชทคนนี้หรอกครับ แต่มันเป็นเรื่องของเอลเลนต่างหาก

เอลเลนนั้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้า เงินตรา และแสงสี เธอคบหาแฟนหนุ่มที่มีอนาคตไกลมากๆ แต่กระนั้นลึกๆ แล้วเธอก็ตั้งคำถามอยู่ในใจว่านี่คือทางที่ถูกจริงๆ หรือไม่ นี่คือชีวิตที่เธอต้องการจริงๆ ไหม

แล้วพอเอลเลนมาใช้เวลาตามหาเชทในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เธอก็สัมผัสถึงบรรยากาศที่อบอุ่น ได้พบเจอผู้คน ได้พบเจอวิถีชีวิตง่ายๆ ไม่ต้องดิ้นรนให้มากเกิน ไม่ต้องวิ่งตามความสำเร็จแบบในเมืองใหญ่ จนเธอเริ่มทบทวนในสิ่งที่เธอเลือกว่าแท้จริงเธอต้องการชีวิตแบบไหนกันแน่

โดยหลักๆ แล้วหนังเลยเน้นที่การค้นหาตนเองของเอลเลนน่ะครับ ค้นหาว่าเธอต้องการชีวิตแบบไหน แล้วเราๆ ท่านๆ ก็คงพอเดาได้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะเลือกชีวิตแบบไหน ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ออกแนวพิมพ์นิยมนะ เนื้อเรื่องประมาณว่าตัวเอกจากกรุงไปอยู่บ้านไร่แล้วสุขใจ เลยตัดสินใจอยู่ยาวๆ อะไรแบบนั้น


แต่ผมชอบที่หนังเรื่องนี้ไม่พยายามบอกว่าชีวิตในเมืองเป็นชีวิตที่แย่ แล้วชีวิตในเมืองเล็กๆ เป็นชีวิตที่ดีกว่า หนังไม่ได้สื่อแบบนั้นครับ หนังเพียงพยายามบอกเราว่า คนเราแต่ละคนมีวิถีที่เหมาะกับตนเองเสมอ ขอเพียงหาให้เจอเท่านั้น

บางคนก็อยู่ในเมืองใหญ่มานานจนชินน่ะครับ เขาก็สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข สามารถทำตนให้อยู่เหนือกระแสบางประการของสังคมจอมปลอม (ว่าง่ายๆ คือไม่จมไปกับกระแสหรือความวุ่นวายที่มีอยู่ทั่วไป ใครๆ เขาเร่งเราไม่ต้องเร่งตามก็ได้ อะไรประมาณนั้น)

บางคนก็เหมาะกับการอยู่กับชีวิตง่ายๆ ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบ อยู่ในเมืองเล็กๆ ที่คนรู้จักกันเกือบหมด ชีวิตที่การแข่งขันแม้จะมีแต่ก็ไม่หนักหนาจนเกินรับ และยังพอมีเพื่อน มีครอบครัวคอยเป็นกำลังใจ ประคองให้ผ่านปัญหาไป ฯลฯ สำหรับบางคน ชีวิตแบบนี้คือชีวิตที่ดีแบบเพียงพอ

สำหรับตัวหนังแล้ว มันอาจไม่ได้สุดยอดอะไรมากครับ แต่ดูได้เพลินๆ และที่สำคัญคือได้แง่คิดชวนให้ทบทวนเกี่ยวกับตนเอง… บางครั้งเราก็ต้องทบทวนชีวิตที่เรามีอยู่กับชีวิตที่เราปรารถนาเป็นระยะๆ ครับ

