รีวิว An Hour Behind (2017)


เคยจีบใครไหมครับ ^_^ หนังเรื่องนี้มันทำให้ผมนึกถึงวันเหล่านั้นนะ วันที่เราพยายามจะเอาชนะใจใครสักคน มันคือช่วงเวลาอันแสนหวานที่บางครั้งก็แอบซ่อนความขมไว้ แล้วยังมีความลุ้นอีกด้วย เพราะไม่รู้ว่าเราจะประสบความสำเร็จในการชนะใจเขาหรือเธอไหม

บางทีเราจีบแบบเน้นเทคนิค คือ พยายามเอาของไปฝาก เอาดอกไม้ไปให้ พอถึงวาเลนไทน์ก็มอบของเซอรไพรส์ หรือไม่ก็วางแผนให้เรากลับบ้านพร้อมเขา-วางแผนทำเป็นเนียน ให้ว่าตอนก่อนกลับบ้านเรากับเขาเดินไปเจอกันพอดี (แต่จริงๆ คือเรานั่งรอนานแล้วล่ะครับ พอเขาจะกลับ เราค่อยทำท่าจะกลับบ้าง)

ทีนี้พอเทคนิคมากๆ เราก็เหนื่อยนะ และหลายครั้งด้วยที่เทคนิคนี้มันไม่เข้าเป้า เพราะอีกตำราก็บอกว่า เราต้องเป็นตัวของตัวเอง เราต้องใช้ความจริงใจเป็นเครื่องพิสูจน์ในรักนั้น พอถึงจุดนี้เราก็อาจเปลี่ยนเป็นอีกโหมดที่ไม่เน้นสิ่งของ แต่เน้นการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในชีวิตของเขา

สูตรไหนได้ผล? ผมว่ามันก็ต้องประกอบกันครับ เราต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะหากจีบสำเร็จแล้ว ตัวเราเองนี่แหละที่จะต้องอยู่กับเขา- ในทางกลับกันหากเราพยายามเป็นคนที่ไม่ได้เป็น สุดท้ายพออยู่กันไป ก็จะสิ่งที่เราเป็นจริงๆ อาจกลายเป็นสิ่งที่แยกเราและเขาออกจากกัน (เข้ากันไม่ได้น่ะครับ)

แต่การมอบของให้ การเซอร์ไพรส์อะไรพวกนี้ก็เป็นกิมมิคเล็กๆ ของหัวใจที่เพิ่มเติมความสดชื่นให้ความรักได้เหมือนกัน ของแบบนี้เราก็ต้องบริหารตามความเหมาะสมน่ะครับ ไม่ใช่เอาแต่เทคนิคจนลืมจิตใจ หรือเน้นแต่จิตใจจนลืมไปว่าบางที “สิ่งของ” ก็เพิ่มความหวานให้หัวใจได้เหมือนกัน

An Hour Behind เป็นหนังรักง่ายๆ เรื่องของทริช ฮาร์เปอร์ (Emily Rose – ซีรี่ส์ Haven) เจ้าของร้านคัพเค้กที่พี่สาวพยายามนัดบอดให้เธอ ซึ่งเธอก็ยอมไปครับ แต่พอดีคืนก่อนวันนัดดันเกิดเหตุไม่คาดฝันจนนาฬิกาไม่ปลุก เธอเลยไปนัดเดทสาย

แต่เธอไม่รู้ครับว่าตัวเองไปสาย เลยตรงไปนั่งที่โต๊ะตามที่พี่สาวนัดไว้ให้ แล้วก็เจอกับพาร์คเกอร์ (Barry Watson – Sorority Boys, Teaching Mrs. Tingle) ที่ตอนแรกก็งงว่าสาวคนนี้มานั่งทำไมที่โต๊ะเขา แต่คุยไปคุยมาดันถูกคอครับ เลยคุยกันได้ยาว

หนังก็เป็นแนวโรแมนติกลงสูตรอยู่เหมือนกันครับ พระ-นางรู้จักกันแบบเข้าใจผิด ครั้นพอรู้ความจริงก็มีการห่างกันไป แต่สุดท้ายด้วยความที่พวกเขาเข้ากันได้ดีมาก ก็เลยค่อยๆ กลับมาคบหากัน ทำความรู้จัก ก็เข้าอีหรอบบุพเพสันนิวาสขีดเขียนนั่นแหละครับ

ตัวหนังก็น่ารักดีครับ Rose และ Watson เล่นคู่กันได้เหมาะ อาจจะมีช่วงเรื่อยๆ บ้าง แต่เวลา 2 คนนี้มาเจอกัน ก็รู้สึกได้ครับว่าพวกเขาเข้ากันได้ดี ซึ่งผมถือว่าเป็นหัวใจเลยนะ ถ้าหนังแนวนี้ทำจุดนี้ได้ ก็ผ่านล่ะ

มันจะมีช่วงหนึ่งครับที่ทริชพยายามห่างจากพาร์คเกอร์ เพื่อจะได้ไปเจอคู่เดทจริงๆ ที่พี่นัดให้ แต่ไปๆ มาๆ พอลองคบแล้วมันไม่ใช่นะ่ครับ และคนดูก็ดูออก ว่าแม้คู่เดทของเธอจะไม่ใช่คนไม่ดี แต่เคมีของเขามันไม่เข้ากับเธอ เท่าที่เข้ากับพาร์คเกอร์ ก็ถือว่าหนังทำจุดนี้ได้สำเร็จอยู่ครับ

ผมชอบที่หนังวางบทให้พาร์คเกอร์ต้องตามง้อทริชน่ะครับ อย่างที่บอกว่ามันทำให้ผมนึกถึงตอนเราจีบใครสักคน เราต้องใช้ความพยายาม และต้องใช้ความอดทนต่อคำปฏิเสธที่พร้อมจะมาจากปากของคนที่เราพยายามจีบอยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่าตอนโดนบอกให้เราเลิกทำ ใจเราก็หมองไปเหมือนกันครับ แต่ถ้ากระนั้นถ้าเขาสำคัญต่อเราจริง เราก็ไม่เลิกง่ายๆ แน่นอน – ของแบบนี้ใครเคยเจอมาคงเข้าใจ

อีกอย่างที่ชอบคือฉากในร้านของทริชนั้น ตลอดเรื่องมันจะเหมือนอยู่ในกล่องน่ะครับ ดูมีสีสันสดใส แต่ก็ทึบๆ ผมก็คิดนะว่าผู้กำกับตั้งใจจะสื่ออะไรไหม แล้วก็จริงครับ พอตอนท้าย พอมีแสงส่องเข้ามา มันทำให้อารมณ์ “กล่องทึบๆ” ของร้านหายไปเลย ^_^

บางทีเราก็ต้องหาทางออกจากกล่อง… ที่เราไม่รู้ว่าเราอยู่ในนั้น

คะแนนความชอบ 6.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น