รีวิว โปสการ์ดที่ไม่มี… ที่มา (2015)


Po001

จำได้ว่าเมื่อ 11 ปีก่อน ผมดูหนังไทยเรื่อง “กั๊กกะกาวน์” แล้วรู้สึกชอบครับ แต่เพื่อนๆ ไม่มีใครชอบกับผมสักคน บางคนสงสัยถึงขนาดว่า “ทำไมแกชอบหนังซอมบี้แบบนั้นฟะ” (ในความหมายคงประมาณว่าหนังมันอืดถืดยืดช้า แทบไม่มีแก่นสารให้ติดตาม)

ตอนนั้นผมก็นั่งถามตัวเองนะ แต่สารภาพว่าตอบไม่ถูก รู้แค่ว่าใจมันชอบ มันโอเคที่ได้ดูและเอามาดูอีก ไม่ถึงกับเป็นหนังโปรดแต่การได้ดูมันเหมือนเราไปเที่ยวสวนสาธารณะน่ะครับ มันไม่มีเจตนาหรือแก่นสารอะไรหรอก ไปนั่งดูต้นไม้ รับสายลม ฯลฯ ตามประสาคนอารมณ์เหงา (ณ ตอนนั้น)

ครั้นเวลาผ่านไป ก็ยอมรับครับว่าความชอบมันก็จืดจาง ให้ไปนั่งดูทั้งเรื่องตอนนี้ผมคงบอกว่าไม่เอาดีกว่า ขอไปทำอย่างอื่นแล้วกัน อาจเพราะมันผ่าน “โมเมนท์เหงาๆ” เมื่อตอนเรายังวัยรุ่นไปแล้วน่ะครับ ตอนนั้นพอดีอารมณ์เรามันเข้ากับโทนหนัง เลยจูนกันติด แต่พอเวลาผ่านไป ชีวิตเดินหน้าต่อ เจออะไรหลายๆ อย่าง มันเลยเหงาน้อยลง เพราะมีอะไรให้ทำในชีวิตมากขึ้น

อันว่าหนังเรื่องนี้ก็ได้คำร่ำลือมานานล่ะครับว่าน่าเบื่อ อืดถืด จืดชืด ฯลฯ แต่ใจมันก็อยากลองดู เพราะชอบหนังภาพธรรมชาติสวยๆ ชอบหนังที่ว่าด้วยเนื้อหา “ณ ช่วงเวลาหนึ่งของใครสักคน” พร้อมกับคิดว่าหนังฉลามบ้าบอ เรายังดูได้เลย (5555) ก็ลองอันนั้นสักหน่อยแล้วกัน

Po002
แล้วก็พบคำตอบครับว่าหนังอืดจริง ช้าจริง ความน่าติดตามก็ไม่มากเท่าไหร่ สรุปคือที่เขาร่ำลือนั้นผมเห็นด้วยเลยครับ หนังน่าจะทำให้หลายคนรู้สึกเบื่อได้อย่างมากทีเดียว

แต่ระหว่างดูผมก็นึกถึงตัวเองเมื่อตอนดูกั๊กกะกาวน์น่ะครับ แอบคิดนะว่าถ้าสมัยนั้นเรามาดูเรื่องนี้ เราจะชอบไหม เราจะจูนกับมันติดไหม เราจะรู้สึกแบบที่เราเคยรู้สึกกับกั๊กกะกาวน์ไหม (แล้วก็ได้คำตอบประมาณว่า “ก็น่าจะชอบแหละ”)

สำหรับผมแล้ว ตัวหนังเดินเรื่องช้าครับ ออกจะช้าไปมากด้วย ซึ่งก็พอเข้าใจว่าคงต้องการให้เราซึบซับอารมณ์ตัวละคร เลยเดินแบบช้าๆ กล้องแช่ๆ อะไรแบบนั้น แต่ด้วยพล็อตที่ไม่มีอะไรมาก การเดินเรื่องที่ช้าก็เลยทำให้มันดูอืดเกินไป

แล้วหนังยังทำให้ผมรู้สึกเหมือนไบโพลาร์นะ คือตอนที่จะนิ่งจะช้าก็ช้ากันไปข้างหนึ่ง แต่ตอนจะพยายามฮาก็ฮาแบบยัดเยียดมาก เอาพี่แจ็ค เชิญยิ้ม กับจุ๊บจิ๊บ เชิญยิ้มมาเปิดฟลอร์ตึ้งโป๊ะเป็นพักๆ ซึ่งยอมรับว่ารู้สึกว่ามันไม่เข้ากันน่ะครับ

Po003
คือถ้าเป็นซิทคอมเป็นต่อก็ว่าไปอย่างนะ แต่พอเจอแบบนี้ก็ทำให้ผมเกิดคำถามทางอารมณ์ ว่าตกลงผมควรรู้สึกยังไง คือก็เห็นบิ้วให้ดราม่ามาตั้งนาน จู่ๆ ก็มาตึ้งโป๊ะใส่ผม แล้วสักพักก็ดราม่าอีก แล้วก็ตึ้งโป๊ะอีก ตกลงผมจะอินหรือจะเอ๋อกันแน่ก็ไม่รู้ (สารภาพว่าผมฮาอยู่นะตอนพิมพ์เนี่ย 555)

อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าหนัง ทำออกมาแบบพอดีๆ ในทางใดทางหนึ่ง คือให้มันเป็นโรแมนติกเบาๆ ไม่ต้องดราม่ามากก็ได้ครับ ทำออกมาน่ารักๆ แล้วก็ให้ตัวละครสมทบเพื่อนพระเอกสอดแทรกความฮาลงไปบ้าง แล้วมาขยี้ดราม่าทีเดียวตอนเฉลยปม โทนมันอาจโอเค

หรือไม่ถ้าจะดราม่า ก็ดราม่าให้ได้เนื้อไปเลย ตัดความตึ้งโป๊ะออกไป เล่าให้ได้ที่ เล่นให้ถึงใจ เอาความเหงามาขยี้หนักๆ เอาวิวสวยๆ มาเล่นให้ถึงอารมณ์ ถ้าเล่าให้มันสุดสักทาง รสชาติอาจกลมกล่อมในแบบของมันมากกว่าที่เป็นก็ได้

แต่แม้หนังจะไม่ได้โดดเด่นอะไรขนาดนั้น แต่ผมก็โอเคที่จะดูจนจบครับ อย่างน้อยภาพทิวทัศน์ก็ดูสวยดี ห้วงความเหงาในบางโมเมนต์ก็น่าสนใจดี แต่ผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงไม่เหมือนผมน่ะครับ ดูได้ไม่นานพอรู้สึกเบื่อก็อาจจะเปลี่ยนเรื่อง ซึ่งก็ไม่แปลกครับ ถ้าดูแล้วไม่ชอบก็ไปหาเรื่องที่ดูแล้วชอบดูดีกว่า ง่ายกว่าเยอะ

สรุปว่าเรื่องนี้ผมดูแล้วโอเคกับวิวและบางฉากครับ แต่ก็ต้องทนต่อความอืดพอสมควรกว่าจะดูจนจบได้ แต่อย่างน้อยหนังก็ไม่ทำให้ผมรู้สึก “ไปไม่เป็น” เท่า ฤดูที่ฉันเหงา ครับ (5555)
คะแนนความชอบ 5/10
รีวิวโดย หมื่นทิพ
Po004
 

วันที่เข้าฉาย:
Pin It

แสดงความคิดเห็น