รีวิว One Night (2016) 1 คืน (ตอนที่ 1)


เป็นหนังที่ผมเล็งจะดูตั้งแต่เห็นโปสเตอร์และรู้แนวหนังแล้วล่ะครับ ชื่อก็บอกแล้วว่าหนังจะเล่าถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนหนึ่งของชายหญิง 2 คู่ ซึ่งแนวแบบนี้ก็ทำให้นึกถึงหนังตระกูล Before ทั้งหลายขึ้นมาเลยครับ (Before Sunsire ไตรภาค กับ Before We Go)

ต้องบอกก่อนครับว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้มากทีเดียว (และอยากให้ทุกท่านลองหาโอกาสชมกัน – เรื่องนี้ Recommended ครับ) แม้มันจะไม่ได้สุดยอดเต็มที่ และอาจจะไม่ได้โดนใจทุกคนแบบเต็มร้อย แต่สำหรับผมมันเข้าทางจริงๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะว่า มีบางช่วงในชีวิตที่ผมคิดอยากเขียนบทหนังบ้าง และหนึ่งในบทที่ว่าก็มีพล็อตสไตล์เดียวกันหนังเรื่องนี้เลย (ต้องบอกว่าสไตล์เดียวกันอย่างแรงครับ แต่เดี๋ยวเราจะว่ากันอีกทีในโซนสปอยล์ ^_^ ใช่ครับ หนังเรื่องนี้มีอะไรให้สปอยล์ด้วย มันมี Twist ครับ 555)

ในหนังจะมีตัวเอก 2 คู่ครับ คู่แรกคืออลิซาเบธ (Anna Camp) และ ดรูว์ (Justin Chatwin) คู่นี้เป็นผู้ใหญ่ที่ดูจะผ่านร้อนผ่านหนาวมา (ทั้งเรื่องความรักและเรื่องชีวิต) มากพอสมควร และการนัดเจอกันหนนี้ก็เหมือนจะเพื่อปรับความเข้าใจกัน

ส่วนอีกคู่คือ บี (Isabelle Fuhrman) และแอนดี้ (Kyle Allen) วัยรุ่นหนุ่มสาวที่ต้องเจอกับเรื่องเซ็งๆ ในงานพรอม พวกเขาก็เลยจับมือพากันมาใช้เวลาร่วมกันเพียงสองคน และนั่นก็ทำให้พวกเขาเริ่มเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน เริ่มมองเห็นความน่ารักของกันและกัน

หนังยาวเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกับอีก 15 นาทีครับ นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังดูลงตัว เพราะถ้ายาวกว่านี้ก็อาจจะมีช่วงให้น่าเบื่อ แต่นี่เพราะหนังไม่ตั้งใจจะยาว แล้วก็มุ่งเล่าเนื้อเรื่องหลักๆ แบบเน้นๆ มันเลยทำให้หนังดูเพลินกำลังดี มีปมให้เราอยากติดตามแบบพอเหมาะ

ผมดีใจนะที่หนังไม่พยายามลากยาว ไม่งั้นก็อาจเกิดอารมณ์อืดได้เหมือนกันครับ ซึ่งหนังหลายเรื่องก็เสียกระบวนไปเพราะคนทำพยายามทำให้มันยาวๆ หาเรื่องมาใส่เยอะๆ แต่บางครั้งเรื่องพวกนั้นมันไม่จำเป็นต้องใส่ลงมาก็ได้ กลายเป็นว่าทำแบบกระชับได้ใจความจะช่วยให้หนังกลมกล่อมได้มากกว่า

ผมชอบหนังตั้งแต่ตอนต้นๆ เลยครับ มันจะประมาณว่า 2 คู่ตัวเอกมาอยู่ในโรงแรมเดียวกัน แล้วก็จะมีโมเมนต์ประมาณว่าแอนดี้ ซึ่งเป็นหนุ่มที่หงอหน่อยๆ กำลังทำตัวไม่ถูกตอนอยู่งานพรอม แล้วดรูว์ก็เห็นเข้า เลยเดินไปบอกให้แอนดี้ไม่ต้องคิดมาก ถ้าอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องกลัว บางเรื่องมันก็มีโอกาสแค่หนเดียว อย่ามัวแต่คิดหรือกลัวจนพลาดมันไป

คืออารมณ์มันเหมือนดรูว์เคยผ่านอะไรพวกนี้มาก่อนน่ะครับ เขาผ่านมาหมดแล้วล่ะ เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดังนั้นเวลาเห็นแอนดี้ก็เหมือนเห็นตัวเองในวันเก่าๆ ก็เลยพยายามช่วย พยายามบอกว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ซึ่งผมชอบโมเมนต์ทำนองนี้น่ะครับ มันดูอบอุ่นและมีความหมาย

มันคือ “ช่องชิดระหว่างวัย” น่ะครับ 555 เขาชอบใช้คำว่าช่องว่างระหว่างวัยกัน แต่ผมมองว่าเรื่องแบบนี้มันก่อให้เกิดช่องชิดระหว่างวัยได้นะ แค่ผู้ใหญ่มองเด็กอย่างที่เด็กเป็น นึกถึงสมัยที่เราเคยผ่านเรื่องแบบนี้มา แล้วเราก็แนะนำเด็กหรือวัยรุ่นอย่างจริงจัง ผมว่ามันน่ารักดี

หนังเลยจับใจผมได้ตั้งแต่แรกน่ะครับ ฉากแบบนี้ผมชอบ มันโดนใจ ได้เห็นดรูว์แนะนำแอนดี้ ได้เห็นอลิซาเบธแนะนำบี มันคือฉากง่ายๆ ที่ได้อารมณ์พิเศษกำลังดีน่ะครับ

ไม่รู้ใครเป็นไหม แต่เวลาผมได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ผมจะรู้สึกขอบคุณพวกเขา และจะชอบโมเมนต์นั้นมากๆ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับเราเลย แต่เขาอยากแนะนำเราด้วยความจริงใจและห่วงใย เพราะจริงๆ เขาจะไม่ยุ่งกับเราเลยก็ได้ครับ แต่การที่เขาเห็นและสนใจเรา พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรา มันคือเขาสละเวลาในชีวิตเขามาสู่ชีวิตเรา มันคือการให้อย่างหนึ่งนะ (บางทีญาติทางสายเลือดยังไม่ทำเลยครับ)

แล้วหนังก็เดินเรื่องไปเรื่อยๆ สลับกันเล่าเรื่องของแต่ละคู่ ซึ่งก็น่ารักดีครับ คู่หนึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านเรื่องชอกช้ำมาและพยายามจะประสานรอยร้าว มันก็จะอารมณ์หนึ่ง ส่วนอีกคู่ก็เหมือนดอกรักเริ่มผลิบาน ผมเชื่อว่าคนอายุประมาณผมน่าจะดูเรื่องนี้แล้วโดนนะ (อายุ 30 อัพเนี่ยครับ 5555) เพราะเราจะผ่านเรื่องตอนวัยรุ่นมาแล้ว และเราก็จะมีประสบการณ์เรื่องความรัก-ทะเลาะ-อกเดาะ-ร้องไห้ การดูหนังเรื่องนี้มันเลยทำให้เราได้ระทึกถึงอดีตและปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน
(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)
รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น