รีวิว Chesapeake Shores Season 2 (2017) เชสซาพีค ชอร์ส ปี 2 (ตอนจบ)


แค่ดูตัวละครก็สุขใจมากมายแล้วครับ ทุกคนทั้งตัวละครและตัวรองล้วนเสริมรสชาติเรื่องราวให้กลมกล่อมและเอร็ดอร่อย แน่นอนว่าดารารุ่นใหญ่อย่าง Diane Ladd, Treat Williams และ Barbara Niven ก็ยังเสริมความอบอุ่นให้กับหนังได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ปีนี้ดูจะเน้นที่หนุ่มๆ สาวๆ มากกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง (และผมว่าปีนี้เจสส์น่ารักขึ้นเยอะทีเดียว)

สำหรับผม ปีนี้นอกจากจะทำให้ผมติดแล้ว ยังทำให้ผมมีความสุขระหว่างดูด้วยครับ แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ผมชอบโคตรๆ คือวิวทิวทัศน์สวยแบบสุดๆ ที่ซีรี่ส์สรรหามา ภาพริมน้ำ ภาพเมือง มันดูดีมากๆ มันให้อารมณ์อบอุ่นอย่างสุดยอด และที่สำคัญคือสวยจนน่าไปเที่ยวจริงๆ

หรือฉากที่แอ็บบี้กับเทรซไปเที่ยวป่า คนเลือกโลเกชั่นก็เหลือเกินครับ เลือกที่สวยๆ มาอีกจนได้ คือบอกได้เลยครับว่าใครชอบหนังที่มีสถานที่สวยๆ เป็นฉากหลังล่ะก็ เรื่องนี้จะไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน เพราะสวยมากสวยมาย สวยวัวตายควายล้มจริงๆ

นอกจากนั้นสิ่งที่ผมชอบคือ “สาระสอนชีวิต” ที่มีมาให้เราทุกตอนครับ อันนี้ดูแล้วให้อารมณ์เหมือนซีรี่ส์ญี่ปุ่นเหมือนกันนะ ทุกตอนคนในครอบครัวโอไบรอันก็จะมีปัญหาให้แก้ หรือมีเรื่องมากระทบจิตใจ ซึ่งพวกเขาก็ต้องหาทางแก้เท่าที่ทำได้ โดยใช้สติเป็นเครื่องนำทางในเบื้องต้น

ผมชอบตอนที่ีคุณย่าพูด เพื่อเตือนสติลูกๆ ทั้ง 2 (คือมิกกับน้องชาย) ประมาณว่า “เราควรสนใจปัจจุบัน จัดการกับเรื่องปัจจุบัน ส่วนเรื่องอดีตน่ะมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั่นแหละ จะเจ็บหรือผิดใจกันมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว แก้อะไรไม่ได้ ก็ให้มันเป็นไปเถิด แต่เราไม่จำเป็นต้องผิดใจกันเพิ่ม ไม่จำเป็นต้องให้อดีตมาทำให้ปัจจุบันพลอยแย่ไปด้วย”

แต่ละการตัดสินใจของแต่ละตัวละครให้อะไรเราได้เสมอครับ มันให้เราฉุกคิดเรื่องของชีวิต ทำให้เราตระหนักถึงการกระทำและผลที่ตามมาของมัน หรือการโกหกเพื่อปิดบังอะไรบางอย่าง มันอาจเป็นวิธีที่ง่ายในการจัดการกับบางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่แล้วการปิดบังมันไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไร มันคือการ Freeze ปัญหาเอาไว้ และยังเป็นการ Freeze เราเอาไว้ด้วย (แทนที่เราจะเผชิญกับมันและเติบโตขึ้น เรากลับเลือกที่จะ Freeze โอกาสเจริญทางวุฒิภาวะของเราไว้แทน)

