รีวิว Back in Time (2015) มาเจาะเวลา กันอีกครั้ง


ถ้าถามถึงหนังเรื่องโปรด Top Ten ของผมแล้ว Back to the Future คือหนึ่งในนั้นแน่นอนครับ เพราะเป็นหนังที่เอามาเปิดดูซ้ำบ่อยมากจนตอนนี้น่าจะใกล้ๆ 100 ครั้งแล้วล่ะครับ มันชอบแบบสุดชีวิตจริงๆ

และนี่คือสารคดีที่คนชอบหนังชุดนี้ทำขึ้นมาครับ โดยจะมีการเอาตำนวนการสร้างหนังชุดนี้มาบอกเล่า ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่จุดกำเนิดและภาคแรก ในขณะที่ภาคสองและสามก็จะมีพูดถึงบ้างในตอนปลายๆ แต่อาจจะไม่เจาะลึกเท่าภาคแรก

อีกส่วนหนึ่งคือหนังนำเสนอผลกระทบสืบเนื่องที่หนังมีต่อโลกครับ ไม่ว่าจะในแง่ของวงการภาพยนตร์ ในแง่ของการสร้างแรงบันดาลใจต่อผู้คน รวมถึงสิ่งประดิษฐ์มากมายที่โผล่หนังภาค 2 ที่มีคนมากมายพยายามสร้างมันให้มีขึ้นมาจริงๆ

สารคดีนี้อาจไม่ได้สุดยอดในทุกส่วนน่ะนะครับ แต่ผมเชื่อว่าคนรักหนังชุด Back to the Future จะเพลิดเพลินและอิ่มกับมันได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหนังชุดนี้น่ะครับ อารมณ์มันเลยเหมือนเราฟังคนคอเดียวกัน พูดถึงสิ่งที่เราชอบเหมือนๆ กัน


ผมชอบที่หนังพยายามรวบรวมเรื่องราวในการสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาถ่ายทอด ซึ่งจริงๆ หากใครได้ดูพวก Special Features ตามแผ่นของหนังก็อาจจะได้รับรู้เรื่องต่างๆ ที่หนังนำมาเล่าแล้วน่ะนะครับ แต่หากใครยังไม่เคยล่ะก็ นี่ถือเป็นโอกาสที่ดีครับที่ท่านจะได้รู้จักหนังเรื่องนี้ลึกขึ้น

หนังเล่าตั้งแต่ที่มาแรกเริ่มที่ Bob Gale ปิ๊งไอเดียพล็อตหนังหลังจากเห็นหนังสือรุ่นของพ่อแม่ เรื่อยมาจนถึงตอนที่หนังเกือบจะได้สร้างภายใต้เงาของ Columbia Pictures แต่เผอิญตอนนั้น Coca-Cola (โค้ก) มาซื้อค่ายนี้ไป และได้เกิดปัญหาจนสุดท้ายหนังก็ไม่ได้ทำ

มันก็ทำให้เรารู้น่ะนะครับว่าการแทรกแซงของผู้สร้างหรือนายทุนเนี่ยมันมีมานานแล้ว สมัยนั้น Coca-Cola เองมั่นใจในแผนการดำเนินงานและแผนโฆษณาของตน ทีนี้พอแผนงานมันไปกันไม่ได้ หนังก็เลยต้องย้ายไปบ้านอื่

พอบทหนังออกจาก Columbia ไป ทั้ง Gale และ Robert Zemeckis ก็นำไปเสนอตามที่ต่างๆ แต่ทุกค่ายตอบตรงกันว่า แนวคิดน่าสนใจ แต่พวกเขาไม่เอา เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่เคยมีหนังย้อนเวลาเรื่องไหนเลยที่ประสบความสำเร็จ และทุกค่ายบอกตรงกันว่า “พวกคุณควรนำบทไปเสนอค่าย Disney นะ” ส่วนหนึ่งอาจเพราะทุกคนมองว่ามันเป็นหนังแฟนตาซี มากกว่าจะเป็นไซไฟ


แต่พอไป Disney จริงๆ ทางนั้นกลับปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า เนื้อหามันมีเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวร่วมสายเลือด (ที่แม่ไปตกหลุมรักมาร์ตี้น่ะครับ) กลายเป็นงั้นไป… แล้วโปรเจคท์นี้ก็ถูกแขวนไว้ จนกระทั่ง Zemeckis ทำ Romancing the Stone แล้วดัง โปรเจคท์ถึงเริ่มมีหวังอีกครั้ง

หนังยังมีเกร็ดน่าสนใจอีกเยอะครับ เช่น Christopher Lloyd เกือบจะไม่รับบทด็อกบราวน์,เรื่องของ Eric Stoltz เล่นเป็นมาร์ตี้ไปหลายสัปดาห์ ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวเป็น Michael J. Fox ซึ่งเรียกได้ว่าใครชอบหนังชุดนี้ คงถูกใจกับเกร็ดมากมายแน่นอ

อีกอย่างที่ผมชอบคือ ผมชอบตอนที่หนังสัมภาษณ์คนที่ดูหนังเรื่องนี้ในโรงเป็นครั้งแรก คือเขาดูด้วยความไม่รู้อะไรเลยน่ะครับ เพราะสมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ท ไม่มีทวีต ไม่มีเฟซ เขาไม่รู้หรอกว่าหนังมันเกี่ยวกับอะไร ใครทำ ใครแสดง และมันจะพาเขาไปไหน ดังนั้นสิ่งที่เขารู้สึกตอนนั้น มันก็จะเป็นความรู้สึกเพียวๆ แท้ๆ… มันคือความรู้สึกที่เลอค่านะผมว่า

มันทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่เพื่อนผมเขียนเกี่ยวกับการรีวิวต่างๆ ในทุกวันนี้ ที่บางทีเราก็ถูกชี้นำ (ไม่ทางความคิดก็ทางอารมณ์ -ไม่ว่าคนเขียนจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ดังนั้นการดูหนังให้สนุก บางอารมณ์คุณก็ควรดูมันโดยไม่ต้องรู้อะไรมากมาย มันคือรสชาติดั้งเดิมรสชาติหนึ่งที่อาจจะเติมเต็มความแปลกใหม่ให้กับคุณได้

บางทีของใหม่ๆ ก็ต้องไปขุดเอามาจากวันเก่าๆ ครับ


สรุปว่าผมชอบนะ เพียงแต่ถ้าว่ากันถึงตัวสารคดีแล้วมันอาจจะยังไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจน แม้จะมีเรื่องราวดีๆ อย่างชายคนหนึ่งที่หมอบอกว่าเขาเป็นมะเร็งและจะอยู่ได้อีกแค่ 6 เดือน แต่ด้วยแรงบันดาลใจจากความรักในหนังเรื่องนี้ ทำให้เขาอยู่ต่อได้จนถึงตอนนี้ก็ 15 ปีกว่าเข้าไปแล้ว

หนังที่เรารัก อาจเป็นยาวิเศษขนานหนึ่งครั

คะแนนความชอบ 6.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น