รีวิว The Art of Us (2017)


เอาเข้าจริงผมเป็นคนชอบหนังโรแมนติกครับ แต่เพิ่งมารู้ตัวแบบเต็มๆ เอาระยะหลังๆ ที่หนังรักๆ หวานๆ ดูจะห่างหายไปจากจอเงิน ยิ่งฮอลลึวู้ดนี่ไม่ต้องพูดถึงครับ ซูเปอร์ฮีโร่ครองตลาดแทบจะ 100% อยู่แล้ว

ที่ให้ผมพึ่งพาหาดูหนังแบบนี้ได้ในยุคนี้ก็ดูจะมีแต่ Hallmark ล่ะครับ จริงๆ อีกหลายค่ายก็มี แต่คุณภาพไม่สม่ำเสมอเท่า Hallmark ที่สามารถทำหนังออกมาได้กลิ่นอายโรแมนติกแบบเดิมๆ บางเรื่องนี่ทำออกมาเข้าท่ากว่าหนังโรแมนติกฉายโรงบางเรื่องซะอีก

อย่างเรื่องนี้ก็ดัดแปลงจากนิยายของ Teri Wilson (ซึ่งดูจะดัดแปลงไปมากพอสมควร) กับเรื่องของดร.ฮาร์เปอร์ ฮิคกินส์ (Taylor Cole) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านงานศิลปะและผลงานของวินเซนต์ แวนโกะห์

ที่นี่มีอยู่วันหนึ่งเธอได้เจอกับทอม เบคเกอร์ (Steve Lund) ศิลปินมือสมัครเล่นที่ฝีมือการลงแปรงเปี่ยมพรสวรรค์อย่างที่สุด สไตล์เขาจะออกแนวคล้ายแวนโกะห์เลยครับ นั่นทำให้ฮาร์เปอร์อยากผลักดันให้ทอมได้เข้าวงการ


แต่ปัญหาก็คือ ทอมไม่มีชื่อเสียงครับ มันเลยยากเหลือล้นที่จะมีคนหันมาสนใจ แม้ฝีมือเขาจะดีแค่ไหนก็เถอะ แต่ถ้าไม่มีแบ๊คหรือสตอรี่ก็ไม่ได้แจ้งเกิด ในที่สุดฮาร์เปอร์ตัดสินใจบอกไปว่า ทอมคือเหลนของแวนโกะห์ เท่านั้นล่ะครับคนทั้งเมืองหันมาสนใจทันที

แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นความวุ่นที่เกิดจากการโกหกของฮาร์เปอร์ และขณะเดียวกันหัวใจของเธอและทอมก็เริ่มเขยิบเข้าหากัน โดยมีงานศิลปะและเจ้าหมาตัวน้อยวินเซนต์ของฮาร์เปอร์เป็นเหมือนเครื่องสื่อรักสื่อใจ

ว่าตามจริงหนังอาจไม่ถึงกับหวานซึ้งอะไรนะครับ แต่ผมชอบการแสดงของพระนางที่ดูเคมีไปกันได้ อย่าง Cole ก็ดูสวย น่ารักแบบสาวมั่นที่มีความรู้ ส่วนทอมเองก็ออกแนวจริงใจ แต่ก็ต้องมาเจอกับภาวะน้ำท่วมปาก เพราะแม้เขาจะไม่อยากโกหก แต่เขาก็อยากได้โอกาสเผยแพร่ผลงานของตัวเองให้โลกเห็นเหมือนกัน

มันเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งอยู่ในทีน่ะนะครับ ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าโลกทุกวันนี้มีพื้นที่ให้กับ “คนมีเงิน คนมีพวก หรือ คนมี Connection” มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป ต่อให้คนธรรมดามีความสามารถแค่ไหน แต่หากเอื้อมมือคว้าโอกาสไม่ถึง หรือสายป่านไม่พอ ก็อาจไม่สามารถหาพื้นที่ของตนเองได้


เรามักได้ยินคำกล่าวประมาณว่า “โลกมีโอกาสเหลือเฟือ ขอเพียงพยายาม แล้วคุณจะได้มัน” ตามด้วยพยานบุคคลมากมายที่ทำได้สำเร็จตามนั้น แต่ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าก็มีคนอีกเยอะเหมือนกันที่พยายามสุดๆ แต่ก็ไปไม่ถึง จนอดคิดไม่ได้เลยว่าหากมีใครมาทำสถิติแบบตรงไปตรงมา ทำตัวเลขออกมาเลยว่าสัดส่วนคนธรรมดาที่ประสบความสำเร็จกับไม่ประสบความสำเร็จนั้น อันไหนมันมากมันน้อยกว่ากัน

ไม่ต้องอื่นไกลครับ แวนโกะห์เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของคนที่ไม่ได้เห็นความสำเร็จตนเองเลยตอนมีชีวิตอยู่ ดีไม่ดีเขาจะสัมผัสได้แต่ความล้มเหลวด้วยซ้ำ มันคือความจริงที่ “ไม่สวย” ที่คนอาจไม่ค่อยเอามาพูดกัน

ที่ร่ายมายาวนี่ไม่ได้จะให้หมดกำลังใจหรืออะไรหรอกครับ เพียงแต่อยากให้เราคิดบนฐานความจริง ใช่ครับที่เราควรมีความพยายาม เราควรเดินหน้าคว้าโอกาสและพุ่งไปหาฝัน แต่เราก็ต้องเผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังด้วย คือถ้าจะดื้อก็ดื้อแบบฉลาด คือดื้อแบบให้เหลือทางเดินต่อ อย่าห้อเกียร์ 5 พุ่งไปข้างหน้าแบบถอดเกียร์ถอยหลัง

สำหรับหนังเรื่องนี้ัผมว่ามีงานภาพสวยๆ ให้ชมเยอะดีครับ และหนังก็ไปถ่ายทำที่แคนาดาครับ ไปที่แกสทาวน์ ในแวนคูเวอร์ แล้วก็ไปถ่ายที่เมเปิ้ล ริดจ์ด้วย ก็เลยทำให้ได้บรรยากาศที่สวยและอบอุ่นกำลังดี

เป็นหนังที่อาจจะไม่ได้เด่นเรื่องโรแมนซ์ แต่ก็สะท้อนความจริงของโลกได้พอสมควรครับ และดาราก็เล่นกันได้ดีด้วย และที่สำคัญคืองานภาพสวยจริงๆ จนบอกได้เลยว่าใครชอบภาพสวยๆ ต้องหาดูให้ได้ครับเรื่องนี้
คะแนนความชอบ 7/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น