รีวิว All of My Heart: Inn Love (2017)


All of My Heart ภาคแรกเป็นเรื่องของชายหนุ่มหญิงสาวที่จำต้องมาแบ่งกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังเดียวกัน จากตอนแรกก็ออกแนวคู่กัดคนละขั้ว แต่พอเวลาผ่านไปหัวใจพวกเขาก็เริ่มสะกิดกันตามสูตรครับ

มาภาคนี้ ไบรอัน (Brennan Elliott) และเจนนี่ (Lacey Chabert) ก็กลายมาเป็นคนรักกันเรียบร้อย และงานที่พวกเขากำลังเตรียมกันอยู่ก็คือเปิดที่พัก Emily’s Country Inn ของพวกเขาในสไตล์ Bed and Breakfast

จริงๆ ทุกอย่างก็ดูราบรื่นดีครับ การเตรียมงานเตรียมเปิดโรงแรมเล็กๆ ของพวกเขาจัดว่าไปได้สวย เตรียมโน่นเตรียมนี่ใกล้เสร็จแล้ว เช่นเดียวกับสายสัมพันธ์ของเขาทั้งสองที่ยังคงงอกงามอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างน่าจะไปได้ดี…

แต่แล้วก็เกิดพายุลูกใหญ่พัดมาในเมืองครับ ส่งผลให้โรงแรมของพวกเขาเสียหายหนัก ซึ่งการจะปรับปรุงซ่อมแซมน่ะไม่เท่าไรครับ แต่ปัญหาหนักคือ “ทุน” ที่ร่อยหรอลงทุกขณะ

สุดท้ายไบรอันก็ต้องกลับไปทำงานสายเดิมที่วอลสตรีทเพื่อหาทางรวมทุนก้อนใหม่มาช่วยโรงแรม ส่วนเจนนี่ก็ต้องเตรียมงานด้านอื่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างเสร็จทันกำหนด… และนั่นล่ะครับคือโจทย์ที่คู่รักคู่นี้ต้องเผชิญร่วมกันในหนนี้

ว่ากันถึงตัวหนังก่อนนะครับ ความสนุกลื่นไหลของภาคนี้อาจไม่มากเท่าภาคก่อนที่อะไรหลายอย่างดูจะลงตัวกว่า แต่ก็ยังดีครับที่ 2 ดารานำยังคงใช้เสน่ห์ประจำตัวของพวกเขามาสร้างความน่าติดตามให้กับหนังได้ในระดับหนึ่ง

จริงๆ พล็อตภาคนี้มีความน่สนใจมากครับ มันคือโจทย์ที่คู่รักทุกคู่ล้วนต้องเผชิญ เมื่อพวกเขาตกลงใช้ชีวิตด้วยกันและหันมาทำอะไรร่วมกันแล้ว มันเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่ต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้น ประเภทว่าโอกาสสำเร็จ-ล้มเหลวมีไม่ต่างกันแบบนั้นน่ะครับ ซึ่งบททดสอบแบบนี้ หากคู่ไหนผ่านได้ก็มีแววว่าจะอยู่กันต่อได้ แต่หากไม่ผ่านแล้ว ก็เตรียมแยกทางกันเดินได้เลย

เนี่ยครับ โจทย์มันดี แต่หนังก็ยังเอาโจทย์ที่ว่ามาใช้ได้ไม่เต็มที่ มันไม่ได้เพิ่มรสชาติหรือความน่าติดตามให้กับเรื่องราวสักเท่าไร ซึ่งอะไรแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับ Summer in the Vineyard มาก่อนครับ มีโจทย์ประมาณเดียวกันนี่แหละ แต่คนทำไม่สามารถผลักด้นโจทย์นี้ให้กลายเป็นความน่าติดตามได้

ดังนั้นตัวหนังโดยรวมถือว่ากลางๆ ครับ เป็นหนังโรแมนติกที่ดูได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีอะไรเกินคาดเดา เช่นเดียวกับการเดินเรื่องที่ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากมาย ซึ่งดูจากชื่อผู้กำกับ Terry Ingram แล้วก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะรายนี้แม้จะทำหนัง Hallmark มาหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ก็จะค่อนไปทางกลางๆ มากกว่าจะโดดเด่น

แต่อย่างน้อยก็ทำออกมาได้ดูแบบเพลินๆ ครับ และหนังยังมีประเด็นหนึ่งที่ผมชอบ คือประเด็นที่ว่า ยามเราจะเริ่มต้นประกอบกิจการอะไรสักอย่างนั้น เราย่อมต้องมีทุนที่เพียงพอ ไม่งั้นก็ไปไม่รอด ยิ่งงานนั้นหรือธุรกิจนั้นคือธุรกิจในฝันแล้ว ความยาวของสายป่านก็เป็นอะไรที่สำคัญไม่แพ้กัน

ผมนั้นก็เป็นคนหนึ่งที่เคยทำงานตามความฝันครับ เลยรู้ดีว่าการมุ่งแต่จะทำตามฝันโดยไม่ประเมินประมาณความพร้อมของเราให้ดีนั้นคือเรื่องที่อันตรายแค่ไหน จริงครับที่ความฝันคือสิ่งสวยงาม และเทรนด์ยุคนี้ก็เชียร์เหลือเกินให้เราทำตามฝัน แต่คนที่บอกให้เราทำตามฝันเขาไม่ได้มาออกทุนให้เรานี่ครับ เราก็ต้องทำเอง ออกเอง ลุยเอง และถ้าพลาดก็คือพลาดเองเช่นกัน

ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องผิดที่จะทำตามฝันครับ แต่เราต้องเตรียมให้ดี มองสิ่งต่างๆ ให้รอบ และต้องมีทุนสำรองเพียงพอที่จะแผ้วถางเส้นทางแห่งความฝันของเราได้โดยที่เราไม่ลำบากเดือดร้อน ซึ่งกรณีของพระ-นางในหนังเรื่องนี้ก็ชวนให้เราฉุกคิดประเด็นนี้เหมือนกัน

เอาเป็นว่าหนังทำออกมาได้เรื่อยๆ ครับ แต่ชอบที่หนังเอาประเด็นนี้มาเล่นให้เราฉุกคิด โดยเฉพาะคนที่จะเริ่มทำตามความฝัน ควรพิจารณาให้ดีครับ อย่าโลกสวยเกิน และอย่ามองลบเกิน ต้องหาจุดพอดีตรงกลางให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็อาจตกไปสู่หลุมดำแห่งความฝันก็เป็นได้
คะแนนความชอบ 6/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น