รีวิว Thor: Ragnarok (2017) ศึกอวสานเทพเจ้า (ตอนที่ 1 – มีสปอยล์)


ภาคนี้สนุกครับ เป็นภาคที่จัดเต็มสุดในบรรดา Thor ทั้ง 3 ภาคแล้วล่ะ ครบทั้งแอ็กชัน แฟนตาซี อารมณ์ขัน ดูเพลินมากทีเดียว ดังนั้นหากอยากดูก็ตีตั๋วไปดูได้เลยครับผม ไม่ต้องอ่านอะไรมากไปกว่านี้แล้ว ^_^

เรื่องของเรื่องคือผมกำลังจะ**สปอยล์**ครับ นี่ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่บทความที่ผมจะอยากสปอยล์ตั้งแต่บรรทัดแรกๆ เพราะบอกตรงๆ ว่านี่ไม่เชิงเป็นรีวิวครับ แต่ออกแนวการบอกเล่าขีดเขียนตามอารมณ์ เป็นการบรรยายความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาระหว่างชมภาพยนตร์มากกว่า

ดังนั้นใครไม่ชอบอ่านยาวๆ ก็อ่านย่อหน้าแรกพอครับ ส่วนถัดจากนี้ก็เหมาะสำหรับคนที่ไปดูมาแล้ว ซึ่งจุดประสงค์ที่ผมเขียนก็เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้สึกตามประสาคอหนังที่ติดตามหนังชุดนี้มาหลายปีดีดักแล้ว… ไปๆ มาๆ รู้สึกเหมือนเป็นญาติกับ Marvel แล้วนะครับ เจอกันทุกปี ปีละครั้ง 2 – 3 หนน่ะ 555

ตอนนั่งดูเรื่องนี้ จู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือเพิ่งดู Doctor Strange ไปเมืิ่อวานนี้เอง จำได้เลยว่าตอนฉากที่สเตรนจ์เจอกับธอร์ใน End Credits นั้น มันทำให้ผมอยากดู Thor ภาคต่อไปเร็วๆ มันตื่นเต้นที่จะได้รับรู้เรื่องราวต่อไปใน Marvel Universe… แต่เอาเข้าจริง กาลเวลามันผ่านมาถึง 1 ปีแล้วครับ

และตอนนี้ผมได้รู้เรื่องราวของ Thor ภาคนี้เรียบร้อยสมใจ… ใช่ครับ หนังสนุกสมกับที่ผมรอคอย… แต่ผมกลับรู้สึกใจหาย

ใจหายเพราะหลายอย่างในหนังภาคนี้ทำให้ผมรับรู้ได้จากความรู้สึกส่วนลึกว่า เรื่องราวของจักรวาล Marvel ที่เราๆ ติดตามมานานนับสิบปี กำลังเข้าสู่เฟสสรุป… คือจริงๆ หนังฮีโร่ Marvel มันยังมีมาเรื่อยๆ นั่นแหละครับ เขาคงสร้างต่อไปจนกว่าจะไม่มีใครอยากดูแล้ว แต่ตอนนี้มันเหมือนทีมฮีโร่หน้าคุ้นที่เราเจอประจำ กำลังจะ Fade ตัวเองออกในอีกไม่กี่ปี

ก็สอดคล้องกับที่ผู้สร้างบอกนั่นแหละครับ ว่า Avengers 4 จะเป็นการสรุปเรื่องราวของหลายๆ ตัวละคร และ Thor ภาคนี้คือหลักไมล์แรกที่จะเชื่อมไปสู่เหตุการณ์ Infinity War ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่คิดอะไรมาก แต่พอดู Thor ภาคนี้แล้ว รู้สึกเลยว่า Marvel วางโทน วางอารมณ์ เหมือนเป็นการเริ่มต้นของ “องก์สรุป” จริงๆ

ภาคนี้เป็นภาคที่เต็มไปด้วยความสูญเสียนะครับ แม้โทนเรื่องมันจะเน้นฮาตลอดก็เถอะ แต่ตัวละครที่เรารู้จักทยอยตายไปเยอะมาก เริ่มจากโอดิน (Anthony Hopkins) ต่อด้วยเหล่าขุนศึกสหายของธอร์อย่าง แฟนดรัล (Zachary Levi), โวลสแต็ก (Ray Stevenson) และ โฮกัน (Tadanobu Asano)

ไหนจะค้อนของธอร์ที่แตกสลายต่อหน้าต่อตา รูปลักษณ์ธอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป (ผมสั้น) อีกทั้งปราสาทในแอสการ์ดถูกถล่มทีละจุดๆ ห้องเก็บสมบัติก็โดนทุบจนทะลุ จนสุดท้ายแอสการ์ดก็ถึงกาลพินาศ… สำหรับผมการที่แอสการ์ดมาถึงวาระล่มสลายนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรื่องของ Thor ครับ

หลายซีนก็กระทบใจอยู่ลึกๆ นะ… ผมชอบฉากที่ธอร์กับโลกิคุยกันในลิฟต์น่ะครับ มันคือฉากที่ 2 พี่น้องคุยแบบตรงๆ แบบคนที่ผ่านอะไรมามาก รับรู้ความจริงมาเยอะจนเลิกโลกสวยแบบสุดโต่ง ธอร์ก็ยอมรับแล้วว่าโลกิก็จะเป็นแบบนี้แหละ บางทีก็ดูจะทำตัวดี แต่วันดีคืนดีก็คงหักหลังเขาอีกแน่นอน และธอร์ก็พร้อมรับมือ ไม่ยอมให้ตัวเองโดนน้องหลอกด้วยมุกเดิมๆ อีกต่อไป

ฉากนี้สรุปสัมพันธภาพของ 2 พี่น้องได้ดีเลยครับ พวกเขาโตกันแล้ว ธอร์ก็เลิกใสซื่อ รับมือโลกตามที่มันเป็น อะไรต้องทำก็ทำ อะไรต้องเสียก็ยอมเสีย ไม่มานั่งคิดถึงกฎกติกาหรือระเบียบปฏิบัติอะไรอีก อย่างการที่พี่ท่านยอมทำลายแอสการ์ดโดยไม่มัวคิดว่า “นี่คือบ้าน นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อสร้างมา นี่คือบัลลังก์แห่งตระกูลข้า ฯลฯ” ธอร์เลิกคิด แล้วลงมือทำไปเลย

ส่วนโลกิเองก็เป็นตัวเองแบบเต็มๆ ตอนไหนเห็นแก่ตัวก็เห็นแก่ตัวแบบเลิกปิดบัง แต่ขณะเดียวกันหากตอนไหนเขาอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง เขาก็ยืดอกทำตามแบบฉบับของตัวเอง โดยไม่ลืมที่จะแสดงอาการหลงตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำสิ่งดีหรือทำสิ่งร้ายก็เถอะ

ตัวละครพากันตาย, เมืองล่มสลาย และเห็นธอร์กับโลกิยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น อีกทั้งยอมรับกันและกัน ทั้งหมดมันทำให้เห็นน่ะครับว่าพวกเขาเดินทางมาไกลมาก ชีวิตที่ผ่านมาเต็มไปด้วยขวากหนาม รอยแผล มันหล่อหลอมพวกเขามาถึงจุดนี้… พวกเขาเติบโตขึ้น และมันให้อารมณ์เหมือนเป็นการสรุปเรื่องในส่วนของธอร์กับโลกิที่เราติดตามกันมาหลายปี
ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ
รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย: 2 พฤสจิกายน 2017
Pin It

แสดงความคิดเห็น