รีวิว A Royal Winter (2017)


ว่าตามจริงแล้วนี่คือหนังพล็อตน้ำเน่าแบบเทพนิยายน่ะครับ เรื่องของหญิงสามัญได้พบรักกับเจ้าชายรูปงาม มันคือสูตรสำเร็จเดิมๆ ที่เราเดาทางได้ไม่ยากว่ามันต้องจบลงแบบมีความสุขแน่นอน

แต่กระนั้นบางทีเราก็อยากดูอะไรแบบนี้น่ะครับ  ดูอะไรที่ทำให้เรายิ้มได้ มีความสุขเชิงแฟนตาซีนิดๆ พาเราออกจากโลกความจริงที่บางทีก็หนักอึ้งสักพักหนึ่ง มันก็เป็นการหย่อนใจที่น่าอภิรมย์ดีเหมือนกัน

พล็อตก็ตามสูตรที่ว่าไปครับ แม็กกี้ มาร์กส์ (Merritt Patterson) เดินทางไปพักผ่อนที่ คัลเพอร์เนีย ประเทศเล็กๆ ในยุโรปเพื่อคลายเกลียวตัวเองให้ผ่อนๆ ลงบ้าง และในขณะที่เธอกำลังอิ่มใจกับการเที่ยวชมความงามของเมืองเก่า เธอก็ได้เจอกับเอเดรียน (Jack Donnelly) หนุ่มหน้ามนทรงเสน่ห์

แน่นอนว่าตอนแรกแม็กกี้ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเอเดรียนมากนักครับ จนกระทั่งเธอไปค้นพบว่าแท้จริงเอเดรียนคือรัชทายาทที่กำลังจะต้องขึ้นครองบัลลังก์ในอีกไม่นาน แล้วความรักของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป?


หนังดูเพลินดีครับ สิ่งแรกที่ชนะเลิศในใจผมเลยก็คือวิวทิวทัศน์และบรรยากาศ ซึ่งก็ต้องออกตัวก่อนว่าจริงๆ แล้วผมชอบวิวธรรมชาติแบบสีเขียวของต้นไม้หรือสีครามของสายน้ำอะไรแบบนั้นมากกว่า ในขณะที่วิวแบบหิมะผมจะชอบเป็นอันดับรอง

แต่เรื่องนี้นี่ผมยอมเลยครับ ภาพที่ปรากฏมันสวยจริง วิวสวยจริง เมืองก็สวยจริง หนังเลือกไปถ่ายทำที่โรมาเนียครับ ถ่ายที่เมืองหลวงอย่างบูคาเรสท์ (Bucharest) และเมืองมรดกโลก เซียไวรา (Sighisoara) ที่สวยงามอย่างมาก (โดยเมือง คัลเพอร์เนียนี่คือเมืองในหนังครับ ไม่ได้มีจริง)

ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่าหนังยังจับเสน่ห์ของเมืองมาใช้งานได้ไม่เต็มที่นักครับ (ลอง Search ชื่อเมืองใน Google ดูครับ แล้วจะตระหนักว่าเมืองจริงๆ ยังมีมุมงดงามอีกแค่ไหน) แต่กระนั้นเท่าที่เห็นนี่ก็สวยมากแล้วครับ ยิ่งตอนพระ-นางเดินในตรอกเล็กๆ แล้วมีแสงไฟจางๆ กับหิมะกระจายอยู่ทั่ว แค่นี้ก็โรแมนติกมากมายแล้วครับ

ยอมรับว่าเพลินมากกับการดูโลเกชั่นขลังๆ เหล่านี้ มันเสริมพลังให้หนังได้ดีครับ ในขณะที่ตัวหนังก็ถือว่าโอเคตามมาตรฐานของหนังโรแมนติก Hallmark ที่ดูแล้วยิ้มได้ มีความสุข แล้วก็ไม่น่าเบื่อด้วย เพียงแต่อาจจะยังไม่ถึงกับเด็ดขาดอะไรมากเท่านั้น


นอกจากเรื่องความรักระหว่างเจ้าชายกับหญิงสามัญ (ที่มักจะโดนกีดกันตามสไตล์) แล้ว หนังยังแทรกประเด็นการเลือกทางเดินชีวิตลงไปอย่างพอเหมาะครับ อย่างแม็กกี้เองจริงๆ ที่มาเที่ยวก็เพราะยังสับสนในการเลือกทางเดินของชีวิต บางทีสิ่งที่อยากทำกับงานที่ควรทำมันก็ขัดกันครับ และการตัดสินใจเลือกอะไรแบบนี้มันไม่เคยง่ายเลย

ยังมีประเด็นความเชื่อมั่นในลูกอีกหนึ่งอย่าง เพราะในเรื่องนี้จะมีปมที่ว่าด้วยพระราชินีเบียทริซ (Samantha Bond – เจ้าของบทมันนี่เพนนี่ในหนังบอนด์ยุค Pierce Brosnan) พระราชมารดาของเอเดรียนก็ยังทำเหมือนเจ้าชายเป็นเด็ก และดูจะไม่เชืิ่อมั่นในการมองและการตัดสินใจของเจ้าชายสักเท่าไร

ปมนี้ก็ได้แม็กกี้นี่แหละครับที่ช่วยให้ควีนได้มองเห็นคุณค่าของเอเดรียน และนั่นก็ทำให้ควีนมีมุมมองต่อแม็กกี้ต่างไปจากเดิม (เพราะตอนแรกควีนไม่ทรงโปรดแม็กกี้เท่าไร ตามสูตรน่ะครับ) ซึ่งก็เป็นปมที่แก้ปมอื่นๆ อีกทีหนึ่ง

โดยรวมแล้วหนังทำออกมาดีครับ ดูแล้วทำให้เราหันมาถามตนเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และเราสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง หากเราเลือกได้เราจะทำต่างจากนี้ไหม หรือหากเราเลือกที่จะไม่ทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว เราจะเสียดายมันในภายหลังไหม

ถือเป็นหนังหวานที่มาพร้อมวิวดีๆ เมืองงามๆ และบางสิ่งบางอย่างที่เอาไว้สะท้อน มองมาที่ตัวเรา
คะแนนความชอบ 6.5/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น