การเผชิญแต่ละเรื่องทำให้เราโตขึ้นเสมอครับ เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาด เราจะเปลี่ยนแปลงตนเองให้อยู่กับโลกใบนี้ได้อย่างที่มันเป็นจริงๆ ซึ่งมันอาจจะยากครับ บอกได้เลยว่าหลายครั้งการเผชิญกับความจริงมันยากมากๆ แต่เมื่อเราผ่านมันมาได้ เราจะแกร่งขึ้น เราจะรับมือกับอะไรต่างๆ ได้ดีขึ้น เห็นโลกชัดขึ้นเห็นตัวเองชัดขึ้น จนส่งผลให้เห็นทางเดิน-ทางออกของชีวิตมากขึ้น

ทุกครั้งที่คมมีดของโลกความจริงบาดลึกลงในชีวิตของเรา แน่นอนว่ามันจะเปิดบาดแผลต่อเรา แต่ขณะเดียวกันมันก็เปิดโลก เปิดประสบการณ์ให้กับเราเช่นกัน มันเหมือนในเกม RPG ที่เราต้องสู้กับศัตรูก่อนถึงจะ Level Up น่ะครับ มันต้องเจ็บ มันต้องเจอ มันต้องสู้ ถ้าเราสู้นานพอ เราก็จะ Level Up ได้เอง… และพอเรา Level Up แล้ว มันจะไม่ลดลงครับ (แต่จะมีโจทย์ใหม่อะไรก็ว่ากันไป เพื่อ Level Up อีกในอนาคต)

ผมดีใจมากๆ ที่ปี 2 ยังคงรักษาทิศทางความน่ารักอบอุ่นแบบปีหนึ่งเอาไว้ได้ ตอนแรกผมกลัวมากครับว่ามันจะมีการปรับทิศให้กลายเป็นน้ำเน่ามากขึ้น หรือให้ตัวละครขัดแย้งกันมากขึ้น ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดกับซีรี่ส์หลายเรื่องมากๆ (ในความทรงจำผมนี่ก็ค่ือ Beverly Hills 90210 และ Melrose Place ครับ ปีแรกๆ กับปีหลังๆ นี่คนละอย่างกันเลยจริงๆ… ตัวละครบางตัวเหมือนโดนผีสิงแน่ะ)

แต่กับเรื่องนี้ยังคงนำเสนอภาพครอบครัวที่น่ารักเอาไว้ได้ครับ พวกเขาคอยเป็นกำลังใจกัน ช่วยเหลือกัน ซึ่งบางคนอาจมองว่ามัน “โลกสวย” ก็ได้ คืออาจจะมองว่าครอบครัวใครจะไปอบอุ่นได้ขนาดนั้น มันก็ต้องมีทะเลาะ มีอิจฉากันเป็นเรื่องปกติ…

แต่ถามจริงๆ เถอะครับว่าเราอยากให้เรื่องพวกนั้นเป็น “เรื่องปกติ” สำหรับครอบครัวจริงๆ หรือ? คือให้ทะเลาะกันเป็นปกติ ห่างเหินเป็นปกติ ไม่ถามไถ่สารทุกข์สุบดิบกันเป็นปกติ แบ่งเขาแบ่งเรากันเป็นปกติ อิจฉาเป็นปกติ ฯลฯ… เอาแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ?… ผมไม่เอาด้วยคนหนึ่งล่ะ และผมจะถือเรื่องราวของครอบครัวโอไบรอันเป็นตัวแบบอย่างหนึ่ง ของครอบครัวที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์ แต่รักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือกันและกัน (หรืออย่างน้อยก็ประคองกันและกัน)

สรุปล่ะนะครับ ปี 2 ทำออกมาได้ดีเช่นเคย เป็นซีรี่ส์ที่เติมพลังให้กับผมได้อย่างยอดเยี่ยม (ส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกติดใจ อาจเพราะช่วงนี้ผมเจอเรื่องอะไรเยอะมากจนเหนื่อย และซีรี่ส์นี้ก็ช่วยเยียวยาผมได้อย่างดี) จนผมอยากบอกเล่าเพื่อแบ่งปันกับทุกคนครับ ว่าหากใครอยากดูซีรี่ส์ครอบครัวที่เสริมกำลังใจล่ะก็ จัดเรื่องนี้ไปได้เลยครับ
คะแนนความชอบ 8.5/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น