รีวิว Ordinary World (2016) ร็อกให้พังค์ พังให้สุด


ตอนเรายังเป็นวัยรุ่น หลายคนก็คงมีความฝันจริงไหมครับ เราอยากทำในสิ่งที่ชอบ อย่างการเป็นศิลปิน การเป็นนักกีฬา การไปประกวดค้นฟ้าคว้าดาวประเภทต่างๆ หรือการออกไปแบกเป้ท่องโลก ใช้ชีวิตซิมเปิ้ล

หรือบรรยากาศสมัยเรียนมันก็ดูเบาสบายจริงไหมครับ โอเคตอนสอบมันอาจจะหนัก แต่เวลาส่วนใหญ่เราจะสามารถทำตามใจเรียกร้องได้ บางทีก็ร้องเพลงกับเพื่อน ทำอะไรทะเล้นๆ ไปมองหญิงเหล่หนุ่ม ฯลฯ

ชีวิตสมัยวัยรุ่นนี่มันแฮ้ปปี้ดีแท้ครับ เต็มไปด้วยความหวัง เส้นทางข้างหน้ามันดูสวยงามสบายใจดี แต่พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เราก็จะตระหนักครับว่าอะไรเป็นอะไร มันมีเรื่องให้เรารับผิดชอบอีกมากมายจริงๆ

เหมือนเพอร์รี่ (Billie Joe Armstrong) เป็นต้นครับ เขาคืออดีตขาร็อกชื่อดัง หลายคนยังคงจำเขาได้ดี และเขาก็ยังโหยหาช่วงเวลาแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ แต่ตอนนี้เขามีครอบครัว มีเมีย มีลูก และมีงานต้องรับผิดชอบ


ทีนี้พอใกล้ถึงวันเกิด เขาก็อยากย้อนไปสู่ช่วงเวลาแบบนั้นอีกสักครั้งครับ เลยจองห้องพักเตรียมจัดปาร์ตี้และคอนเสิร์ตเล็กๆ เพื่อสนองความต้องการของตน แล้วก็แน่นอนว่าเรื่องวุ่นๆ มันก็เกิดตามมา จนกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนในชีวิตเพอร์รี่

หนังเป็นแนวเบาสมองครับ และผมชอบพล็อตนะ มันคือหนัง Coming of Age นั่นแหละครับ เพียงแต่คนที่เรียนรู้ชีวิตไม่ได้เป็นวัยรุ่น แต่เป็นวัยทำงานที่คิดถึงอดีตเมื่อวันวาน คิดถึงชีวิตสมัยวัยรุ่นอันแสนหอมหวาน

แต่หากมองในแง่การเดินเรื่องแล้วหนังก็ไม่ได้สนุกนักครับ อันนี้บอกแต่เนิ่นๆ เลยเพราะเดี๋ยวผมจะเน้นพูดเกี่ยวกับสาระของหนังซึ่งเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมโอเคกับหนังเรื่องนี้ แม้ว่าหนังจะไม่ได้สนุกสนานอะไรมากก็ตาม

หนังเดินเรื่องแบบเรื่อยๆ น่ะครับ พลังมีไม่เยอะเท่าไร และถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือการแสดงของ Armstrong ยังไม่ดึงดูดสักเท่าไร จริงๆ บทนี้ถ้าได้นักแสดงเข้มๆ มารับบท ก็น่าจะเพิ่มพลังให้หนังได้อีกเยอะทีเดียว


แต่พอดารานำไม่ได้มีพลังขนาดนั้น และการเดินเรื่องก็ไม่ได้จับใจอะไรมาก ก็เลยทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกแนวเรื่อยๆ ครับ ดูได้ แต่ก็อาจมีวาระให้เบื่อบ้างทว่าขณะเดียวกันก็มีช่วงดีๆ ที่มาพร้อมสาระชวนคิด

ผมชอบแง่คิดหลักของหนังที่เหมาะกับคนรุ่นผมอย่างมากครับ รุ่นอายุ 30 อัพที่เลยวัยแห่งความฝันไปนานแล้ว เราต่างต้องใช้ชีวิตจริง ต้องทำงาน ต้องเลี้ยงลูกเมีย คิดแล้วก็ขำดีครับ สมัยก่อนตอนเราเรียน เราอาจรอให้หมดคาบ แล้วเราก็จะมีอิสระไปทำอะไรก็ได้ แต่ตอนที่เราโตแล้ว ต้องทำงานแล้ว เราอาจจะพบว่าชั่วโมงทำงานของเรา ดูจะไม่มีคำว่า “หมดคาบ” เลยแฮะ

เพอร์รี่เองก็ได้ตระหนักถึงความจริงครับ ตอนแรกเขาก็อยากเอาช่วงเวลาเดิมๆ คืนมา อยากย้อนไปเล่นดนตรี ไปสนุกแบบเด็กๆ แต่ในที่สุดเขาก็ตระหนักว่าชีวิตจริงมันคือปัจจุบันครับ มันคือการดูแลลูกเมีย มันคือการเลี้ยงดูครอบครัว

ดังนั้นหากเขาอยากมีความสุข เขาก็ต้องทำให้วันนี้มันดี ทำให้งานมันเดิน ทำให้ครอบครัวมีความสุข นั่นต่างหากคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ดีได้ ในขณะที่การเอาแต่นึกถึงวันเก่าๆ หรือต่อให้จัดงานเพื่อรำลึกวันเก่าๆ ขึ้นมาก็เถอะ แต่มันก็เป็นแค่การหย่อนใจชั่วครั้ง และเป็นการหนีจากความจริงชั่วคราวเท่านั้น

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้สนุกอะไรมากครับ แต่มีสาระดีๆ ที่คน 30 อัพน่าจะโดนใจไม่มากก็น้อย
คะแนนความชอบ 6/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น