รีวิว Fences (2016) รั้วใดมิอาจกั้น


หนังดราม่าเรื่องนี้ถือว่ามีดีแบบสุดๆ ตรงการแสดงครับ มันเป็นอะไรที่โคตรจะดีงามมากๆ จนน่าจะแจกออสการ์ให้แบบเรียงตัวไปเลย ไม่ว่าจะ Denzel Washington, Viola Davis หรือแม้แต่ Stephen Henderson ที่ออกแนวบทสมทบและเราอาจจะไม่คุ้นหน้าอะไรมาก แต่เขาก็ยังสามารถเล่นประกบ Washington ได้อย่างพอเหมาะ

เรื่องราวเป็นแนวชีวิตครับ ไม่มีอะไรซับซ้อน มันคือเรื่องของ ทรอย แม็กซ์สัน (Denzel Washington) คนชนชั้นกรรมาชีพหาเช้ากินค่ำที่อยู่กับโรส (Davis) ภรรยาที่อยู่กินกันมาเกือบ 20 ปี พวกเขามีลูกชื่อคอรี่ย์ (Jovan Adepo) ที่ใฝ่ฝันจะได้เป็นนักกีฬาอาชีพ

แต่ทรอยก็มองว่าการเป็นนักกีฬาไม่มีอนาคต (เพราะในอดีตเขาเคยเป็น แต่บทลงเอยไม่สวยงามนัก) ก็เลยไม่สนับสนุน อีกทั้งทรอยเองก็เป็นคนแรงๆ ตรงๆ พร้อมจะขึ้นเสียงหรือไม่ก็มีปากเสียงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขาได้เสมอ เลยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทรอยกับคอรี่ย์ไม่ดีนัก

ในชีวิตของทรอยนอกจากเมียและลูกแล้ว ก็ยังมีเพื่อนสนิทอย่างจิม โบโน่ (Henderson) ที่รู้จักกันมานานแสนนาน, เกเบรียล (Mykelti Williamson) น้องชายที่มีความบกพร่องของทรอย และไลออนส์ (Russell Hornsby) ลูกชายของทรอยที่เขามีก่อนจะมาอยู่กับโรส

หนังไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน การเดินเรื่องก็เหมือนละครเวที มีฉากหลังเป็นสถานที่ไม่กี่แห่ง ซึ่งก็เพราะบทดั้งเดิมของหนังคือละครเวทีครับ ดังนั้นบอกก่อนเลยว่าหากใครไม่ชอบอะไรที่ไม่หวือหวา ก็คงต้องเตรียมใจก่อนดูเสียก่อน เพราะการเดินเรื่องส่วนมากก็จะเป็นการยิงยาวแบบให้ดาราเล่นกันไปเรื่อยๆ น่ะครับ

เช่น ตอนต้นหนังก็เล่าแบบยิงยาว ตั้งแต่ทรอยกับจิมเดินกลับบ้านด้วยกัน พอถึงบ้านก็นั่งคุยกันต่อที่หลังบ้าน สักพักก็มีโรสมาแจม แล้วก็คุยกันไปดื่มกันไปเรื่อยๆ มีกัดกันแย้งกันบ้าง อารมณ์มันเหมือนเรากับเพื่อนชวนกันมาบ้านแล้วก็นั่งคุยกันไปยาวๆ น่ะครับ ซึ่งสำหรับบางคนอาจมองว่ามันไม่มีอะไร แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบนะ มันโดนใจผมถึง 2 อย่าง

อย่างแรกคือ เหล่าดาราเล่นกันได้ลื่นมากๆ ให้อารมณ์เหมือนพวกเขารู้จักกันมานานจริงๆ พูดคุยแบบรู้ทางกัน และนั่นก็นำมาสู่การโดนใจอย่างที่ 2 คือ มันทำให้ผมย้อนนึกไปถึงตอนที่ผมกับเพื่อนนั่งคุยกันแบบนี้น่ะครับ มันเหมือนตอนเรากับเพื่อนที่พอได้ตั้งวงคุยกันแล้ว มันเป็นอะไรที่อร่อย สนุก แบบที่คนนอกวงอาจไม่เข้าใจ (แต่เขาจะเข้าใจเมื่อเขาไปตั้งวงแบบนั้นกับเพื่อนของตน)

และนั่นคือสิ่งที่หนังทำได้ “ถึง” มากๆ ครับ แต่ละฉากมันไม่มีอะไรมากกว่าตัวละครคุยกัน แต่ภาพและอารมณ์ที่ออกมามันกลับสื่ออะไรๆ ได้แบบ Touch ความรู้สึกของเรา เหมือนดึงเราไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นได้ มันเลยทำให้ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ของหนังน่าติตตามไปจนจบครับ

และนี่คือผลงานการกำกับภาพยนตร์หนที่ 3 ของ Denzel Washington ครับ เรื่องแรกคือ Antwone Fisher ต่อมาก็ The Great Debaters ซึ่งดีทุกเรื่อง (และพี่แกก็เล่นทุกเรื่องเช่นกัน) มาเรื่องนี้ก็เช่นกัน แน่นอนว่าของดีที่ดีสุดๆ คือการแสดงของทุกคน แต่ขณะเดียวกันหนังก็มีมวลอันหนักแน่นแผ่กระจายอยู่ตลอดเรื่อง ซึ่งมวลที่ว่านี่ก็ต้องยกความดีให้กับป๋า Denzel นี่แหละครับ

หนังเรื่องนี้ได้ชิงออสการ์ 4 ตัว นั่นคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดารานำชาย, ดาราสมทบหญิง และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ซึ่งก็ได้ไปในสาขานำหญิงครับ ซึ่งก็คู่ควรนะ Davis เล่นได้ดีมากๆ ตอนต้นๆ เราอาจจะยังไม่รู้สึกติดใจการแสดงของเธอเท่าไร แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไป พลังเธอเริ่มไหลมาเทมาจนไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมเธอได้ออสการ์

ส่วนป๋า Denzel ก็เล่นได้สุดยอดเหมือนเดิม ทุกฉากทุกตอนอุดมด้วยพลังจนอยากมอบออสการ์ให้เขาอีกสักตัวเลยครับ พลังมากมายจริงๆ แต่คนที่ผมชอบมากยกให้ Henderson เขากับป๋า Denzel ดูเป็นเพื่อนกันจริงๆ เวลาคุยกัน แสดงอารมณ์กัน สื่อความรู้สึกกันมันใช่มากๆ น่ะครับ (ทำเอาคิดถึงเพื่อนเลย)

นี่อาจไม่ใช่หนัง Feel Good น่ะนะครับ เพราะหนังถือวาค่อนข้างเครียด แต่ดีกรีความเครียดก็ไม่ได้มากเกิน และสาระในเรื่องก็สามารถสอนเราได้ ไม่ว่าจะการเป็นพ่อแม่ หรือการเป็นสามีภรรยา ผมว่าแต่ละเรื่องที่ตัวละครเจอ คือเรื่องที่ทุกคนบนโลกต่างก็เคยเจอกันมาแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่ทุกคนจะมีทางออกต่างกันไป ซึ่งการดูหนังเรื่องนี้ อาจทำให้คุณสามารถมองแต่ละแง่มุมของปัญหาชีวิตได้แบบหลากหลาย หรือไม่ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น