รีวิว Justice League (2017) จัสตีซ ลีค (ตอนที่ 1)


สิ่งแรกที่ผมอยากจะพูดเลยก็คือ มันไม่แปลกครับที่หนังสักเรื่องจะมีคนชอบ-เฉยๆ-ไม่ชอบ เพราะรสนิยมของคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และการจะสนทนาให้ออกรสนั้น เราก็ควรเปิดรับทุกความเห็นด้วยใจที่เย็นและคำพูดที่พอเหมาะพอสม

อย่างผมนั้น บอกตรงๆ เลยว่ารู้สึกเรื่อยๆ กับ JL ครับ และผมก็จะพยายามเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างพอเหมาะพอสม ไม่ใช้คำก่นด่าให้เสียความรู้สึกกัน ซึ่งโดยปกตินั้นต่อให้ผมไม่ชอบหนังแค่ไหน แต่ผมก็จะไม่ตำหนิให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดี เพราะผมเคารพความต่างทางความคิดของทุกท่านเสมอ

อย่างน้อยตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ที่ผมอยากเขียนบอกเล่าสิ่งที่ผมรู้สึก ซึ่งจุดหมายจริงๆ เพื่อ “เล่าสิ่งที่ผมอยากเล่า” ดังนั้นถ้าผมจะเล่าทั้งทีก็อยากจะเล่าให้ครบ เล่าให้ตรงกับที่ผมคิด แต่หากท่านใดคิดคนละอย่าง ก็สามารถแชร์ความเห็นกันได้แบบสบายๆ ครับ

ที่พูดมายืดยาวนี่ก็เพราะผมไม่อยากให้ตรงนี้กลายเป็นสมรภูมิครับ ทุกวันนี้อะไรๆ ในสังคมก็เยอะแยะหนัักหนาพอประมาณอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำให้ “ภาพยนตร์” อันเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรารักกลายมาเป็นอีกหนึ่งชนวนให้เราหงุดหงิดใจ

โอเค ผมว่าผมก็บอกสิ่งที่คิดไปแล้วน่ะนะครับ เอาจริงๆ เลยคือ JL ดูได้เรื่อยๆ มีแอ็กชันต่อสู้ มี CG ละลานตา มีฮีโร่ให้เราดู แต่มันยังไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้เกิดความมันส์ได้แบบเต็มที่ มันมีจุดอ่อนในหลายๆ ส่วน

หรือต่อให้ไม่ใช่จุดอ่อน ก็เป็น “จุดกลางๆ” หมายถึงไม่ได้ดี แต่ก็ไม่ได้แย่ ถือว่ากลางๆ แต่เผอิญว่าสำหรับผมแล้วรู้สึกว่า “จุดกลางๆ” มันมีเยอะไปหมด มันเลยไม่สุด เนื้อเรื่องก็ธรรมดาเกินคาด ยิ่งตัวร้ายนี่ถือว่าไม่มีสีสันอะไรเลยจริงๆ

ในความคิดผมแล้ว หนังเรื่องนี้รวมดาวฮีโร่ จริงๆ มีอะไรให้เล่นเยอะ แต่ตัวหนังกลับไม่มีอะไรมาก เนื้อเรื่องแทบจะตามเทรลเลอร์ก็ว่าได้ คือเปิดมาพี่แบทแมน (Ben Affleck) กับวันเดอร์วูเมน (Gal Gadot) สัมผัสได้ว่ากำลังมีหายนะระดับใหญ่หลวงมาถึงโลก เลยต้องไปตามฮีโร่ที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ

ไม่ว่าจะจ้าวสมุทร อควาแมน (Jason Momoa), เดอะ แฟลช (Ezra Miller) ยอดมนุษย์สายฟ้า และไซบอร์ก (Ray Fisher) ซึ่งพวกเขาต้องมาเตรียมรับมือวายร้ายอย่างสเตปเปนวูล์ฟที่หมายจะครองมาเธอร์บ็อกซ์ อันเป็นขุมพลังยิ่งใหญ่สุดประมาณ (ส่วนพี่ซูเปอร์แมน (Henry Cavill) มีบทบาทอย่างไรบ้าง ก็ลองดูกันครับ แต่บอกได้อย่างหนึ่งว่าการกลับมาของพี่แก “มันง่ายดาย” จนผมยังแอบอึ้ง – คือมันไม่ลุ้นเลยน่ะครับ)