คะแนนความชอบ 6.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว The Irresistible Blueberry Farm (2016) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-irresistible-blueberry-farm-2016.html/feed 0
รีวิว Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน (2016) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-take-home-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-take-home-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a.html#respond Wed, 12 Jul 2017 03:00:48 +0000 http://www.bktube.net/?p=13070 หนังเรื่องนี้มันทางของผมชัดๆ ครับ แนวสยอง ลึกลับ น่ากลัวแบบกินบรรยากาศ มีปมปริศนาให้ตาม มีความซับซ้อนให้มึนนิดๆ แบบนี้ล่ะครับ ผมชอบ แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนครับว่าดีกรีความซับซ้อนของหนังเรื่องนี้อาจทำให้หลายท่านงงได้ ส่วนหนึ่งก็ด้วยการเล่าเรื่องน่ะครับ ซึ่งในความเห็นผมแล้วไม่ใช่ว่าเล่าเรื่องไม่ดีนะ แต่เป็นการเล่าเรื่องที่ต้องใช้พลังในการติดตามเยอะพอสมควร ดังนั้นในเบื้องต้นถ้าใครอยากดูหนังสยองที่เน้นความน่ากลัวและดูง่ายเป็นหลักล่ะก็ ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องนี้ครับ เพราะการเล่าเรื่องที่สวิงสวาย (หรือบางคนนิยามว่า “เดินเรื่องแบบอาร์ทๆ”) และเมื่อมาเจอกับเรื่องที่ซับซ้อนพอประมาณแล้ว ก็อาจทำให้งงโดยง่ายครับ พล็อตหลักเลยก็ว่าด้วยแทน (มาริโอ้ เมาเร่อ) หนุ่มความจำเสื่อมที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล เขาพยายามหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วเขาคือใครและครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้พบเงื่อนงำที่จะนำเขาไปสู่ครอบครัว เมื่อเขาไปถึงบ้าน เขาพบที่สาวฝาแฝดชื่อทับทิม(วรรณรท สนธิไชย) และสามีกับลูกๆ ของเธอ รวมถึงแม่บ้านที่ดูแลแทนมาตั้งแต่ยังเด็ก แน่นอนว่าเขาดีใจที่เจอครอบครัวครับ แต่มันก็มีอะไรแปลกๆ ในบ้านหลังนี่ทำให้เขาเกิดความสงสัย แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็พบว่าบ้านนี้น่ากลัวเลยล่ะครับ มีความลึกลับมหาศาลรอเขาอยู่ และที่น่ากลัวที่สุดคือบ้านหลังนี้จะไม่ยอมให้เขากลับออกไปง่ายๆ… หนนี้แหละครับที่เขาจะได้รู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตนเองและครอบครัว ทราบมาว่าหลายคนไม่โอเคกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งก็อาจเพราะการเล่าเรื่องอย่างที่บอกน่ะครับ มันอาจดูยากหรือชวนสับสนเกินความจำเป็นไปบ้าง (คือจริงๆ เล่าง่ายกว่านี้ก็ได้แหละครับ) ผมจึงค่อนข้างย้ำว่าแม้นี่จะเป็นหนังสยอง แต่ก็อาจไม่ได้เข้าทางสำหรับทุกคนครับ ในขณะที่ผมนั้นดูแล้วชอบน่ะครับ อย่างแรกชอบงานโปรดักชั่น บ้านที่เป็นสถานที่เกิดเรื่องหลักมันดูอาร์ทดี เวลาไฟสว่างๆ มันก็ดูสวยดีอยู่ครับ แต่พอบทจะสยองเมื่อไรมันก็กลายเป็นบ้านชวนหลอนที่ทำให้เราอยากวิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุด...

The post รีวิว Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน (2016) appeared first on .

]]>

หนังเรื่องนี้มันทางของผมชัดๆ ครับ แนวสยอง ลึกลับ น่ากลัวแบบกินบรรยากาศ มีปมปริศนาให้ตาม มีความซับซ้อนให้มึนนิดๆ แบบนี้ล่ะครับ ผมชอบ

แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนครับว่าดีกรีความซับซ้อนของหนังเรื่องนี้อาจทำให้หลายท่านงงได้ ส่วนหนึ่งก็ด้วยการเล่าเรื่องน่ะครับ ซึ่งในความเห็นผมแล้วไม่ใช่ว่าเล่าเรื่องไม่ดีนะ แต่เป็นการเล่าเรื่องที่ต้องใช้พลังในการติดตามเยอะพอสมควร

ดังนั้นในเบื้องต้นถ้าใครอยากดูหนังสยองที่เน้นความน่ากลัวและดูง่ายเป็นหลักล่ะก็ ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องนี้ครับ เพราะการเล่าเรื่องที่สวิงสวาย (หรือบางคนนิยามว่า “เดินเรื่องแบบอาร์ทๆ”) และเมื่อมาเจอกับเรื่องที่ซับซ้อนพอประมาณแล้ว ก็อาจทำให้งงโดยง่ายครับ

