รีวิว Clinical (2017)


ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ผมก็คิดอะไรได้ขึ้นมาอย่างหนึ่งครับ นั่นคือผมรู้สึกว่าหนังสมัยใหม่หลายเรื่องมีจุดอ่อนคล้ายๆ กัน นั่นคือในส่วนของการเล่าเรื่องให้มันชวนติดตาม

จริงๆ ผมว่าหนังสมัยใหม่มีไอเดียน่าสนใจขึ้น คนทำหนังก็มีเรื่องดีๆ อยากจะบอกเล่าออกมา พวกเขามีพล็อตครับ ใหม่บ้างเก่าบ้างก็ว่ากันไป แต่จุดอ่อนที่ว่าก็คือ พวกเขาไม่รู้ว่าจะเล่ามันอย่างไร อันไหนบ้างที่ควรเล่า รายละเอียดไหนบ้างที่ควรใส่ลงไป

อย่างเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ หนังออกแนวลึกลับสยองขวัญ ว่าด้วยจิตแพทย์สาว เจน แมนทิส (Vinessa Shaw) ที่เธอไม่สามารถช่วยคนไข้รายหนึ่งให้พ้นจากปมในใจได้ จนนำมาสู่เรื่องเศร้าอันกลายมาเป็นแผลในใจเธอ

เมื่อผ่านไประยะหนึ่งเธอก็พยายามกลับมาทำงานใหม่ แม้จิตแพทย์ที่ดูแลเธออย่าง เทอร์รี่ (William Atherton) จะไม่แน่ใจในตัวเธอนักก็ตาม (ประมาณว่าเขายังรู้สึกว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะทำงานนี้ต่อหรอก)


แล้วเธอก็ได้พบกับคนไข้คนใหม่ นามว่า อเล็กซ์ (Kevin Rahm) ชายที่เจอเรื่องเลวร้ายในอดีตจนใบหน้าเสียโฉม และเธอก็พยายามช่วยเขาแบบเต็มที่ ประหนึ่งเป็นการชดเชยที่ช่วยคนไข้รายก่อนไม่สำเร็จ

แต่แล้วความน่ากลัวก็เริ่มต้นครับ เธอต้องเผชิญกับคนไข้ที่เคยทำร้ายเธออีกครั้ง พร้อมกับเรื่องแปลกๆ ที่ทำให้เธอเกิดอาการหวาดระแวง อันทำให้เธอต้องพยายามก้าวข้ามมันไปให้ได้ ก่อนที่เธอจะต้องกลายเป็นคนไข้อาการหนักเสียเอง

พล็อตว่าตามจริงก็ไม่ใหม่ครับ จิตแพทย์คนหนึ่งช่วยคนไข้ไม่ได้เลยมีปม ครั้นพอเจอคนใหม่ก็พยายามช่วย แต่แล้วคนไข้เก่ากลับตามมาหลอกหลอน รู้สึกเลยว่าเจอปมนี้บ่อยๆ เพียงแค่รายละเอียดจะต่างไปเท่านั้น

มันคือหนังระทึกขวัญครับ อย่างที่บอกว่าพล็อตตั้งต้นก็โอเค แต่การเล่าเรื่องนี่เองที่ไปไม่ถึงไหน ซึ่งมันก็คือความยากในการทำหนังอย่างหนึ่งนะ บางทีเรารู้ว่าจะเปิดเรื่องยังไง และรู้ว่าจะให้มันจบลงอย่างไร แต่เนื้อเรื่องตรงกลางนี่แหละที่เป็นของยาก 


เพราะมันต้องหาเรื่องมาเล่าดึงคนดูให้สนใจเรื่องราวตั้งเป็นชั่วโมงน่ะครับ ถ้าเล่าดีก็ดีไป แต่ถ้าเล่าไม่น่าติดตามล่ะก็ ต่อให้ตอนจบมันหักมุมหรือชวนอึ้งแค่ไหน แต่คนดูก็จะไร้ความรู้สึกว่ามันสนุกไปแล้ว สุดท้ายก็อาจเบื่อหนังเฉยหนังไปเลยก็ได้

กับเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้นน่ะครับ จริงๆ ตอนเฉลยปมช่วงท้ายก็ถือว่าเข้าท่าดี แต่การเล่าเรื่องตอนกลางๆ มันไม่ดึงดูด มันไม่มีการทิ้งปมให้รู้สึกว่า “มันน่าติดตาม” เหมือนเป็นการสอดแทรกเรื่องต่างๆ ลงมาเพื่อให้เวลามันครบเท่านั้นเอง

หนังเหมาะจะทำเป็นตอนสั้นๆ น่ะครับ จะได้ไม่ต้องพยายามหาเรื่องมาเล่าตอนกลางๆ แต่ผมก็เชื่อว่าบางคนอาจเดาอะไรๆ ได้ตั้งแต่กลางเรื่องด้วยซ้ำ… มันทำให้ตระหนักเลยน่ะครับว่าการทำหนังสักเรื่องนั้น ไม่มีตรงไหนที่ไม่สำคัญหรอก มันไม่ใช่แค่ต้นดีหรือปลายดี แต่ตรงกลางก็ต้องทำให้ถึงด้วย

โดยรวมแล้วหนังออกแนวเรื่อยๆ ครับ ความตื่นเต้นลุ้นระทึกไม่ถึงกับเยอะอะไรมาก และการที่ตัวเอกเป็นจิตแพทย์ก็ชวนให้นึกถึง The Sixth Sense นะ ผมว่าเอาเรื่องนั้นมาดูอีกรอบน่าจะโอกว่าเยอะ 
คะแนนความชอบ 5/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น