รีวิว Christmas in Angel Falls (2017)


นี่ถือเป็นหนังวันคริสต์มาสที่มาพร้อมกับแง่คิดเรียบง่าย แต่น่านำไปคิดพิจารณาต่อยอด เพราะมันก็สะท้อนความจริงของสังคมมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ และที่สำคัญคือสารพัดดาราน้อยใหญ่ที่ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ต่างทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจ

เรื่องของเทวดาสาวอารมณ์ดี เกเบรียล เมสซินเจอร์ (Rachel Boston) ที่รับภารกิจจากเบื้องบนให้เดินทางไปยังเมืองแองเจิ้ล ฟอลส์ เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณวันคริสต์มาสที่ห่างหายไปจากหัวใจของชาวเมือง

มันคือหนัง Feel Good ครับ อุดมไปด้วยความรู้สึกดีๆ ตลอดเรื่อง ซึ่งหากว่ากันจริงๆ แล้วหนังไม่ได้มีพล็อตที่แปลกใหม่อะไร มันชวนให้นึกถึงซีรี่ส์ญี่ปุ่นที่มีตัวเอกเป็นคนที่มีไฟ แล้วก็พยายามเปลี่ยนแปลงจิตใจที่เหี่ยวเฉาของผู้คนให้กลับมีพลังขึ้นมา

จุดที่ผมชอบอย่างแรกเลยคือ แม้นี่จะเป็นหนัง Feel Good แต่มันก็ไม่ได้ Good แบบหลับหูหลับตา อย่างตัวเกเบรียลแม้จะเป็นเทวดาที่มองบวกแบบสุดๆ แต่ขั้นตอนการฟื้นฟูจิตใจของชาวเมืองก็ไม่ได้ทำแบบทื่อๆ ประเภทว่าทำปุ๊บแล้วเปลี่ยนได้ปั๊บประหนึ่งมีปาฏิหาริย์ แต่มันเป็นขั้นตอนที่มีเหตุผลในแบบของมัน

ตอนแรกๆ เกเบรียลก็ลงมาสัมผัสกับชาวเมือง ทำความรู้จักและสังเกตผู้คน ก่อนจะค่อยๆ รับรู้เรื่องราวความเป็นมาของเมือง อีกทั้งเหตุผลที่ทำให้ชาวเมืองดูเหี่ยวเฉาลง เช่น เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อเศรษฐกิจของชาวเมือง จนชาวเมืองต้องย้ายออก หรือไม่ก็ต้องไปทำงานต่างเมือง เลยทำให้ชาวเมืองไม่มีเวลามาใส่ใจกัน ฯลฯ อะไรแบบนี้เป็นต้น

เกเบรียลเรียนรู้ปัญหาทางรายบุคคลและองค์รวม จากนั้นก็ค่อยๆ ฟื้นฟูจิตใจคนเท่าที่เธอทำได้ อารมณ์คล้ายๆ Pay It Forward น่ะครับ เมื่อเธอช่วยใครสักคน คนๆ นั้นก็มีพลังเพิ่ม ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีชีวา แล้วจากนั้นเขาก็จะไปช่วยคนอื่นต่อ ทำต่อๆ กันไปเป็นเหมือนปฏิกริยาลูกโซ่เชิงบวก ที่เปลี่ยนเมืองให้กลับมามีชีวิตทีละนิด

ส่วนการช่วยแบบองค์รวมก็คือ เธอรับหน้าที่เป็นอาสาสมัครของโบสถ์เซนต์แอนดรูว์ เพื่อจัดงานรวมใจชาวเมืองในวันคริสต์มาส ซึ่งการขอแรงให้คนมาร่วมทำงานนี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู เช่น การให้ชาวเมืองได้ใช้ความสามารถตามความสนใจของตน มาใช้ในการจัดงาน แบบนี้เป็นต้น

ผมชอบเพราะแม้จะเป็นหนังที่มีกลิ่นอายแฟนตาซี แต่อารมณ์เหมือนดูใครสักคนดำเนินโครงการพัฒนาเมืองและฟื้นฟูจิตใจคนน่ะครับ มันดูมีเหตุผลและส่งผลอย่างเป็นระบบ แต่หากจะมีจุดน่าเสียดายหน่อยก็คงเป็นการที่หนังไม่ขยี้บางประเด็นให้ซึ้งพอ ซึ่งก็ดูจะเป็นเรื่องปกติสำหรับหนังฝรั่งส่วนใหญ่ที่จะไม่ Touch อะไรพวกนี้เท่าหนังของเอเชีย

ดาราทุกคนแสดงได้ดีครับ Boston มีชีวิตชีวามากๆ และเป็นพลังสำคัญของเรื่อง ส่วน Paul Greene ในบทของพระเอกก็เล่นได้พอเหมาะ เพียงแต่ความเด่นจะไม่มากเท่า Boston และ Beau Bridges รับบทเทวดาไมเคิล ที่คอยดูแลเกเบรียลอยู่ห่างๆ รายนี้ก็เล่นได้ดีคงเส้นคงวา

โดยส่วนตัวผมมองว่าหนังเรื่องนี้แทรกประเด็นดีๆ ให้เราเก็บไปใช้ได้ทันที อย่างการที่เมืองแองเจิ้ล ฟอลส์ดูเหี่ยวเฉานั้น มันก็มีหลายปัจจัยครับ หลักๆ คือเรื่องเศรษฐกิจที่ผมว่าชีวิตจริงของคนไทยจำนวนมากก็เจอนะ ประมาณว่าต้องทำงานหาเงินจนไม่มีเวลามาใส่ใจใคร เอาแค่ทำงานเอาตัวรอดนี่ก็หนักหนาพอแล้ว

แล้วผมก็มองถึงเหตุการณ์สังคมในปัจจุบันที่จิตใจคนเราดูจะใจร้อนได้ง่าย เรามีเรื่องกันง่ายขึ้น ขับรถกันไวจนบนถนนเต็มไปด้วยอันตราย หลายคนรักสนุกจนลืมถึงความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น ฯลฯ ครั้นพอชีวิตมีปัญหาก็หาทางออกอย่างการแก้กรรม แก้ดวง แก้ชง

เรื่องความเชื่อมันก็สุดแท้แต่ล่ะครับ แต่การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมอยากเสนออีกแนวหนึ่ง ก็คือ ทำไมเราไม่หันมาใส่ใจกันบ้าง รับฟังกัน ช่วยประคองกัน ให้กำลังใจกัน หากใครทำผิดก็ให้อภัยกัน (และคนที่ได้รับการอภัยก็ต้องไตร่ตรองถึงความผิดของตน พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย ไม่ใช่เขาให้อภัยแล้วยังทำตัวเหมือนเดิม)

ผมว่ามันคือทางออกที่หากทุกคนทำได้คนละนิด มันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาลต่อสังคมของเราครับ ซึ่งผมว่าในนาทีนี้เราต้องหันมาทำแบบนี้กันให้มากแล้วล่ะ เพราะสังคมมันชักจะน่ากลัวและตกต่ำจนเกินไปแล้ว มันใกล้จะถึงระดับ “สายเกินไป” มากขึ้นทุกที

กลับมาที่เรื่องหนังครับ โดยรวมหนังน่ารักดี เป็นหนัง Feel Good ที่ทำได้พอเหมาะ อาจจะไม่ถึงกับสุดยอด แต่ก็ถือว่าน่าพอใจและให้ไอเดียที่อาจจะเดิมๆ ในการสร้างสังคมที่ดี แต่มันก็น่าเอามาทำในชีวิตจริงอย่างยิ่งครับ

คะแนนความชอบ 7/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น