พล็อตหลักเลยก็ว่าด้วยแทน (มาริโอ้ เมาเร่อ) หนุ่มความจำเสื่อมที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล เขาพยายามหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วเขาคือใครและครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้พบเงื่อนงำที่จะนำเขาไปสู่ครอบครัว


เมื่อเขาไปถึงบ้าน เขาพบที่สาวฝาแฝดชื่อทับทิม(วรรณรท สนธิไชย) และสามีกับลูกๆ ของเธอ รวมถึงแม่บ้านที่ดูแลแทนมาตั้งแต่ยังเด็ก แน่นอนว่าเขาดีใจที่เจอครอบครัวครับ แต่มันก็มีอะไรแปลกๆ ในบ้านหลังนี่ทำให้เขาเกิดความสงสัย

แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็พบว่าบ้านนี้น่ากลัวเลยล่ะครับ มีความลึกลับมหาศาลรอเขาอยู่ และที่น่ากลัวที่สุดคือบ้านหลังนี้จะไม่ยอมให้เขากลับออกไปง่ายๆ… หนนี้แหละครับที่เขาจะได้รู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตนเองและครอบครัว

ทราบมาว่าหลายคนไม่โอเคกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งก็อาจเพราะการเล่าเรื่องอย่างที่บอกน่ะครับ มันอาจดูยากหรือชวนสับสนเกินความจำเป็นไปบ้าง (คือจริงๆ เล่าง่ายกว่านี้ก็ได้แหละครับ) ผมจึงค่อนข้างย้ำว่าแม้นี่จะเป็นหนังสยอง แต่ก็อาจไม่ได้เข้าทางสำหรับทุกคนครับ

ในขณะที่ผมนั้นดูแล้วชอบน่ะครับ อย่างแรกชอบงานโปรดักชั่น บ้านที่เป็นสถานที่เกิดเรื่องหลักมันดูอาร์ทดี เวลาไฟสว่างๆ มันก็ดูสวยดีอยู่ครับ แต่พอบทจะสยองเมื่อไรมันก็กลายเป็นบ้านชวนหลอนที่ทำให้เราอยากวิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุด


ดาราเล่นได้ดีหมดครับ ไม่ว่าจะมาริโอ้, วิว วรรณรท หรือคุณนภาดา สุขกิจ ที่รับบทแวว แม่บ้านที่ดูใจดี ทุกคนเล่นได้พอเหมาะกับเรื่องราว และในบางวาระก็เสริมความน่ากลัวให้กับหนังได้อย่างน่าพอใจด้วย

บทก็เขียนออกมาดีครับ เหมือนอ่านนิยาย เปิดไปทีละหน้า ปมคลายไปทีละอย่าง ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมชอบอะไรทำนองนี้อยู่แล้วเลยเพลินไปกับการตามเรื่อง แม้บทอาจไม่ได้สดใหม่ซะทีเดียวก็เถอะ แต่ก็ถือว่าร้อยเรียงได้น่าติดตามครับ

สาระสำคัญอย่างหนึ่งที่หนังพยายามบอกก็คือ ครอบครัวของเรานั้นอาจไม่สมบูรณ์แบบหรอกครับ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นไม่ว่าจะทะเลาะขัดแย้งในบ้าน, พ่อแม่พี่น้องมีข้อเสียชวนให้หงุดหงิด หรือปัญหาจากภายนอก/จากคนอื่น ฯลฯ

ซึ่งหากครอบครัวเรามีปัญหา เราจะเศร้า เสียใจ ผิดหวัง ฯลฯ มันก็ย่อมทำได้อยู่แล้วล่ะครับ แต่กระนั้นเราต้องไม่ลืมที่จะต้องตั้งหลักตัวเองเพื่อกลับมารับมือกับปัญหาเหล่านั้น หรือบางปัญหามันเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไข (เช่นความไม่เข้าใจ หรือความไม่สมบูรณ์บางอย่างของคนในครอบครัว) เราก็อาจต้องพยายามหาวิธีปรับใจยอมรับมันให้ได้ ก่อนที่มันจะเกาะกินเราจนก่อความเสียหายไปยังด้านอื่นๆ ของชีวิต (หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องหาทางออกแบบที่เจ็บปวดน้อยที่สุดน่ะครับ… แต่มันก็ต้องมีเจ็บบ้างแหละ)

