รีวิว Christmas Eve (2015) (ตอนที่ 2)


นึกถึงหนังอย่าง Love Actually ขึ้นมาเลยครับ ผมว่าหนังเรื่องนี้ก็แนวนั้นแหละ เพียงแต่คนเขียนบทต้องเข้าใจบทอย่างดี ต้องรู้ว่าเล่าประมาณไหนถึงจะเหมาะ เล่าประเด็นไหนถึงจะโดน ไม่งั้นหนังก็จะอยู่เพียงในระดับโอเค ทั้งที่หากทำดีๆ ก็จะสามารถไปได้ไกลกว่านั้น

อย่างเรื่องของหนุ่มสาวที่ติดอยู่ในลิฟต์ (James Roday กับ Julianna Guill) ที่ถ้าทำดีๆ นี่ก็จะได้อารมณ์ประมาณหนังตระกูล Before Sunrise หรือ Before We Go เลยล่ะครับ พวกเขาคือคนที่อยู่ในตึกเดียวกัน แต่ไม่เคยรู้จักกัน แล้วได้มาแบ่งปันความรู้สึกกัน ได้มารู้จักกัน ผลัดกันบอกเล่าเรื่องราว

โมเมนต์แบบนี้มันสวยงามนะครับ การได้คุยกับใครสักคนที่สุดท้ายอาจจะไม่ได้เจอกันอีก เจอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วจากกัน แบบนั้นเราอาจจะเผยตัวตนหรือระบายความรู้สึกในใจได้แบบเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีผลอะไร บางทีเราก็อาจจะระบายได้มากกว่าตอนระบายกับคนรู้จักเสียอีก

หรือเรื่องของแฮร์ริส (Stewart) ที่หงุดหงิดคนไปทั่ว โทษทั้งจักรวาลแต่ไม่ยอมหันมาคิดบ้างว่าบางปัญหาที่เขาต้องเผชิญนั้นก็เป็นผลมาจากการกระทำที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของเขานี่แหละ – เมื่อเราไม่เคารพหรือไม่ทำดีกับใครๆ แล้วใครเล่าจะอยากมาเคารพหรือทำดีกับเรา

มันทำให้ผมย้อนมามองสังคมทุกวันนี้น่ะครับ พูดตรงๆ คือคนส่วนใหญ่เห็นแก่ตน-คิดถึงแต่ตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ผิดครับ เพราะเราก็เป็นสิ่งมีชีวิต เราก็ต้องพยายามทำเพื่อให้มีชีวิตรอดให้ได้นานที่สุด มันเลยเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ ที่เราจะต้องนึกถึงตัวเองก่อนคนอื่น

แต่ประเด็นคือสำหรับบางคนแล้ว เราไม่ได้นึกถึงตัวเองในระดับที่พอเหมาะพอสม กลายเป็นว่าเราพร้อมจะเอาเปรียบเบียดเบียนคนอื่น บางทีก็หลงไปกับคำอ้างอย่างเช่น “ฉันมีสิทธิ์ สิทธิ์ของฉัน เรื่องของฉัน” ฯลฯ ตามด้วยการที่เราเสกสรรปั้นแต่ง “เหตุผลที่ฟังดูเข้าท่า” มารองรับ “สิทธิ์” ของเรากันเต็มไปหมด

บอกตรงๆ ว่าบางเหตุผลจริงๆ มันเข้าข้างตัวเองสุดๆ เป็นเหตุผลแบบ “ก็ฉันจะเอา ฉันว่าแบบนั้น ใครจะทำไม” มันเหมือนมาตรฐานของเหตุผลถูกบิดเบือนบิดเบ้ไปตามความเห็นชอบของตัวเราเอง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและจะส่งผลต่อเนื่องให้สังคมบิดเบี้ยวยิ่งๆ ขึ้นไป

บางทีคนเราก็เอาคำคม-ปรัชญามาเอ่ยอ้าง ที่ได้ยินบ่อยมากคือ คำว่า “ดี-ชั่ว มันไม่มีนิยามจริงๆ หรอก มันก็แค่สิ่งสมมติเท่านั้น” ซึ่งถ้ามองในเชิงปรัชญามันก็อย่างหนึ่งครับ แต่บางทีวลีนี้กลับถูกนำมารองรับการกระทำของคนที่เราดูก็รู้ว่ามันไม่ดีน่ะ แต่กลายเป็นว่าเอาวลีในบริบทหนึ่ง มาเอื้อในบริบทที่ทำให้เราสามารถทำไม่ดีได้อย่างถูกต้อง – เอามาอุดปากหากใครจะว่าเรา มันกลายเป็นแบบนั้นไป

ผมว่าจริงๆ เรารู้นะว่าการทำอะไร/แบบไหนที่มันเหมาะสม เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ น่ะ เรามีมาตรฐานทางสังคมเป็นแนวทางอยู่แล้ว การที่เราเดินตามทางนั้น ทำตามแนวนั้นมันก็ทำให้สังคมส่วนใหญ่เป็นไปได้ด้วยดี เรารู้ว่าเราไม่ควรด่าทอใคร รู้ว่าควรพูดกันดีๆ รู้ว่าควรสวมหมวกกันน็อกเวลานั่งมอเตอร์ไซค์ รู้ว่าเมาแล้วไม่ควรขับ รู้ว่าไม่ควรเอาเปรียบใคร รู้ว่า รู้ว่า รู้ว่า รู้ว่า รู้ว่า….

แต่ทุกวันนี้ “รู้ว่า” หลายๆ อันมันโดน “แซะ” ด้วยเหตุผลที่ถูกเสกสรรมาเพื่อทำให้การกระทำที่เคยดูไม่เหมาะกลายเป็นเหมาะ ถ้ามองในแง่วิวัฒนาการแล้ว ก็พูดได้นะครับว่าหลายๆ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตัวมนุษย์มันกำลังหาทาง “อยู่รอด” เมื่อโลกนี้มีสนับสนุน “เหตุผล” กันนัก ก็แค่หาเหตุหาผลมา Support สิ่งที่เราอยากทำ แล้วหักล้างเหตุผลเดิมๆ ซะ แค่นี้พฤติกรรมเหล่านั้น (ที่ส่วนมา่กจะเป็นพฤติกรรม “ตามใจฉัน ฉันจะเอา มันเรื่องของฉัน”) ก็อยู่รอดได้แล้ว… ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคือวิวัฒน์ หรือวิบัติกันแน่

กลับมาเรื่องหนังอีกครั้งครับ จริงๆ ผมว่าหนังมีเมล็ดพันธุ์สาระหลายอย่างนะ แต่ก็เล่าได้ไม่ถึงระดับ เช่นเดียวกับเรื่องราวที่จริงๆ ผมว่าดี แต่ก็ไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ถามว่าดูเอาเพลินได้ไหม ผมก็ว่าได้ครับ เพียงแต่มันอาจจะมีช่วงอืดหรือช่วงที่ควรเน้นให้ได้ Feel กว่านี้แทรกอยู่เป็นระยะๆ

แม้จะไม่ได้ชอบอะไรมากมาย แต่ก็ถือว่าไม่เลวครับ และมันทำให้ผมอยากย้อนไปเอา Love Actually กับ Before We Go มาดูอีกสักรอบ คงเพราะดูแล้วมันยังไม่อิ่ม เลยอยากไปเอาหนังที่เคยดูแล้วอิ่มมาเสพ มาเติมเต็มอีกสักรอบน่ะครับ

คะแนนความชอบ 6/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น