เนื้อเรื่องมันง่ายจริงๆ ครับ ไม่ซับซ้อน ไม่เร่งเร้า ทั้งๆ ที่จริงๆ แผนของสเตปเปนวูล์ฟนั้นมันมีโจทย์ในเชิงแข่งกับเวลาอยู่เหมือนกัน แต่ทุกอย่างกลับดำเนินไปแบบเรื่อยๆ ถ้าให้พูดตามที่ผมรู้สึกแบบตรงๆ ก็คือ “มันราวกับว่าทั้งฝ่ายฮีโร่กับผู้ร้ายไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะล้างผลาญกันสักเท่าไร” คือถ้าเจอก็ตีกัน แต่ถ้าไม่เจอก็ต่างคนต่างอยู่

และผมมองว่ายังไงหากจะทำหนังแนวนี้รวมฮีโร่แบบนี้ อย่างน้อยฮีโร่แต่ละคนต้องมีหนังของตัวเองให้เรารู้จักตัวตนและเกิดความผูกพันสักหน่อย อย่างกรณีวันเดอร์วูเมนไปโผล่ใน Bat V Sup แล้วปังนั้น มันคือจังหวะที่ “พอดี” จริงๆ (ซึ่งเกิดได้ไม่บ่อย) และอีกอย่างคือปริมาณตัวละครที่ต้องแนะนำใน Bat V Sup มันยังไม่เยอะ เพราะพี่แบทนี่คอหนังก็คุ้นมาแต่ไหนแต่ไหรแล้ว พื้นที่บนจอเลยไม่แน่น มันเลยพอกล้อมแกล้มไปได้

แต่กับหนนี้ตัวละครใหม่เพิ่ม 3 ตัว ไหนจะการมาของสเตปเปนวูล์ฟอีก พื้นที่มันเลยแออัดครับ ยิ่งหนังทำให้ยาวแค่ 2 ชั่วโมงก็ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งรายที่เอาตัวรอดได้แบบพอเหมาะก็คือเดอะ แฟลช ในขณะที่อควาแมนนี่ถือว่ากลางๆ แต่รายได้แทบจะกลายเป็นบทสมทบเลยก็คือไซบอร์ก ซึ่งจริงๆ ผมว่าเราๆ ท่านๆ ก็มองออกแต่แรกแล้วครับว่าตัวละครนี้คงต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะไม่ได้เป็นฮีโร่ที่ดังถึงขนาดนั้น (จริงๆ ถ้าจะไปตามไนท์วิงหรือกรีนแลนเทิร์นมาลงมันน่าจะเวิร์กกว่า – นี่คือพูดถึงระดับความดังน่ะนะครับ)

ยังไงความอินของตัวละคร มันก็ต้องมีการปูพื้นน่ะครับ อย่างพี่ซุปในเรื่อง จริงๆ บทน้อยกว่าใครเขานะ แต่ผมรักพี่แกที่สุด ต้องขอใช้คำว่า “รัก” เลยล่ะ ถ้าถามว่าเพราะอะไรก็คงเพราะพี่เขาทำให้เราจดจำได้จาก Man of Steel แล้วก็มาเจอวิบากกรรมใน Bat V Sup เขาคือตัวละครที่เราผูกพันที่สุด ดังนั้นแม้พื้นที่น้อย แต่ทุนเดิมหนา อีกทั้งวีรกรรมต่างๆ ที่ผ่านมาก็ทำให้เรายกย่องเขาไปแล้วว่าเป็น “ลูกผู้ชายตัวจริง” บทนี้เลยไม่ต้องออกแรงมาก

ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย: 16 พฤศจิกายน 2017
Pin It

แสดงความคิดเห็น