รีวิว Everybody Wants Some!! (2016) อยากได้ไหม ใครสักคน (ตอนที่ 1)


เรื่องนี้ก็เข้าทางผมอีกแล้วครับ หนังสไตล์ย้อนยุค ถ่ายทอดแง่มุมชีวิตวัยรุ่นวัยเรียน และกลั้วอารมณ์แบบหนัง Coming of Age เข้าไปอีกหน่อย เป็นอะไรที่ผมชอบอยู่แล้ว ไหนจะชื่อผู้กำกับ Richard Linklater (ไตรภาค Before Sunrise และ Boyhood) เรื่องนี้เลยเป็นหนังน่าดูภาคบังคับสำหรับผมครับ

ในหนังก็เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงยุค 80 ครับ (ถ้าจะเอาชัดๆ คือระหว่างวันที่ 28 สิงหาคมถึงวันที่ 1 กันยายน ปี 1980) โดยโฟกัสไปที่ช่วงเวลา 3 วันก่อนเปิดเทอมของหนุ่มๆ นักกีฬาเบสบอลมหา’ลัยที่เพิ่งมาใหม่ พวกเขาก็ทำความรู้จักกันตามประสา แล้วก็หากิจกรรมทำร่วมกันไม่ว่าจะชวนไปดริ้งค์ ชวนไปแดนซ์ ชวนไปจีบสาว

ตัวเอกของเรื่องคือ เจค (Blake Jenner) น้องใหม่ที่ค่อยๆ เรียนรู้สภาพแวดล้อมใหม่ และเขายังได้เจอกับสาวน่ารักๆ อย่าง เบเวอร์ลี่ (Zoey Deutch) ด้วย ซึ่งเราๆ ก็เดากันได้ไม่ยากครับว่าเขาต้องหาทางผูกสัมพันธ์กับเธออย่างแน่นอน

นี่เป็นหนังแนวผมครับ แต่บางช่วงบางตอนของเรื่องผมก็อาจจะไม่อินบ้าง อย่างเรื่องการดื่ม การแดนซ์ การจีบสาว ซึ่งผมไม่มีประสบการณ์เรื่องพวกนี้เท่าไร (เพราะผมออกแนวเด็กเนิร์ดบ้าหนังหลังห้อง-จีบสาวไม่เก่ง อะไรทำนองนั้นมากกว่าจะเป็นนักกีฬาเท่ห์ๆ ลุยๆ) ดังนั้นช่วงที่ว่าก็เลยอาจจะไม่อินบ้าง

แต่กระนั้นหนังก็เล่าให้เราเห็นภาพได้ดีครับ แม้ผมจะไม่อินแต่ผมก็เพลินไปกับเรื่องราวนะ มันทำให้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขาได้ดีทีเดียว แล้วบางช่วงที่อินก็มีครับ อย่างการอำเพื่อน แกล้งเพื่อน ชวนไปเที่ยว ทำกิจกรรมร่วมกัน มันคือเรื่องราวที่วัยรุ่นทุกคนต้องเคยสัมผัสมาบ้างล่ะ

ตอนดูเรื่องนี้ผมนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่งครับ… จริงหนังแนวเล่าชีวิตวัยรุ่นนี่มีออกมาเรื่อยๆ นะ และทุกเรื่องเวลาไปสัมภาษณ์คนทำเราก็จะได้ยินประโยคแสนคุ้นว่า “เราอยากทำหนังสักเรื่องเพื่อบอกเล่าชีวิตวัยรักวัยเรียนของวัยรุ่น” อะไรประมาณนี้

แต่เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ใช่ทุกเรื่องครับที่จะทำออกมาได้โอเคอย่างนั้น ส่วนใหญ่มันจะออกแนวเอาฮา ขายมุก ทำให้มันดูฉูดฉาดตึ้งโป๊ะ หรือไม่ก็ขายสาวๆ ขายฉากวับแวมอะไรแบบนั้นมากกว่า

ซึ่งที่เป็นแบบนั้นถ้าไม่ใช่เพราะคนทำมือไม่แม่น ก็คงเพราะสตูดิโอ ผู้สร้าง หรือคนให้งบ กำหนดมาว่า “ทำเอาฮา หรือขายความสวยของสาวๆ ดีกว่า” เพราะมันดูแน่นอนในแง่การทำเงินกว่า (แต่ก็ไม่เสมอไปครับ เพราะรายได้ของหนังหลายๆ เรื่องก็พิสูจน์ให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ)

สำหรับเรื่องนี้ ก็บอกได้เลยครับว่า Linklater ถ่ายทอดเรื่องราวได้ดี แต่ต้องบอกก่อนครับว่ามันไม่ได้หวือหวาอะไรนะ มันคือการเล่าเรื่องราวไปเรื่อยๆให้ตัวละครแสดงตัวตนไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ดำเนินไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้มีไคลแม็กซ์ชวนลุ้นหรือปมที่ชวนติดตามอะไรมากมาย… มันคือการบอกเล่าช่วงหนึ่งของชีวิตใครสักคนน่ะครับ

ทีนี้ถ้าถามว่า Linklater บอกเล่าชีวิตใคร ก็พอจะตอบได้ว่าส่วนหนึ่งมันก็คือการเล่าชีวิตของเขาเอง ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนหนังของเขาจะทราบดีครับว่าหลายพล็อตในหนังของเขานั้นจะอิงมาจากเหตุการณ์จริงในชีวิตของเขาเสมอ อย่างในเรื่องนี่ก็พูดถึงนักเบสบอล ซึ่งสมัยเรียนนั้น Linklater ก็เล่นเบสบอลจริงๆ เหมือนกันครับ

Linklater เคยเล่าว่าตอนนั้นทุกคนที่อยู่ในทีมจะแข่งกันตลอดแบบที่เราเห็นในหนัง แข่งกันในที่นี้ไม่ใช่แค่แข่งเรื่องเบสบอล แต่คือแข่งทุกเรื่องเพื่อจะประกาศว่าตนนั้นแน่จริง เก่งจริง แต่ขณะเดียวกันแม้จะแข่งกันแค่ไหน แต่ทุกคนก็ยังมีน้ำใจให้กันและยังเป็นเพื่อนกันอยู่

ในแง่หนึ่งหนังเรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับการเอา Dazed and Confused มาเล่าใหม่ และอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เรื่องราวลำดับต่อมาแบบกลายๆ” ของ Boyhood ด้วย (เพราะเรื่อง Boyhood เรื่องจบตอนก่อนตัวเอกจะเข้ามหา’ลัยน่ะครับ มาเรื่องนี้ก็เปิดเรื่องตอนตัวเอกขับรถมาที่หอพักพอดี)
(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)
รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น