รีวิว Thor: Ragnarok (2017) ศึกอวสานเทพเจ้า (ตอนที่ 2 – มีสปอยล์)


ถ้ามองในแง่การทำภาพยนตร์แล้ว ปกติผมมักพูดว่า การทำหนังของ Marvel บางทีก็ดูจะกั๊ก แอ็กชันไม่สุดบ้าง หรือพล็อตยังเล่าไม่สุดบ้าง ส่วนหนึ่งคงเพราะ “ก็เรื่องราวมันยังไม่จบนี่” ขืนจัดเต็มตั้งแต่เรื่องยังไม่จบ อีแบบนั้นแล้วตอนจบก็อาจไม่รู้จะเอาอะไรมาเล่น แต่กับภาคนี้ มันเหมือนตอนสรุป เลยจัดให้มาเต็มครับ

พล็อตเรื่องภาคนี้มีเรื่องเยอะมากครับ หนังยาว 2 ชั่วโมง แต่เนื้อเรื่องเยอะ ทั้งเรื่องธอร์กับโลกิมาหาโอดิน, เรื่องเฮล่าโผล่มา เรื่องที่ธอร์ไปเจอแกรนด์มาสเตอร์และเจอกับวัลคีรี่ ไหนจะเจอฮัลค์อีก ก่อนที่ทุกอย่างจะมาสรุปตรงศึกสุดท้ายแห่งแอสการ๋ด เนื้อเรื่องเยอะจนผมกลัวว่าหนังจะแน่นเกินจนไม่กลมกล่อม (แบบที่ Iron Man 2 เป็นมาแล้ว)

ก็ต้องขอชมผู้กำกับ Taika Waititi เลยครับ เพราะเขาเอาหนังอยู่… โอเคครับ มันอาจไม่ได้สุดยอดนะ มันมีจุดโหว่จุดไม่กลมกล่อมอยู่บ้าง แต่ด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบ “ทะยานไปข้างหน้า” และความแม่นในการเล่า เลยทำให้หนังออกมาสนุก ดูรู้เรื่อง ดูแล้วได้เรื่อง มีครบรสทั้งความสนุกตื่นเต้นและความฮา เพียงแต่มันอาจจะไม่สุดเท่านั้น

แต่บางอันที่ไม่สุด มันก็มีเหตุผลของมัน อย่างตอนโอดินตาย ผมยังคิดเลยว่าฉากนี้มันไม่สุดแฮะ จริงๆ มันน่าจะอ้อยอิ่งอีกสักหน่อยนะ ฯลฯ แต่พอดูจนถึงตอนท้าย ตอนที่โอดินโผล่มาในความคิดของธอร์ ก็เลยทำให้เข้าใจว่าทำไมฉากโอดินตายตอนต้นถึงไม่อ้อยอิ่งให้มากกว่านี้

เรียกว่าอะไรสุดได้พี่เขาก็พยายามสุดนะ แต่ฉากการตายของตัวละครพี่เขาคงทำให้ “สุด” ไม่ได้ เพราะต้องเผื่อที่ให้ไป “สุด” ที่ Avengers 3 กับ 4 (เพราะมีแววสูงมากว่าต้องมีตัวละครตาย ดังนั้นจุดนี้ก็เลยยังกั๊กอยู่ ไว้ไปจัดเต็มอีกทีตอนมีตัวละครตายในภายหน้าแล้วกัน)

ฉากแอ็กชันผมว่าตื่นตาสุด ได้เห็นลีลาสู้ของธอร์แบบเต็มๆ ก็เรื่องนี้แหละครับ ไหนจะฤทธิ์ล่าสุด (ที่จริงๆ อยู่ในตัวแกมานานแล้ว แต่แกไม่รู้) อีก ถือว่าสู้กันเน้นสะใจ เน้นความมันส์ แต่อาจจะไม่เน้นสวยเน้นสง่าแบบภาคก่อนๆ และที่ผมชอบอีกอย่างคือ ว่ากันว่ากว่า 80% ของบทสนทนาในหนังเน้นด้นสดครับ คือมีบทเป็นแนวทางนั่นแหละ แต่ด้นเอาสดๆ อีกทีตอนถ่ายเลย ซึ่งการใช้วิธีนี้ถ้าไม่แม่นจริงมันจะกลายเป็นเละ แต่ที่ออกมานี่ มันทำให้หนังดูสดและบางจังหวะก็ดูดิบขึ้นหน่อยๆ

