รีวิว Brain on Fire (2016) เผชิญหน้า ท้าปาฏิหาริย์


นาทีที่ผมเขียนบทความนี้ คือนาทีที่ผมกำลังดู End Credits ครับ คือพอดูจบแล้วอยากรีบเขียน อยากรีบชวนให้ทุกท่านได้ลองชมหนังเรื่องนี้กันสักครั้ง

แน่นอนว่าผมชอบครับ แม้ผมจะไม่อาจรับประกันได้ก็เถอะว่าทุกท่านจะชอบหนังเรื่องนี้แบบที่ผมชอบหรือไม่ แต่ผมก็อยากให้ลองดูครับ เพราะผมมั่นใจว่าต้องมีคนชอบมันแน่ๆ และผมก็ตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อ “ทำให้คุณกับหนังเรื่องนี้ ได้เจอกัน”

หนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของซูซานน่า (Chloë Grace Moretz) หญิงสาวที่ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง แต่เธอกลับมีปัญหาในการควบคุมร่างกายและอารมณ์ เธอเริ่มเบลอ เหม่อลอย รู้สึกวิงเวียนเหมือนเป็นไข้ แต่พอไปหาหมอ หมอก็ตรวจไม่พบความผิดปกติ

แต่แล้วอาการเธอก็หนักขึ้นครับ เธอเริ่มคุมตัวเองไม่ได้ มีอาการเพ้อคลั่งสลับซึมเศร้า รวมถึงอาการชัก จนในที่สุดเธอต้องเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาล แต่กระนั้นคุณหมอต่างก็ไม่พบความผิดปกติ และเริ่มจะลงความเห็นว่าเธอมีอาการทางจิต


แล้วเธอเป็นอะไรกันแน่? เธอมีอาการทางจิตจริงๆ หรือร่างกายของเธอมีความผิดปกติอื่นใด? คำตอบทั้งหมดรออยู่ในหนังเรื่องนี้แล้วครับ

ก่อนอื่นเลยขอบอกครับว่า Moretz คือสุดยอด! ผมกล้าพูดเลยว่าบทแบบนี้ถ้าไม่ใช่ระดับ Moretz มาเล่นล่ะก็ รับรองเอาไม่อยู่ครับ เธอถ่ายทอดบทของคนมีอาการผิดปกติได้อย่างสุดยอด คือดูแล้วเชื่อว่าเธอเป็นจริงๆ น่ะครับ ไม่ว่าจะตอนเหม่อ ตอนคลั่ง ตอนกลัว ตอนซึม หรือตอนที่ร่างกายขยับแทบไม่ได้แล้ว เธอเล่นได้แบบถึงมากๆ

ยอมรับว่าระหว่างดูนี่ผมสงสารเลยนะ เป็นอะไรที่อินมาก ดูแล้วสงสารเธอมาก เช่นเดียวกับที่สงสารคนรอบตัวของเธอไม่ว่าจะ แฟนหนุ่ม (Thomas Mann), พ่อ (Richard Armitage) และแม่ของเธอ (Carrie-Anne Moss) ทุกคนเล่นกันได้ดีจริงๆ ครับ

หนังเดินเรื่องได้อย่างน่าติดตาม เข้าเรื่องอย่างรวดเร็วครับ แนะนำซูซานน่าให้เรารู้จักนิดหน่อย แล้วก็เดินเครื่องเข้าประเด็นอาการผิดปกติของเธอเลย มันเริ่มจากอาการเล็กๆ แล้วก็ขยายใหญ่ขึ้น ความน่าติดตามเกิดจาก 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือการแสดงของ Moretz ที่เล่นได้สมจริงเหลือจะเอ่ย


และส่วนที่ 2 คือการเล่าเรื่องครับ หนังเล่าประเด็นหลักๆ ในปริมาณที่พอดี ไม่มีการยืดเยื้อ ซึ่งหนังนั้นยาวแค่ 88 นาทีเท่านั้นครับ มันเลยเดินเรื่องกระชับ ดึงจิตดึงใจและดึงตาเราให้โฟกัสกับสถานการณ์ที่ซูซานน่ากำลังเผชิญได้อย่างน่าปรบมือ

หนังชวนติดตามจริงๆ ครับ มันชวนให้สงสัยนะว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ และเราก็อดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยให้หมอหาสาเหตุให้เจอ เพราะเราไม่อยากให้เธอต้องเป็นอะไรไป (บอกแล้วครับว่ามันอิน) และอีกจุดเด็ดของหนังก็มาในตอนหลังๆ ครับ นั่นคือการมาของ ดร. นาจจาร์ (Navid Negahban) ที่มีบทบาทสำคัญในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ซูซานน่าเป็น

ช่วงท้ายหนังก็ไม่ยืดเยื้อครับ เข้าประเด็นเนื้อๆ จนหลายคนอาจรู้สึกว่ามันเร็วอยู่ แต่การเดินเรื่องกับจังหวะการนำเสนอมันทำให้รู้สึกว่าอะไรๆ มันพอ ส่วนหนึ่งอาจเพราะหนังทำให้เราเหนื่อยและหมดหวังมาเกือบชั่วโมงน่ะครับ ดังนั้นพอความหวังเริ่มมา อารมณ์เราก็พร้อมต้อนรับความหวังนั้นด้วยใจยินดี

สำหรับผม หนังเรื่องนี้ทำได้ดีครับ อาจไม่ถึงกับสุดยอดนะ แต่มันบันดาลใจมากๆ มันสอนให้เรา “อย่ายอมแพ้ อย่าหยุดสู้” โดยเฉพาะยามเราเจอปัญหาที่มองทางออกไม่เห็น ไม่รู้จะแก้มันอย่างไร ซึ่งคนเราเจอปัญหาแบบนั้นได้ครับ เราจะท้อหรือพักก็ได้ แต่อย่าหยุด อย่ายอมหมดลมหายใจไปง่ายๆ มันต้องลองสู้ต่อ บางครั้งคำตอบมันจะมาถึงเราก็ต่อเมื่อเราพยายามมากพอ เราสู้มากพอ หรือต่อให้สุดท้ายเราไม่เจอทางออก แต่อย่างน้อยเราก็ได้ลองสู้มันแบบเต็มที่แล้ว

นี่คือหนังสร้างแรงบันดาลใจชั้นดีครับ และผมยังยืนยันว่าต้องมีคนชอบ ต้องมีคนได้รับพลังจากหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นผมเลยอยากให้ท่านได้ลองชมดูครับ ดูแล้วไม่ชอบ ดีกว่า “หนังที่เราจะต้องชอบ แต่เราดันไม่ดู”
คะแนนความชอบ 7.5/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น