โดยรวมแล้วนี่ถือเป็นหนังไทยแนวสยองขวัญที่ทำออกมาได้ดีครับ มันอาจไม่ได้สดใหม่หรือแปลกใหม่อะไรมาก แต่ก็ควรค่าแก่การลองชมสำหรับคอหนังสยองลึกลับครับ

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน (2016) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-take-home-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a.html/feed 0
รีวิว Green Room (2015) ล็อค เชือด ร็อก (ห้ามกระตุก) http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-green-room-2015-%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%ab.html http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-green-room-2015-%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%ab.html#respond Tue, 11 Jul 2017 03:00:18 +0000 http://www.bktube.net/?p=13064 ทุกวันนี้ผมยังคิดถึง Anton Yelchin เป็นพักๆ ครับ เขาถือเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีฝีมือมากๆ คนหนึ่ง และอาจจะเพราะหนังที่เขาแสดงส่วนใหญ่นั้นจะออกมาดี (อย่างน้อยก็ถูกใจผม) เลยทำให้ยังคิดถึงมากขึ้นไปอีก สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นหนังแนวระทึกขวัญสั่นประสาทที่ทำออกมาได้ดีเลยครับ มันเต็มไปด้วยความกดดัน เครียด แล้วก็มีฉากโหดๆ มาเสิร์ฟเป็นระยะ เลยทำให้นี่เป็นหนังที่คนชอบแนวนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เรื่องของนักดนตรีพังค์ร็อกที่ไปเปิดการแสดงที่ผับเล็กๆ แห่งหนึ่ง พอแสดงเสร็จแทนที่จะได้กลับออกมา พวกเขากลับไปรู้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า ก็เลยโดนเจ้าของที่นั่นสั่งห้ามไม่ให้ไปไหน และจับล็อคขังไว้ในห้อง เมื่อเวลาผ่านไปความกดดันก็ยิ่งเพิ่มครับ เพราะดูท่าว่างานนี้พวกเจ้าของผับไม่น่าจะยอมให้พวกเขาออกไปจากที่นี่แบบเป็นๆ แล้วพอถึงจุดหนึ่ง ความตายและความรุนแรงก็เริ่มต้นขึ้นจนยากเกินควบคุม เป็นหนังที่เครียดดีครับ จนผมบอกกับตัวเองเลยว่าคงไม่เอามาดูซ้ำอีกแน่ๆ เพราะมันเครียดนะ ผมว่ามันเครียดกว่า The Purge หรือ You’re Next ซะอีก พวกตัวเอกดูจะไร้ทางออกน่ะครับ จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ จะฝ่าวงล้อมออกไปก็ไม่ได้ แล้วก็ต้องอยู่ในห้องแคบๆ รอให้พวกคนข้างนอกมาทำร้าย มันเป็นอะไรที่กดดันเหลือแสนจริงๆ แน่นอนว่าการแสดงคืออีกหนึ่งของดีในหนังครับ ไม่ว่าจะ Yelchin, Imogen Poots (ที่เคยร่วมแสดงกับ Yelchin ใน Fright Night ฉบับรีเมคมาก่อน), Alia Shawkat...

The post รีวิว Green Room (2015) ล็อค เชือด ร็อก (ห้ามกระตุก) appeared first on .

]]>

ทุกวันนี้ผมยังคิดถึง Anton Yelchin เป็นพักๆ ครับ เขาถือเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีฝีมือมากๆ คนหนึ่ง และอาจจะเพราะหนังที่เขาแสดงส่วนใหญ่นั้นจะออกมาดี (อย่างน้อยก็ถูกใจผม) เลยทำให้ยังคิดถึงมากขึ้นไปอีก

สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นหนังแนวระทึกขวัญสั่นประสาทที่ทำออกมาได้ดีเลยครับ มันเต็มไปด้วยความกดดัน เครียด แล้วก็มีฉากโหดๆ มาเสิร์ฟเป็นระยะ เลยทำให้นี่เป็นหนังที่คนชอบแนวนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องของนักดนตรีพังค์ร็อกที่ไปเปิดการแสดงที่ผับเล็กๆ แห่งหนึ่ง พอแสดงเสร็จแทนที่จะได้กลับออกมา พวกเขากลับไปรู้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า ก็เลยโดนเจ้าของที่นั่นสั่งห้ามไม่ให้ไปไหน และจับล็อคขังไว้ในห้อง

