รีวิว The House (2017) เดอะ เฮาส์ เปลี่ยนบ้านให้เป็นบ่อน


ดูเรื่องนีี้แล้วบังเกิด 2 ห้วงอารมณ์ขึ้นมาพร้อมๆ กันครับ ห้วงแรกคือห้วงอารมณ์ที่มีต่อหนัง กับอีกห้วงก็คือ ห้วงอารมณ์ที่มีต่อเรื่องราว ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง (ไม่รู้จะถึงขั้นอินเนอร์ไหม แต่ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง)

เรื่องของ สก็อตต์ (Will Ferrell) และเคต (Amy Poehler) คู่สามีภรรยาที่มีลูกสาวสุดรักนามว่า อเล็กซ์ (Ryan Simpkins – พี่สาวของ Ty Simpkins) ซึ่งเธอเป็นเด็กดี เรียนเก่งจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันได้

แต่เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีเงินมาก เลยต้องพึ่งพาทุนจากทางการ แต่จู่ๆ ทางการดันตัดงบทุนการศึกษา (เพื่อที่จะเอาทุนที่ว่าไปสร้างสระว่ายน้ำแทน – และทุกคนในเมืองก็ยกมือเห็นด้วย) นั่นเลยทำให้สก็อตต์และเคตพูดไม่ออกไปเลย

เมื่อจนตรอกหนักๆ เขาเลยร่วมมือกับเพื่อนบ้านอย่างแฟรงค์ (Jason Mantzoukas) ในการเปิดคาสิโนผิดกฎหมายขึ้นซะเลย ซึ่งพวกเขาก็โกยเงินได้เยอะทีเดียวครับ แต่ลองว่ามันผิดกฎหมายแบบนี้ก็เลยต้องมาระวังกันสารพัด ไหนจะมีคนมาตักตวงผลประโยชน์หวังรีดไถซะอีก พวกเขาก็เลยต้องรับมือการสารพัดเรื่องบ้าๆ ่ที่หลั่งไหลเข้ามา


มาเริ่มกันที่ห้วงอารมณ์แรกนะครับ ตัวหนังก็ออกแนวขายขำซึ่งก็ถือว่าทำได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ฮามากมายเท่าใดนัก ถ้าให้เทียบกับหนังในปีเดียวกัน ผมก็นึกถึง Rough Night (Scarlett Johansson นำแสดง) ขึ้นมาเลย คือมันดูจะมีอะไร ดูฟอร์มดี แต่มุกและอะไรๆ กลับไม่เข้าที่เข้าทางเท่าที่ควร

สิ่งที่พยุงหนังไว้คือ Ferrell กับ Poehler ครับ ถ้าจะให้ชมอะไรในหนังก็คงต้องยกให้การแคสติ้งนี่แหละ อย่าง Ferrell ก็มาในบทแบ๊วๆ ซื่อๆ ส่วน Poehler ก็รับบทคล้ายๆ กับเลสลี่ โนปในซีรี่ส์ Parks and Recreation เรียกว่าต่างคนต่างเล่นในบทที่เหมาะกับตนเอง เลยทำให้หนังออกมาโอเคในระดับหนึ่ง

แต่ถ้าพูดถึงเนื้อเรื่อง พูดถึงมุกต่างๆ แล้วมันออกแนวเรื่อยๆ ไม่ได้ขำตูมตาม ซึ่งพอดูชือคนทำผมก็พอเข้าใจ เขาคือ Andrew Jay Cohen ซึ่งเคยเขียนบท Bad Neighbors ทั้ง 2 ภาค แล้วก็ Mike and Dave Need Wedding Dates ซึ่งถ้าดูจากงานที่ผ่านมา ผมก็อาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เลยไม่ได้ถูกเส้นอะไรกับสไตล์ของเขา

หนังส่วนใหญ่ของเขามักจะเกี่ยวกับปาร์ตี้, พี้ยา, การทำอะไรที่มันเลยเถิด,เรื่องว่าด้วยตัวละครต๊องๆ หรือว่าด้วยตัวละครที่ทำอะไรลงไปด้วยอารมณ์ จนก่อให้เกิดผลร้าย ซึ่งสไตล์แบบนี้ผมว่าเรื่องที่เวิร์กสุด พอเหมาะพอดีสุดก็คือ Bad Neighbors ภาคแรก ในขณะที่ผลงานหลังจากนั้นถ้าไม่ขาดก็เกิน อย่างเรื่องนี้ก็ถือว่าพร่องในความขำ ส่วนเรื่องพล็อตบางจุดก็ขาดบางจุดก็เกิน เหมือนหาจุดโฟกัสไม่เจอ


แล้วมันก็นำมาสู่ห้วงอารมณ์ที่ 2 ครับ พอว่ากันถึงพล็อตแล้ว จริงๆ ผมว่ามันมีของดีนะ ผมเชื่อว่าหลายคนในโลกเคย หรือม่ก็อาจจะตัดสินใจทำอะไรลงไปแบบที่สก็อตต์และเคตทำ ว่าง่ายๆ คือมีปัญหาเรื่องเงิน หรือไม่ก็มองว่าระบบมันไม่ยุติธรรม จนตัดสินใจแหกกฎมันซะเลย

ที่เขาว่า “ถ้าปากท้องคนอิ่ม ปัญหาก็ลดลง” มันก็จริงล่ะครับ เพราะถ้าคนเริ่มขัดสนมีปัญหาปากท้อง มันก็จะนำมาซึ่งอาชญากรรม คือเราก็พูดได้ตามตำราแหละว่าขอเพียงแค่ทางการหรือผู้มีอำนาจจัดสรรบริหารงบประมาณดีๆ กระจายรายได้และความเจริญให้ดี มันก็จะแก้ปัญหาได้ – แต่เราก็โตพอที่จะรู้การโกงกินมันมีจริง – แบบที่พวกตัวเอกในเรื่องนี้เจอ จริงๆ มันก็คือผลจากการโกงนั่นแหล

การดูหนังแบบนี้แม้จะเป็นหนังตลก แต่มันก็อดคิดไม่ได้ล่ะครับว่าหากมันอยู่บนจอก็อาจจะขำได้ แต่พอมันเห็นในชีวิตจริงมันขำไม่ออก มันมีจริงๆ ที่คนบางคนโดนตัดโอกาสเพราะถูกทางการตัดงบ – มันมีจริงๆ ที่คนโดนเบียดบังเบียดเบียน อย่างบางคนไม่เคยแซงใคร แต่พอโดนแซงมากๆ ก็เลยแซงบ้าง – โดนขับรถปาดก็เลยปาดบ้าง เห็นเขาไม่สวมหมวกกันน็อคได้ก็ไม่สวมบ้าง ฯลฯ มันคือความจริงที่บางทีก็ทำให้เราเจ็บปวดใจได้มากทีเดียว

สรุปว่าหนังมีพล็อตน่าสนใจครับ ดาราก็ดี แต่ทิศทางหนังไม่โฟกัสไม่ย้ำไปที่พล็อตดีๆ (อย่างการที่พ่อแม่พยายามทำเพื่อลูก, การที่คนดีๆ ต้องแหกกฎหาเงิน ฯลฯ) แต่หนังเลือกที่จะไปใช้เวลากับการเล่นมุกที่ไม่ได้ขำอะไรนัก – จนพอจะเข้าใจว่าทำไมหนังทำเงินทั่วโลกไปแค่ $34 ล้าน (จากทุนสร้าง $40 ล้าน ก็คือติดตัวแดงนั่นเองครับ)

คะแนนความชอบ 5.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น