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Waititi คือเขารู้ว่าควรใช้งานดาราคนไหนยังไง เขาก็วางตำแหน่งของตัวละครแต่ละซีนไว้ ที่เหลือก็ให้ตัวละครปล่อยของกัน หรือจุดไหนที่เขาเห็นว่าควรเน้นเขาก็จะเน้นให้ ซึ่งหากใครเคยดูผลงานเรื่องก่อนๆ ของเขาอย่าง What We Do in the Shadows หรือ Hunt for the Wilderpeople ก็จะเข้าใจว่าเขาเป็นผู้กำกับที่ชอบผลักดันคุณสมบัติเด่นของตัวละคร แล้วปล่อยให้มันทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะคุมหรือกำกับแบบทั่วไป

ซึ่งการทำแบบนี้มีข้อดีสำคัญคือทำให้หนังดูเป็นธรรมชาติ ดาราปล่อยของกันสนุก แต่สำหรับบางคนที่ไม่ชอบแนวทางนี้ก็อาจรู้สึกเหมือนหนังดูไม่เป็นหนัง ดูไม่ได้อารมณ์แบบที่ “หนัง” ควรจะเป็น ของแบบนี้จึงเข้าอีหรอบลางเนื้อชอบลางยาครับ (ส่วนผม ผมชอบครับ ^_^)

ตัวร้ายของภาคนี้ก็ลงสูตร “หนังไตรภาค” นั่นคือตัวร้ายจะต้องเป็นอะไรสักอย่างจากอดีต ต้องเป็นตัวละครที่เกี่ยวข้องกับตัวเอก เป็นเหมือนกล่องแพนโดร่าที่รอวันเปิด ซึ่ง Cate Blanchett ก็เล่นได้ดีมากจริงๆ ครับ ร้ายกาจ ทรงเสน่ห์ เพียงแต่ตอนท้าย เจ๊แกก็เข้าอีหรอบ “ตัวร้าย Marvel” ที่ตายง่ายจัง (555)

ดาราหน้าใหม่ที่มาแจมก็มี Tessa Thompson ที่ดูเท่ห์และฮามากกว่าที่คิด ส่วน Jeff Goldblum ก็ถือว่าได้บทที่เหมาะมาก พี่แกต้องประมาณนี้แหละครับ ดูช่างพูด เจ้ากี้เจ้าการ เชิดๆ หยิ่งๆ ในขณะที่ดาราที่มารับบทเดิมก็หายห่วง เพราะพวกเขาต่างก็เป็น “ตัวละครนั้นๆ” ไปเรียบร้อยแล้ว

Waititi บอกว่าเขาตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ในโทนรำลึกหนังเก่าๆ ยุค 80 – 90 โดยเฉพาะเรื่อง Big Trouble in Little China ซึ่งระหว่างดูนี่ผมรู้สึกเลยว่ามัน “ใช่” มากๆ สไตล์เรื่องมันใช่จริงๆ ครับ ยิ่ง “เส้นริ้วสายฟ้า” ที่แล่นไปตามมือตามตัวของธอร์นี่ มันพิมพ์เดียวกับหนังเรื่องนั้นจริงๆ (ใครยังไม่ดู Big Trouble ผมแนะนำให้ดูครับ หนังสนุกมันส์โม้และแฟนตาซีมากๆ)

โดยรวมแล้วผมชอบครับ ผมสนุกกับมันมากเลย แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าผมเชืิ่อว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบครับ เพราะการเดินเรื่องต่อเนื่องฉับไวมันก็เพลินดีๆ แต่แน่นอนว่ามันก็จะพร่องประเด็นทางอารมณ์ลงไปพอสมควร ทว่าหากมองในแง่หนึ่ง หนังก็เหมือนทำออกมาให้แฟนๆ Thor ได้ดู เลยไม่พยายามย้อนความหรือเน้นอารมณ์อะไร เพราะตัวละครไหนเป็นแบบไหนเราก็รู้ๆ กันอยู่ ที่เหลือก็แค่ดูว่าเขาทำอะไรบ้างในเรื่องราวตอนนี้ ซึ่งหากใครชอบหนังที่เน้นซีนอารมณ์ ก็อาจไม่โดนกับภาคนี้ครับ

อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกก็คือ เมื่อก่อนตอนเห็นโลกิหรือธอร์นี่เราจะกรี๊ดอยู่ลึกๆ ในใจ แต่ตอนนี้เริ่มอยู่ในภาวะชินครับ… ไม่ใช่ชอบน้อยลง แต่รู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น… จุดนี้ผมมองว่า คือความสำเร็จอย่างมากของ Marvel ครับ
คะแนนความชอบ 8/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย: 2 พฤศจิกายน 2017
Pin It

แสดงความคิดเห็น