เมื่อเวลาผ่านไปความกดดันก็ยิ่งเพิ่มครับ เพราะดูท่าว่างานนี้พวกเจ้าของผับไม่น่าจะยอมให้พวกเขาออกไปจากที่นี่แบบเป็นๆ แล้วพอถึงจุดหนึ่ง ความตายและความรุนแรงก็เริ่มต้นขึ้นจนยากเกินควบคุม


เป็นหนังที่เครียดดีครับ จนผมบอกกับตัวเองเลยว่าคงไม่เอามาดูซ้ำอีกแน่ๆ เพราะมันเครียดนะ ผมว่ามันเครียดกว่า The Purge หรือ You’re Next ซะอีก พวกตัวเอกดูจะไร้ทางออกน่ะครับ จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ จะฝ่าวงล้อมออกไปก็ไม่ได้ แล้วก็ต้องอยู่ในห้องแคบๆ รอให้พวกคนข้างนอกมาทำร้าย มันเป็นอะไรที่กดดันเหลือแสนจริงๆ

แน่นอนว่าการแสดงคืออีกหนึ่งของดีในหนังครับ ไม่ว่าจะ Yelchin, Imogen Poots (ที่เคยร่วมแสดงกับ Yelchin ใน Fright Night ฉบับรีเมคมาก่อน), Alia Shawkat และที่ลืมไม่ได้คือ Patrick Stewart ในบทดาร์ซี่ หัวหน้ากลุ่มของชาวผับแห่งนี้

ว่ากันว่า Stewart พออ่านบทเสร็จแล้ว เขาถึงกับเดินไปล็อคประตูทั่วบ้าน แล้วก็เปิดสัญญาณกันขโมยครับ ประมาณว่าอ่านแล้วอินจนเกิดอารมณ์กลัวขึ้นมา และเขาก็ยินดีรับเล่นบทนี้เลย เพราะมันดูท้าทายความสามารถดี และผลที่ออกมา เขาก็ทำได้ดีจริงๆ ครับ

ดาร์ซี่เป็นบุคลลประเภทสุขุม ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอะไร แต่สามารถสั่งฆ่าสั่งล่าคนอื่นได้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยนด้วยซ้ำ เป็นบทตัวร้ายที่ไม่ได้ร้ายออกนอกหน้า แต่สามารแผ่บารมีความน่ากลัวออกมาได้เรื่อยๆ


ก็ให้บังเอิญดีครับที่ Yelchin กับ Stewart ต่างก็ผ่านหนัง Star Trek มาทั้งคู่ นึกถึงตรงนี้ก็เสียดายอีกเหมือนกันครับ เพราะเราจะไม่มีวันได้เห็น Yelchin รับบทเชคอฟใน Trek ตอนใหม่อีกแล้ว… คิดถึงจริงๆ นะครับ

หนังเขียนบทและกำกับโดย Jeremy Saulnier ที่เคยฝากฝีมือไว้ใน Blue Ruin หนังดราม่าทริลเลอร์ชั้นดีอีกเรื่อง กับเรื่องนี้เขาก็ทำได้ดีเลยครับ มันชวนให้นึกถึงหนังเก่าๆ อย่าง Judgment Night ซึ่งผมว่าเรื่องนี้ทำดีกรีความกดดันออกมาได้มากกว่าเรื่องนั้นอีกครับ

แต่ก็คงต้องแล้วแต่คนชอบ เพราะเรื่องนั้นยังน่าดูซ้ำได้บ้าง (เพราะเครียด แต่ไม่เยอะเกิน) ในขณะที่เรื่องนี้ก็อย่างที่บอกครับ ความกดดันค่อนข้างเยอะ จนคาดว่าไม่น่าจะเอามาดูซ้ำอีกแน่ๆ แม้จะชอบการแสดงของเหล่าดารานำแค่ไหนก็เถอะ

สรุปว่าเรื่องนี้อยากให้ดูกันครับ แต่ก็ต้องเตรียมใจรับความเครียดกันไว้หน่อยนะครับ เพราะหนังมันกดดันจริงๆ มีความหดหู่เจืออยู่มาก ฉากโหดๆ ก็มี แต่ไม่ถึงกับแหวะจนเกินรับไหว

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

The post รีวิว Green Room (2015) ล็อค เชือด ร็อก (ห้ามกระตุก) appeared first on .

]]>
http://www.bktube.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-green-room-2015-%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%ab.html/feed 0