รีวิว Dirty Dancing (2017)


Dirty Dancing ภาคต้นฉบับคือปรากฏการณ์ระดับตำนานของวงการเมื่อ 30 ปีก่อนครับ หนังลงทุนประมาณ $6 ล้าน แต่ทำเงินแบบฮิตไปทั่วโลก โกยไปกว่า $213 ล้านเหรียญ (ถ้าตีเป็นมูลค่าปัจจุบันก็น่าจะประมาณ $500 ล้านล่ะครับ)

หนังแจ้งเกิดแบบเต็มตัวให้ Patrick Swayze และ Jennifer Grey หนุ่มๆ สาวๆ สมัยนั้นชื่นชอบกันมากทั้งเรื่องราว เพลง และพล็อตที่ว่าด้วย “ชัยชนะแห่งความพยายามของหนุ่มสาว” และยังทำให้บริษัท Vestron Video ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ เป็นที่จดจำในชั่วข้ามคืน (แม้ตอนหลังบริษัทนี้จะหายไปตามกาลเวลาก็ตาม)

ตอนแรกผมได้ข่าวว่าจะมีการรีเมคหนังเรื่องนี้โดย Kenny Ortega แห่ง High School Musical ซึ่ง Ortega เองก็มีส่วนในความสำเร็จของหนังต้นฉบับเหมือนกันครับ แต่จนแล้วจนรอดข่าวก็เงียบไป ผมมารู้อีกทีก็ตอนมันสร้างเสร็จและลงฉายเป็นหนังทีวีไปซะแล้ว

พล็อตหลักยังคงเดิมครับ เรื่องของสาวน้อยเบบี้ เฮาส์แมน (Abigail Breslin) ที่ไปเที่ยวตากอากาศกับครอบครัว แล้วเธอก็ได้เจอกับหนุ่มนักเต้นจอห์นนี่ แคสเซิล (Colt Prattes) ที่ทำให้ใจเธอละลาย และเขายังสอนการเต้น รวมถึงนำพาบทเรียนชีวิตบทสำคัญมาสู่ชีวิตเธออีกด้วย


ถ้าถามว่าภาคต้นฉบับนั้นทำไมถึงออกมาดี อย่างแรกคือดาราเคมีเข้ากัน และคาแรคเตอร์ที่แสนจะคลาสสิกอย่างการที่พระเอกเป็นนายหล่ออารมณ์ร้าย (แต่แฝงความเป็นสุภาพบุรุษเอาไว้) ส่วนนางเอกก็เป็นลูกคุณหนูที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับความจริงของชีวิตสักเท่าไร และตอนแรกๆ ยังแอบหยิบหย่งอีกต่างหาก

ทว่าพอเวลาผ่านไป นางเอกก็แสดงความมุ่งมั่นออกมาจนชนะใจผู้ชม รวมถึงชนะใจครอบครัวของเธอ (เพราะพ่อของเธอก็ไม่อยากให้เธอไปสุงสิงกับพวกนักเต้นนักหรอก) ส่วนพระเอกก็ได้พิสูจน์ความเป็นสภาพบุรุษให้ทุกคนได้เห็น จนทำให้คนดูรู้สึกได้ว่าคนปอนๆ อย่างเขายังแมนกว่าผุู้ดีตีนแดงบางคนซะอีก

ตัวหนังออกแนวน้ำเน่าสูตรสำเร็จครับ แต่การปรุงรสมันพอเหมาะมาก จังหวะการเดินเรื่องและบทเพลงก็ไพเราะ และการเต้นคือไฮไลท์ที่เพิ่มความหวานและร้อนแรงให้กับหนัง… และ… ถ้าให้บอกตรงๆ ก็คือ ที่ผมบรรยายมาทั้งหมดนั้นหาได้ในหนังเรื่องนี้น้อยเหลือเกิน

เคมีพระนางนั้นไม่มากเท่าไรครับ และฉากการเต้นก็ไม่ได้เร้าใจหรือน่าจดจำเท่าที่ควร ซึ่งลองว่าหนังว่าด้วยการเต้น แต่การเต้นไม่สำแดงพลังดึงดูดนี่ทุกอย่างก็จบครับ เพราะแหล่งพลังสำคัญอย่างหนึ่งของหนังมันหายไป ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายจริงๆ


และแม้หนังจะใส่เพลงลงมาเรื่อยๆ และหลายเพลงก็เป็นเพลงดีๆ แต่จังหวะการใส่มันไม่ใช่ครับ เหมือนใส่ลงมาประดับหนัง แต่อารมณ์มันไม่ไช่เลย นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แม้จะเอาเพลงดีๆ ระดับตำนานมาใส่ในหนัง แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้หนังออกมาดูดี (แบบ Guardian of the Galaxy เป็นอาทิ) เสมอไป

หนังมีบางฉากที่ตัวละครร้องเพลงด้วยครับ แต่การถ่ายทำมันไม่สอดรับน่ะครับ มุมกล้องปกติ ถ่ายทำธรรมดา ตัดต่อแบบทั่วไป มันเลยทำให้ฉากร้องเพลงทั้งหลายดูเรื่อยๆ ไม่ได้เร้าอารมณ์ ไม่ได้กระตุ้นความรู้สึก ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากทีเดียว

หนังกำกับโดย Wayne Blair ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่เขาถูกเลือกมาคงเพราะเขาเคยทำ The Sapphires เอาไว้ได้ดีมาก อันนั้นก็หนังเพลงย้อนยุคครับ แต่มันสนุก น่าติดตาม ลูกเล่นอาจไม่เยอะแต่ตัวละครมีมิติและเรื่องราวมันมีอะไรในตัว แต่กับเรื่องนี้ผลที่ได้ถือว่าธรรมดาจริงๆ

หนังมีพล็อตรองว่าด้วยเรื่องของพ่อแม่เบบี้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นการเสริมสาระที่ดีครับ และไปๆ มาๆ จะเป็นพล็อตที่ดูน่าติดตามกว่าเรื่องของเบบี้ด้วย แต่หากถามใจแล้ว ผมก็อยากให้หนังเน้นพล็อตของเบบี้ให้ออกมาเปี่ยมเสน่ห์แบบที่ควรจะเป็นน่ะครับ แต่ผลที่ได้มันเป็นอะไรที่ธรรมดาผิดคาดจริงๆ

Breslin จริงๆ เธอเล่นหนังดีนะครับ แต่เคมีเธอไม่ไปด้วยกันกับ Prattes และมิติของบทเบบี้ในเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรเด่น พัฒนาการไม่ชัดเจน ความผูกพันของจอห์นนี่และเบบี้ก็ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกสปาร์กในใจคนดูสักเท่าไร… ถ้าหนังแนวโรแมนติก แต่พระ-นางจุดไฟใส่ในใจคนดูไม่สำเร็จ ความกลมกล่อมของหนังก็จะลดลงตามลำดับ

สรุปว่า เอาของเก่ามาดูอีกรอบจะดีที่สุดครับ… แต่ผมชอบบทสรุปของเรื่องนะ ถ้าถามว่าชอบอะไรที่สุด ก็คงตอบว่าชอบบทสรุปนี่แหละ มันให้อารมณ์แบบ “นึกถึงวันเก่าๆ” ได้เจ๋งดี
คะแนนความชอบ 5/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น